แกะรอย Fund Flow ไหลเข้าหุ้นไทยรายตัว ผ่าน NVDR

แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเริ่มฟื้นตัวและบรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักขึ้น แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของเม็ดเงินต่างชาติผ่านการซื้อขาย NVDR จะพบภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง


แม้ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมาเริ่มฟื้นตัวและบรรยากาศการลงทุนกลับมาคึกคักขึ้น แต่หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของเม็ดเงินต่างชาติผ่านการซื้อขาย NVDR จะพบภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะเงินทุนไม่ได้ไหลเข้าสู่หุ้นทุกตัว หากแต่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงบางกลุ่มที่มีคุณสมบัติตรงกับสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติกำลังมองหา

ข้อมูลการซื้อสุทธิของ NVDR ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 สะท้อนภาพนี้ได้อย่างชัดเจน โดยหุ้นที่ถูกซื้อสะสมมากที่สุดคือ PTT มูลค่า 29,490 ล้านบาท ตามด้วย PTTEP มูลค่า 23,474 ล้านบาท และ KBANK มูลค่า 20,995 ล้านบาท ขณะที่ยังมี TOP, KTB, GULF, PTTGC, BBL, AOT และ CPALL ติดอันดับต้น ๆ เช่นกัน

สิ่งที่น่าสังเกตคือ รายชื่อเหล่านี้แทบทั้งหมดเป็นหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และมีน้ำหนักสำคัญในดัชนี SET50 รวมถึงเป็นหุ้นที่กองทุนต่างประเทศสามารถลงทุนด้วยวงเงินขนาดใหญ่ได้โดยไม่กระทบราคามากนัก

หากจัดกลุ่มจะเห็นธีมการลงทุนที่ชัดเจน

กลุ่มแรกคือ พลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น PTT, PTTEP, TOP, PTTGC และ BCP ซึ่งล้วนได้รับแรงสนับสนุนจากราคาพลังงาน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึง Valuation ที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

กลุ่มที่สองคือ ธนาคารพาณิชย์ ได้แก่ KBANK, BBL, KTB, KKP ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมองว่ากลุ่มการเงินไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีโอกาสฟื้นตัวจากเศรษฐกิจ และยังซื้อขายที่ระดับมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE)

กลุ่มที่สามคือ หุ้น Domestic Play อย่าง AOT, CPALL และ CPN ซึ่งเป็นตัวแทนของการบริโภค การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจภายในประเทศ หากเศรษฐกิจไทยทยอยฟื้น หุ้นเหล่านี้ก็มักได้รับความสนใจเป็นอันดับต้น ๆ

ขณะเดียวกันก็มีหุ้นที่สะท้อนธีมการเติบโตระยะยาว เช่น GULF ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และธุรกิจดิจิทัล รวมถึง DELTA และ KCE ที่เชื่อมโยงกับธีมเทคโนโลยีและ AI แม้ว่ามูลค่าการซื้อสุทธิจะไม่สูงเท่ากลุ่มแรก แต่ก็สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังไม่ละทิ้งหุ้นที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต

ประเด็นที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ เม็ดเงินเหล่านี้กำลังสะท้อน วิธีคิดของนักลงทุนต่างชาติ

ต่างชาติไม่ได้เลือกหุ้น ราคาถูก แต่เลือกหุ้นที่สามารถรองรับเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก มีมาร์เก็ตแคปขนาดใหญ่  สภาพคล่องสูง พื้นฐานดี และสามารถอธิบายเรื่องราวการเติบโตให้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกเข้าใจได้

หากต้องลงทุนหลักพันหรือหลักหมื่นล้านบาท นักลงทุนสถาบันระดับโลกย่อมไม่สามารถเข้าซื้อหุ้นขนาดเล็กได้ง่าย เพราะจะกระทบราคาและสภาพคล่องทันที จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมหุ้น Big Cap จึงมักเป็นผู้ได้รับประโยชน์ก่อนเสมอเมื่อ Fund Flow ต่างชาติเริ่มไหลกลับ

อีกมุมหนึ่งที่ควรสังเกตคือ หุ้นหลายตัวในรายชื่อดังกล่าวเคยถูกนักลงทุนมองข้ามในช่วงก่อนหน้า เนื่องจากผลประกอบการชะลอตัวหรือเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่เมื่อมุมมองเริ่มเปลี่ยน นักลงทุนต่างชาติมักเข้าซื้อสะสมตั้งแต่ช่วงแรก ก่อนที่กำไรของบริษัทจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ทั้งหมด คือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในหลายตลาดทั่วโลก นักลงทุนสถาบันมักลงทุนล่วงหน้าก่อนตัวเลขผลประกอบการจะสะท้อนการฟื้นตัว เพราะตลาดหุ้นมักเคลื่อนไหวล่วงหน้ากว่าเศรษฐกิจจริงหลายเดือน

อย่างไรก็ตาม การที่ NVDR ซื้อสะสมจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะปรับขึ้นตลอดเวลา เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการขายทำกำไรของนักลงทุนกลุ่มอื่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และผลประกอบการของแต่ละบริษัท

แต่สิ่งที่ข้อมูลนี้ช่วยบอกนักลงทุนได้คือ หากต้องการรู้ว่า “เงินทุนต่างชาติกำลังมองหาหุ้นอะไร” การติดตามกระแสการซื้อขายผ่าน NVDR ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีประโยชน์ เพราะสะท้อนการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินขนาดใหญ่ได้ค่อนข้างดี

สำหรับนักลงทุนรายย่อย บทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่การซื้อหุ้นตาม NVDR ทุกตัว แต่คือการทำความเข้าใจว่า เหตุใดเงินทุนระดับโลกจึงเลือกหุ้นเหล่านี้ และหุ้นที่เราถืออยู่มีคุณสมบัติที่จะดึงดูดเม็ดเงินลักษณะเดียวกันในอนาคตหรือไม่ เพราะในระยะยาว คุณภาพของธุรกิจและความสามารถในการดึงดูดเงินทุน มักเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางราคาหุ้นได้มากกว่าความผันผวนระยะสั้นเพียงอย่างเดียว

อึ้งย้ง

Back to top button