การเสียชีวิตของ เรย์ แมคโดนัลด์ ในวัย 49 ปี ไม่ได้เป็นการสูญเสียดารายุค ‘80 ที่สร้างเสียงหัวเราะ ผู้เป็นนักบุกเบิกการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่บ้าระห่ำ แหวกแนว และเป็นไอดอลให้กับผู้คนจำนวนมาก ในแง่หนึ่งเขายังเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนสำคัญ
ดังจะเห็นผลงานผ่านช่องยูทูป THE DEFENDER ซึ่งหลายตอนได้ชวนผู้คนถกเถียงหายนะของแม่น้ำโขง การล่มสลายของชีวิตผู้คนริมแม่น้ำ การจากไปของเรย์ แมคโดนัลด์ ครั้งนี้จึงไม่เพียงสูญเสียคนในวงการบันเทิง แต่ยังสูญเสียนักเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญกับสิ่งรอบตัว ทั้งแม่น้ำ ภูเขา และสังคม ซึ่ง พงษ์เทพ บุญกล้า แฟนตัวยงของเขาได้เล่าเรื่องราวของเขาไว้ให้จดจำในฐานะนักอนุรักษ์คนหนึ่ง

Ray Mcdonald หรือ ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ ไม่ได้เป็นเพียงดารานักแสดงหรือนักเดินทางที่ออกสำรวจความสวยงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่เขาได้ทำหน้าที่เป็นผู้สื่อสารเชื่อมโยงถึง ‘ความจริง’ เกี่ยวกับแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ ถาโถม ทั้งวาทกรรมการพัฒนาเขื่อนในประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง การขุดเหมืองแร่ที่ทำให้สารพิษไหลลงปนเปื้อนแม่น้ำ ผลกระทบต่อระบบนิเวศ ประชากรปลา พันธุ์พืช สัตว์ สรรพสิ่งต่างๆ และสุขภาพของผู้คนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ รวมทั้งยังสะท้อนความเปราะบางของชาวบ้านที่ทำอาชีพประมงพื้นบ้าน และระบบเศรษฐกิจของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง และความมั่นคงด้านอาหารของชาวบ้าน เขายังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขาต่างๆ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวพวกเราทุกคน
ด้วยความเสียใจต่อการจากไป และด้วยเคารพต่อทีมงาน THE DEFENDER บทความนี้ตามเจตนารมของผู้เขียนมีเป้าหมายเพื่อหยิบยกประเด็นที่พี่เรย์สนใจขึ้นมาสื่อสารขยายผลต่อ พร้อมทั้งเป็นบทความที่ผู้เขียนขอร่วมระลึกถึงพี่เรย์/พี่ ซึ่งเป็น ‘ไอดอล’ ของผู้เขียนเสมอมา
แม้ผู้เขียนจะไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนก็ยกย่องพี่เรย์เป็นไอดอลด้านแนวคิด มุมมองต่อชีวิต และการเดินทางที่ฉีกแหวกแนวเสมอมา อีกทั้งชื่นชมและชื่นชอบ lifestyle การเดินทางของเขามาตลอด โดยเฉพาะประโยคหนึ่งที่ตราตรึงอยู่ในหูของผู้เขียน เป็นประโยคที่มักจะได้ยินบ่อยครั้ง เมื่อการเดินทางทริปนั้นหลงเข็มทิศ ประโยคสั้นๆ ที่ว่า ‘The plan is no plan’ ไม่ว่าจะหลงเข็มทิศแค่ไหนก็มักจะเห็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้ได้เห็นเสมอ
ผู้เขียนติดตามผลงานของพี่เรย์เสมอมาและรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการจากไปในครั้งนี้ ดังนั้น จึงขอหยิบยกผลงานหนึ่งของพี่เรย์และทีมงานที่ได้เผยแพร่อยู่ทางสื่อออนไลน์ Youtube ตอน ‘วิกฤตแม่น้ำโขง หายนะไร้พรมแดน’ I THE DEFENDER (EP.3) เพื่อบอกเล่าส่งต่อเจตนารมของพี่เรย์ที่มีต่อ แม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาขาสายอื่นๆ ซึ่งเป็นสถานการณ์สำคัญที่สังคมวงกว้างอาจยังมองไม่เห็นหรือไม่ได้ให้ความสนใจ
‘แม่น้ำโขง’ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…
หลังการจากไป มีคลิปวิดีโอตอนหนึ่งชื่อ ‘วิกฤตแม่น้ำโขง หายนะไร้พรมแดน’ ถูกแชร์ในสังคมออนไลน์และเด้งขึ้นมาหน้าฟีตของผู้เขียนด้วยเช่นเดียวกัน ความน่าสนใจของคลิปการเดินทางครั้งนี้ คือ เขาได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นกับแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาขาสายอื่น
ในคลิปการเดินทางนี้ เริ่มต้นกล่าวถึงแม่น้ำโขงว่า ‘กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…สายน้ำแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า ‘ล้านช้าง’ ที่ไหลมาจากหุบเขาในทิเบต ผ่านหุบเขาในยูนานก่อนกลายเป็นแม่น้ำโขงที่หล่อเลี้ยงผู้คน 6 ประเทศกว่า 70 ล้านชีวิต จากจีนถึงประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นแม่น้ำซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พืชกว่า 20,000 ชนิด และปลาน้ำจืดกว่า 1,000 ชนิด อีกทั้งเป็นแม่น้ำที่ก่อกำเนิดอารยธรรมสำคัญนานนับ 1,000 ปี อาทิ วัฒนธรรมอังกอร์วัด อาณาจักรล้านช้าง รวมถึงล้านนา
พี่เรย์เปิดบทให้ผู้ชมได้เห็นว่า แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดมาจากภูเขาสูงธิเบตก่อนไหลผ่านลงมาถึงประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ความอุดมสมบูรณ์ของแม่น้ำโขงได้ให้กำเนิดสรรพชีวิตและอารยธรรมต่างๆ เรื่อยมา พร้อมทั้งชี้ถึงคุณูปการของแม่น้ำโขงได้นำไปสู่การเจริญเติบโตของเมือง วิถีชีวิต และความเชื่อที่ไหลส่งต่อผ่านเวลา
นอกจากนั้นยังขยายความต่อว่า ‘เมื่อกาลเวลาผ่านแหล่งชีวิตและอารยธรรมกลับเป็นต้นทุนตามระบอบทุนนิยม…’ กระทั่ง แม่น้ำโขงถูกตีค่าเป็น ‘เมกวัตต์’ หรือเป็น ‘ตัวเลข’ ในนิยามของคำว่า ‘การพัฒนา’ จากสายน้ำที่เคยไหลอย่างเป็นอิสระกลับถูกบังคับทิศทางตามการคำนวน และความเจ็บช้ำยิ่งบดขยี้ด้วยสารพิษ โลหะหนักจากเหมืองต่างๆ นับ 1,000 แห่ง ที่ไหลข้ามพรมแดนลงสู่ ‘แม่น้ำกก’ ที่บรรจบกับ ‘แม่น้ำโขง’
สอดคล้องกับข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกนำเสนอทั้งในสื่อกระแสหลักและสื่อกระแสรอง แม้พี่เรย์จะไม่ได้เล่าขยายความยืดยาว แต่สำหรับผู้เขียนกลับรู้สึกได้ว่า สิ่งที่เขากำลังจะนำเสนอไม่ใช่ความงดงามของแม่น้ำโขง หากแต่กำลังจะเล่าให้เห็นว่า แม่น้ำโขงกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติ คุณค่าของแม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากช่วงต้นคลิปการเดินทาง บัดนี้แม่น้ำโขงกำลังเผชิญกับคำนิยามใหม่ที่เรียกว่า ‘วาทกรรมการพัฒนา’ ซึ่งพี่เรย์ได้เตือนพวกเราว่า ‘ชีพจรแม่น้ำโขงกำลังจะดับ แม่น้ำโขงของพวกเรากำลังจะตาย…’
เป็นข่าวแป๊บเดียวคนก็ลืม
เขาได้เสนอมุมมองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงว่า กระแสข่าวที่ออกมาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ผู้คนก็อาจหลงลืม ทั้งที่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงพวกเราทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ในคลิปการเดินทางพี่เรย์ได้สนทนากับชาวประมงพื้นบ้านคนหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ตอนปลายแม่น้ำโขงยังมีคนกลุ่มเล็กๆ ที่เลือกจะยืนหยัดทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ โดยการลุกขึ้นขับเคลื่อนและ ‘ร้องอย่างสุดเสียง’ เพื่อให้คนทั้งประเทศได้ยินว่า ‘แม่น้ำโขงและพวกเราทุกชีวิตกำลังจะตาย’ ซึ่งเขาได้ทำหน้าที่ในการเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสียงร่วมกับชาวประมงและชาวบ้านผ่านคลิปการเดินทางนี้
ช่วงหนึ่งของคลิปการเดินทาง พี่เรย์ได้กล่าวถึงพื้นที่บริเวณ ‘สามเหลี่ยมทองคำ’ จังหวัดเชียงราย ที่เขาเดินทางไปเยือนราว 10 ครั้ง รวมทั้งเคยเดินทางไปที่แม่น้ำโขงจุดอื่นๆ ในประเทศไทย ตั้งแต่ตอนบนแม่น้ำโขงทางภาคเหนือ-ตอนปลายแม่น้ำโขงภาคอีสาน และชวนให้พวกเรามองให้เห็นว่า แม่น้ำโขงไม่ได้มีแต่ความงดงาม แต่แม่น้ำโขงกำลังประสบปัญหาด้วย ‘เวลาที่ไม่ได้ทำรายการเราอาจจะเจาะแค่ความงามแบบผิวเผิน ไม่ได้เจาะไปในเรื่องของปัญหาที่มีอยู่’
นอกจากนี้เขายังฉายภาพต่ออีกว่า ข่าวเกี่ยวกับแม่น้ำโขงที่ออกมาเรื่อยๆ ทำให้คนตื่นตัว จึงรู้สึกว่า เป็นวิกฤตที่ต้องลุกขึ้นมาทำอะไร พร้อมกับย้ำว่า ด้วยเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่ออกมาทับถมเต็มไปหมด ‘แปบเดียวคนก็ลืม’ ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ควรถูกลืม เพราะแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนหลายล้านครัวเรือน

‘พี่ใหญ่-พี่จีน’ ที่พี่เรย์เล่าถึง
พี่เรย์ยังชี้ว่า การสร้างเขื่อนแบบจีน หรือการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง หรือสารพิษต่างๆ ได้นำไปสู่ผลกระทบ ทั้งชาวประมง การอุปโภค-บริโภคน้ำ หรือใช้น้ำสำหรับการเกษตร ‘ถ้าปนเปื้อนไปมากกว่านี้หรือไม่หาทางแก้ ไม่แน่…ผู้คนที่อาศัยริมแม่น้ำโขงทั้งฝั่งไทย-ฝั่งเพื่อนบ้านจะได้รับผลกระทบ พร้อมสะท้อนผู้คนริมฝั่งแม่น้ำด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า ‘ถ้าแม่น้ำนี้ตายไปคนที่ใช้แม่น้ำแห่งนี้เพื่อการอยู่รอดก็จะตายไปด้วย…’
พร้อมกับเล่าขยายความเกี่ยวกับปัญหาแม่น้ำโขงให้เข้าใจเพิ่มอีก คือ เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมามีกระแสข่าวเกี่ยวกับปลาในแม่น้ำกกที่มีลักษณะแปลก ตุ่มขึ้นตามตัวเต็มไปหมด พบว่าสาเหตุหลัก คือ สารพิษในแม่น้ำเกินค่ามาตรฐานแล้วสารพิษและสารเคมีเหล่านั้นอยู่ในแม่น้ำได้อย่างไร…? และตั้งคำถามต่อว่า อาจเป็นเพราะการทำเหมืองแร่ในประเทศทางตอนบนของประเทศไทย และกำลังส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำโขงอย่างเชื่อมโยงกัน เพราะ ‘แม่น้ำทุกสายมีการทำเหมือง’ ทั้งเหมืองทอง เหมืองแร่แรร์เอิร์ธที่เป็นแร่สำคัญของโลก ซึ่ง ‘จีน’ กับ ‘อเมริกา’ กำลังแข่งขันกันค้นหาครอบครอง
‘ปลาไม่สบาย’ เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น
บทสนทนาระหว่างพี่เรย์ กับ คุณสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต สะท้อนให้เห็นถึงประเด็น ‘ปลาไม่สบาย’ สุขภาพของปลาที่จับได้มีลักษณะป่วยเป็นตุ่มตะปุ่มตะป่ำ ทำให้ชาวบ้านสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับปลา…? ชาวบ้านจึงกังวลใจเมื่อจะต้องการบริโภคปลา เพราะยังไม่มีความรู้เรื่องการตรวจภายในของปลา จึงมองว่า ‘ปลาไม่สบาย’
แม้กระทั่งตั้งคำถามว่า อาการเจ็บป่วยนี้เกิดจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศใช่หรือไม่…? แต่ข้อสงสัยของชาวบ้านไม่ได้จบแค่นั้น ทั้งชาวบ้านและคนทำงานเกาะติดประเด็นแม่น้ำโขงได้ประสานความร่วมมือไปถึงหน่วยงานต่างๆ และได้รับคำแนะนำจากนักวิชาการให้ลองส่งปลาไปตรวจภายใน เมื่อ พ.ศ.2568 พบปลาประมาณ 10 กว่าตัวที่มีสุขภาพลักษณะเดียวกัน ชุมชนจึงร่วมกันเก็บปลาตัวอย่างไปส่งใปตรวจในห้องแลป และพบว่า ปลาที่เป็นป่วยเป็นตุ่มเหล่านั้นมีโลหะหนักผสมอยู่ในเนื้อปลา ทั้งสารตะกั่ว สารปรอท และสารหนู
จากการตรวจพบว่า ปี 2568 แสดงให้เห็นว่า ปลามีสารสะสมเพิ่มขึ้นจาก 0.00 เป็น 0.03 ปลาเหล่านั้นส่วนใหญ่อยู่ในแม่น้ำกกที่มีต้นน้ำอยู่บริเวณรัฐฉาน ประเทศเมียนมาร์ ความยาวของแม่น้ำกก 285 กิโลเมตร แบ่งส่วนที่อยู่ฝั่งรัฐฉาน 128 กิโลเมตร และอยู่ในประเทศไทยยาวถึง 157 กิโลเมตร การเก็บชนิดปลาและตรวจสารพิษพบว่าปลาปนเปื้อนและจะเข้าไปสะสมในร่างกายของคนที่บริโภค…
เคยเห็นปลาหน้าตาแปลกๆ เป็นปุ่มๆ กับตาไหม…?
ลุงใจ ยานะ ชาวประมงพื้นบ้าน บอกว่า เคยจับปลาที่ไม่สบายได้ในช่วงน้ำหลาก ส่วนใหญ่ปลาตัวโตไม่ค่อยมีปัญหาสุขภาพ แต่ปลาตัวเล็กขนาดประมาณเท่าแขนคนมักจะสุขภาพไม่ดี โดยเฉพาะปลากรดคังกับปลาแข้จะมีตุ่มติดที่บริเวณปากและหนวด
พี่เรย์ถามต่อว่า เกิดจากอะไร…? ลุงใจตอบว่า อาจเกิดจากการขุดเหมืองแร่ทำให้สารหนูและโลหะหนักปะปนในแม่น้ำ อีกทั้งลุงใจยังย้ำอีกว่า ‘ชีวิตลำบาก หนักใจ ถ้ารัฐบาลช่วยแก้ไขได้ก็แก้ไข แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็อยู่อย่างนี้…’
ไป ‘โฮงเฮียนแม่น้ำของ’
นอกจากนี้โฮงเฮียนแม่น้ำของยังเป็นบทเรียนสำคัญของพี่เรย์ ครูตี๋ นิวัตน์ ร้อยแก้ว เล่าให้พี่เรย์ฟังว่า ตนทำงานกับแม่น้ำมากว่า 30 ปีแล้ว ซึ่งที่ฉายผ่านคลิปของการเดินทางคือ ‘ปัญหาใหญ่ที่สุด’ ยิ่งกว่าเขื่อน ยิ่งกว่าการระเบิดแก่งมากมาย เพราะปัญหาสารพิษอยู่ในแม่น้ำที่มีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์
หลังจากนั้นพี่เรย์ได้ฟังพูดเสริมว่า ‘ไม่มีน้ำก็ไม่มีมนุษย์’ ขณะที่ ครูตี๋กล่าวต่อว่า ‘ทุกสรรพสิ่ง’ ทั้งสัตว์ พืช และทุกอย่าง เนื่องจากแม่น้ำไหลผ่านหลายรอยกิโลเมตร/หลายสาย ‘ถ้าน้ำเป็นพิษการอุปโภค-บริโภคก็เป็นปัญหาและมีผลต่อห่วงโซ่อุปทานที่นำน้ำไปใช้’ เช่น การเกษตรต่างๆ สารพิษจะไปตกค้างในพืช ข้าว หรือสัตว์ และสุดท้ายจะไปอยู่ในคนที่อยู่สูงสุดในห่วงโซ่อาหาร รวมทั้งมิติทางเศรษฐกิจ เช่น การท่องเที่ยว ‘ถ้ามีสารพิษเยอะขนาดนี้คนก็จะบอกว่าฉันไม่กล้ามา ถึงมาก็ไม่กล้ากิน’
พี่เรย์กล่าวให้เห็นภาพเพิ่ม ‘ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องใหญ่และแก้ยาก…’
จะเห็นได้ว่า พี่เรย์ได้ฉายให้เห็นถึงปัญหาหลายมิติ ทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจแบบผิดที่ผิดทาง การระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำให้เรือขนถ่ายสินค้าได้ง่าย สารพิษที่มาจากเหมืองต่างๆ จากฝั่งไหนก็ตาม ซึ่งในคลิปครูตี๋บอกว่ามีเหมือง 2,462 แห่ง เมื่อพี่เรย์ได้ยินจำนวนเหมืองถึงกับตกใจและมองกล้องทำหน้านิ่ง
ครูตี๋จึงชี้ต่อว่า เหมืองต่างๆ มีอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน แม่น้ำโขงทางตอนได้ได้รับสารพิษทั้งนั้น เมื่อรับรู้ข้อมูลพี่เรย์จึงพูดขึ้นว่า ‘ตัวเลขนี้น่าตกใจมาก ตอนแรกเข้าใจว่ามีไม่กี่แห่ง’
แล้วลูกหลานจะได้เห็นอะไร…?
‘ผมเห็นว่า มันเป็นหายนะของวิถีคนลุ่มน้ำโขง’ ครูตี๋ตอบพี่เรย์ด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความกังวลใจ เพราะถ้าหยุดไม่ได้และยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ‘สารพิษเพิ่มขึ้น ความรุนแรงก็เพิ่มขึ้น’ รวมทั้งผลกระทบจากการสร้างเขื่อนต่างๆ ในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา ‘อนาคตแม่น้ำโขง คือ อ่างเก็บน้ำพิษ’
ครูตี๋พูดขึ้นพร้อมกับเชื่อมโยงถึงระบบการผลิตเกษตรกรรมและห่วงโซ่อุปทานที่ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะคนเชียงราย แต่จะกระทบไปถึงสังคมวงกว้างกว่านั้น ‘มันร้อยกันไปหมดเพียงแต่ความรู้ในเรื่องนี้เราจะทำให้เขาเห็นอย่างไร’ ถ้าไม่เกิดในกรุงเทพฯ หรือไม่ได้เกิดใกล้ตัว คนเขาก็รู้สึกว่า มันไกลตัว เขามองว่า มันไม่ได้เชื่อมโยงกัน ไกลเหลือเกินจากแม่น้ำโขง ฉันก็ไม่มีความตื่นตัว…
พี่เรย์สะท้อนถึงคนไกลแม่น้ำโขงที่อาจไม่ได้รู้สึกอะไร ดังนั้สิ่งที่ต้องทำให้เขาตื่นตัว คือ ‘ความรู้’ จะทำอย่างไรจะให้เขารู้… ครูตี๋ตั้งคำถาม

เดินตลาดปลา
ในคลิปพี่เรย์ได้ออกได้ไปเดินตลาดเพื่อหาดูปลา แต่กลับพบว่า ‘ไม่มีปลา มีแต่แผง’ เขาจึงตั้งคำถามว่า มันเกิดจากอะไร…? ปลาน้อยลงไป…? หรือต้องรอปลาขึ้น…?
ด้วยความสงสัยเขาจึงไปสอบถามพ่อค้าแม่ค้าหลายคน ได้รับคำตอบว่า ข่าวการปนเปื้อนสารพิษทำให้คนบริโภคปลาแม่น้ำโขงน้อยลง เพราะกลัวว่า บริโภคแล้วจะไม่ปลอดภัยคนจึงหันไปบริโภคปลาเลี้ยงอื่นแทน เช่น ปลาดุก ปลานิล หรือปลาที่เลี้ยงจากระบบฟาร์ม ฯลฯ ซึ่งแม่ค้าปลาแม่น้ำโขงคนหนึ่งชี้ว่า ก่อนจะมีข่าวปลาแม่น้ำโขงขายได้วันละ 8,000-10,000 บาท และช่วงเทศกาลขายได้ 30,000-40,000 บาท/วัน ‘อยากให้เป็นปากเป็นกระบอกเสียงไปถึงผู้นำว่าควรมีแนวทาง
ถ้าแม่น้ำมีพิษหรือสารหนูจริงๆ ให้บอกประชาชนว่า มีแนวทางการแก้ไขอย่างไร คนเกิดมาตั้งแต่ปู่แต่ย่าอยู่กับแม่น้ำโขงจะไม่ให้ลงได้อย่างไร’ แม่ค้าปลากล่าวด้วยน้ำเสียงสะเทือนใจพร้อมกับชี้ว่า ‘ควรไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ’
แน่นอนว่าคลิปการเดินทางนี้ พี่เรย์ได้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงตามคำขอนั้น เพื่อให้กระบอกเสียงของพี่เรย์ดังขึ้น ผู้เขียนจึงเลือกที่จะหยิบมาขยายผลในบทความนี้ร่วมกับพี่เรย์ ‘อย่าปล่อยให้พวกเราดูแลกันเองเยอะช่วยเราทำงานบ้าง…’ แม่ค้าปลาฝากเสียงผ่านพี่เรย์ไปถึงผู้มีอำนาจและรัฐบาล
ไม่ใช่แค่ฟังเสียงชาวบ้าน พี่เรย์ยังพาเราไปฟังเสียงนักวิชาการ
ในคลิปการเดินทางเชื่อมร้อยต่อไปถึงการสนทนากับ ดร.สืบสกุล กิจนุกร สำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ที่บอกเล่าขยายเกี่ยวกับปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ประชาชนต้องการแผนเฝ้าระวังติดตามการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในห่วงโซ่อาหารและสุขภาพคน ต้องทำการตรวจไปเรื่อยๆ ในทุกๆ เดือน พร้อมกับทำ ‘แผนที่ความเสี่ยง’ เส้นทางการไหลของน้ำ ความเสี่ยงในพื้นที่เกษตรกรรม ความเสี่ยงในการบริโภคปลา รวมถึงการเร่งแก้ปัญหาที่เป็นเรื่องระหว่างประเทศให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด
สิ่งที่กังวลมากที่สุด คือ การสะสมในร่างกายทุกวัน และไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้ป่วยรายแรกเนื่องจากต้องใช้ระยะเวลามากพอสมควร อีกทั้งกว่าจะทราบว่า ใครป่วยอาจสะสมยาวนานเป็น 10 ปี สะท้อนถึงความกังวลระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำ ‘รัฐบาลต้องยุติการนำเข้าแร่สำคัญจากพม่าผ่านไทยไปจีน เพื่อสร้างแรงกดดันให้พม่าและจีนต้องเข้ามาแก้ไขปัญหากับไทยอย่างจริงจัง’ ดร.สืบสกุล กิจนุกร กล่าว

เพราะแม่น้ำโขงมีชีวิตไม่ใช่แค่ H2O
ช่วงท้ายของคลิปการเดินทางนี้ พี่เรย์ได้นำเสนอผ่านเสียงสนทนากับครูตี๋ที่แสดงให้เห็นว่า แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่ H2O หรือ น้ำ เนื่องจากริมฝั่งโขงมีชีวิต มีวิถีชีวิต วัฒนธรรม และความเชื่อ เกาะแก่งในแม่น้ำโขงที่มีหินผา
หากมองลงลึกจะเห็นว่า เหล่านี้เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและประวัติศาสตร์ ‘สิ่งที่เราเห็นคือสิ่งที่อยากให้คนได้รับรู้ไปด้วย’ ครูตี๋กล่าวกับพี่เรย์กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของทุกคนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม่ป่วยติดเชื้อทำอะไรก็ไม่ได้ ลูกจะเข้าไปหาก็ไม่ได้ ทุกปัญหามีทางแก้แต่ขึ้นอยู่กับเหตุของปัญหาและเวลาในการแก้ไขปัญหา ถ้าไม่ช่วยกันตอนนี้จะเป็นหายนะของลูกหลานของเรา…