ลมหายใจของช่างทอผ้า ภูมิปัญญากำลังวิกฤต ช่างทออีสานยังเป็นเจ้าของลายผ้าทอจริงหรือ

ผืนผ้าไหมหนึ่งผืนอาจใช้ทอนานเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนแต่ลวดลายเดียวกันกลับถูกผลิตจากโรงงานภายในเวลาอันสั้น และวางจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าหลายเท่า 

นี่อาจเป็นบทอวสานของลายมัดหมี่ ลายแพรวา หรือแม้แต่ลายอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่าง ลายแคนแก่นคูณ ของจังหวัดขอนแก่น ที่เป็นอารยธรรมที่สืบทอดในชุมชนมาอย่างช้านาน ความเปลี่ยนแปลงนี้กำลังสร้างแรงกดดันต่อผู้ทอผ้าไหมในภาคอีสาน ซึ่งต้องแข่งขันกับสินค้าที่มีต้นทุนต่ำกว่าและกำลังการผลิตที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

งานชิ้นนี้ไม่เพียงแต่พาเดินสำรวจอดีตอันยาวนานของเส้นใยไหมที่ผูกโยงระหว่างคน พิธีกรรมและวิถีชีวิต แต่จะชวนสำรวจไปถึงการแข่งขันระหว่างงานหัตถกรรมกับการผลิตในระบบอุตสาหกรรม ผ่านชีวิตของช่างทอ ผู้ประกอบการ และผู้คนในชุมชน ผ่านสายตาและคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่กับอาชีพนี้มาทั้งชีวิต คือ ผู้สืบต่อภูมิปัญญาท้องถิ่น และสำรวจสิทธิของพวกเขาในการดำรงวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

มัด ย้อม ทอ แรงงานหลังเส้นไหม

ห่างจากใจกลางเมืองขอนแก่นไปทางทิศใต้ราว 64 กิโลเมตรคือ แหล่งผลิตผ้าไหมที่สำคัญในจังหวัด การรับรู้ในสายตาของคนนอก หากจะมาดูผ้าไหมจากกี่ทอผ้า หรือสั่งทำชุดสักชุด ต้องมาที่นี่ 

เรานัดพบกับ สุระชัย นาสูงชน เจ้าของร้านไหมเมือง ตั้งอยู่บนถนนย่านการค้าผ้าไหม ตำบลศรีบุญเรือง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น  

“เดินดูตามสบายเลยนะครับ ถ่ายรูปเก็บไว้ได้เลย ” เจ้าของร้านกล่าวกับเรา

สุระชัย นาสูงชน เจ้าของร้านเมืองไหม

ลักษณะของร้าน คือ ห้องเสื้อที่มีเสื้อผ้าจากผลิตภัณฑ์ผ้าไหมแขวนเรียงรายอยู่ในตึกนั้น บริเวณหลังบ้านมีกี่ทอผ้าอยู่ 2 หลัง ซึ่งมีช่างกำลังทอผ้าอยู่ 

“อันนี้ คือ ลายขอของสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงฯ เป็นลายหมี่คั่น” ช่างทอกล่าว ขณะทีมงานจับกล้องถ่ายภาพ

นอกจากร้านที่แขวนโชว์ผ้าไหมทั้งเป็นผืนและตัดสำเร็จรูป ถัดมาทางขวามือของร้าน สุระชัยอธิบายให้เราฟังว่า นี่คือศูนย์การเรียนรู้ผ้าไหม เรียกได้ว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมที่อยู่ในตัวบ้าน ที่นี่จัดเก็บผ้าไหมมัดหมี่ที่ส่งเข้าประกวดของกรมพัฒนาชุมชนผืนแล้วผืนเล่า มีตั้งแต่ผ้ามัดหมี่ที่คิดค้นลวดลายขึ้นมาใหม่และลวดลายโบราณ หลังจากสำรวจร้านรวงและพื้นที่ เราจึงได้นั่งโต๊ะเริ่มบทสนทนา

“พูดได้ว่า อยู่กับผ้าไหมมาตั้งแต่เกิด พี่ทำมาตั้งแต่ก่อนขึ้นอนุบาล เมื่อ ป.1-ป.2 ก็เริ่มรับจ้างโอบหมี่แล้ว เลยเกิดเป็นความผูกพัน ทำมากับพี่สาวและคนในครอบครัว ตั้งแต่คุณยายก็ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม มาคุณแม่ และพี่สาว ทำเป็นอาชีพหลัก การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนี่แหละส่งเสียเราเล่าเรียนจนจบทั้งครอบครัว” 

การโอบหมี่เพื่อย้อมให้เกิดลาย ซึ่งจะทำซ้ำๆ หลายรอบเพื่อให้ได้สีและลายที่ต้องการ

ร้านไหมเมืองเป็นร้านที่ผลิตผ้าไหมเองเพื่อประกวดด้วยส่วนหนึ่ง แปรรูปผ้าไหมเป็นชุดสำเร็จรูปไม่ว่าจะชุดพิธีการ ชุดสูท หรือชุดลำลอง ส่วนหนึ่ง เพื่อปรับผ้าไหมให้เข้าถึงง่ายและขยายตลาดไปกับคนทุกกลุ่ม

ขั้นตอนในการทำผ้าไหมเป็นขั้นตอนที่ต้องอาศัยคนที่มีหลากหลายทักษะตั้งแต่การย้อมผ้าไหม การมัดหมี่ การโอบหมี่ และขั้นตอนสุดท้ายคือการทอ ที่จะกลายเป็นผืนผ้าที่สวยงามหนึ่งผืน นั่นหมายความว่า สุระชนจำเป็นที่จะต้องจ้างแรงงานในพื้นที่เพื่อช่วยในขั้นตอนเหล่านี้ และนั่นคือ รายได้หลักของแรงงานในชุมชนนั่นเอง

“ร้านเราก็จะผลิตผ้าเองบ้าง และรับซื้อจากชาวบ้านด้วย เราถือว่าสร้างรายได้และกระจายรายได้ให้กับชุมชน”

สิ่งที่ยากกว่าผ้าไหมมัดหมี่

การเกิดขึ้นของผ้าพิมพ์ลายจากโรงงานผ้าที่รุกคืบเข้ามา ซึ่งมีกำลังการผลิตที่สูงและสามารถเลียนแบบอัตลักษณ์ของผ้าลายอีสานได้ในปริมาณมากจึงทำให้ราคาขายในท้องตลาดที่เป็นลายอัตลักษณ์ เช่น ลายมัดหมี่ ลายผ้าแพรวา มีราคาถูกลงครึ่งต่อครึ่ง จากเดิมงานผลิตที่มาจากชุมชน ซึ่งเป็นผ้าไหมทอมือ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1-2 พันบาทต่อเมตร แต่ผ้าพิมพ์ลายอยู่ที่ประมาณ 1-2 ร้อยบาทต่อเมตร ซึ่งถูกกว่าผ้าไหมทอมือเกือบ 10 เท่า ทำให้เกิดข้อกังวัลต่อผู้ประกอบการชุมชนว่า ภาพของคนในพื้นที่ที่ทำอาชีพนี้จะมีอนาคตเช่นไร

“เราก็กลัวคนจะใช้ผ้าพิมพ์ลายหรือผ้าทอเครื่องเยอะขึ้น วิธีการของเราที่ปรับตัวไปตามสถานการณ์ก็คือ เราลดต้นทุนเกือบทุกอย่าง ลดความซับซ้อนของการมัดหมี่ให้เป็นลายเรียบๆ เส้นไหมก็ใช้ไหมสาวมือและทำเองมากขึ้น และทอแบบง่ายๆ มากขึ้น เพื่อให้ราคามันจับต้องได้ และลูกค้าจะได้ซื้อผ้าไหมจากชุมชนมากกว่า

“คำว่า ผ้าไทยมันก็รวมไปถึงผ้าพิมพ์ลายด้วยในความเข้าใจหลายๆ คน แต่ผ้าไทยที่ว่า ถ้ามันมาจากชุมชน นิยามและความรู้สึกมันก็จะต่างออกไป”

กณีตัวอย่างที่ลายอัตลักษณ์ของผ้าไหมถูกผลิตในปริมาณมากโดยโรงงานพิมพ์ผ้า สุระชนให้ความเห็นว่า ลายแคนแก่นคูณ ลายผ้าไหมอัตลักษณ์ประจำจังหวัดขอนแก่น คือ ผลกระทบหลักที่น่าศึกษา

ลายผ้า แคนแก่นคูณ ลายประจำจังหวัดขอนแก่น (ภาพ: PR.KHONKAEN ปชส.ขอนแก่น)

“งานไหมขอนแก่นจะเห็นได้ชัดเลยว่า หลายๆ คนเขาใส่ผ้าลายแคนแก่นคูณที่เป็นผ้าพิมพ์ลาย เพราะเขาต้องใส่เป็นเซ็ต  ในใจลึกๆ แล้วเราก็เฟลนะ อยากให้คนใส่ผ้ามัดหมี่จริงๆ บางคนก็บอกเราว่า ถ้าเลือกผ้าพิมพ์ลายสีของมันจะมีความสม่ำเสมอ เมื่อมองภาพรวมๆ แล้วมันมีระเบียบเรียบร้อย เพราะผ้ามัดหมี่มันจะมีสีที่แตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับเนื้อไหม

“จริงๆ แล้วถ้าใส่ผ้ามัดหมี่ สีไม่เหมือนกันก็ได้ถือว่า เป็นความแตกต่างหลากหลาย กลุ่มลูกค้าส่วนมากไม่ใช่ช่วงเทศกาล แต่จะเป็นการขายลวดลายนี้ออกไปที่อื่น เช่น ไลฟ์ขายออนไลน์

“ลายแคนแก่นคูณเราก็ผลิตเรื่อยๆ ประมาณเดือนละ 2-3 ชิ้น ต่อเดือนต่อร้าน ซึ่งร้านในชุมชนมีประมาณ 20 ร้านที่มีหน้าร้านขายผ้าไหม แต่ก็ถือว่า เป็นกำลังผลิตที่น้อยอยู่ถ้าเทียบกับช่วงมีเทศกาล”

ช่างทอรุ่นสุดท้าย 

“ในชุมชนตำบลศรีบุญเรือง คร่าวๆ คนทำผ้าไหมประมาณ 20 ครัวเรือนได้ และส่วนมากเป็นผู้สูงอายุ อายุน้อยที่สุด คือ พี่เอง ที่ทำได้ตั้งแต่กระบวนการสาวไหมไปจนถึงทอผ้า ถ้าอายุน้อยกว่านั้นไม่มีใครทำแล้ว อย่างเก่งก็ขายของช่วยที่บ้าน แต่ทำตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำไม่มี เราคือรุ่นสุดท้าย”

สุระชนได้อธิบายให้เห็นภาพความท้าทายอีกข้อที่คนทำผ้าไหมต้องเผชิญนอกเหนือจากตลาดแข่งขันที่เข้ามา คือ มุมมองของผ้าไหมเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก กว่าจะได้มาซึ่งเม็ดเงิน ทำให้หลายคนต้องย้ายถิ่นฐานออกจากบ้านเริ่มต้นอาชีพใหม่ที่รายได้งามกว่าการอยู่กับเส้นไหมและใบหม่อน

ถัดจากร้านเมืองไหมไม่กี่เมตร สุระชนพาเราไปรู้จักเพื่อนร่วมงานของเขา สมจิต น้อยฉลาด หรือ ยายขาว วัย 68 ปี ที่กำลังต่ำหูก (ทอผ้า) อยู่บริเวณหน้าบ้าน เราถามเธอว่ากำลังทอลวดลายอะไรอยู่ เธอตอบพร้อมชำเลืองกระสวยว่า “บ่ฮู้ คุณหนึ่ง (สุระชน) เพิ่นสั่งมา ยายแค่ทำหน้าที่ทอ” แปลว่า ไม่รู้ชื่อลาย เพราะสุระชนจ้างทำ มีอุปกรณ์ครบหมดมีหน้าที่แค่ทอ

รายได้จากการทอผ้าได้ประมาณ 1,000 บาทต่อผ้า 2 ผืน (ความยาวรวม 4 เมตร) ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-6 วันถึงได้ผ้า 1 ผืน นั่นหมายความว่า เธอใช้เวลาทอทั้งหมดประมาณ 2 สัปดาห์ ถึงจะแล้วเสร็จทุกขั้นตอนและได้รับเงินเต็มจำนวน

เราถามเธอว่า ทำไมถึงใช้เวลานานในการทอแต่ละผืน มีความยากง่ายอย่างไรบ้าง 

เธอตอบ “หลังๆ มา ตาเรามองไม่ค่อยเห็นและอายุมากขึ้นด้วย เลยอาจจะช้าหน่อย รวมถึงมีงานบ้านที่ต้องทำ บางวันเราเริ่มทอก็ช่วงสายหรือช่วงเที่ยง”

เธอพูดพลางเช็ดน้ำตาที่ไหลลงร่องแก้ม 

“ไม่ได้ร้องไห้นะ” เธอบอก “ตาเป็นต้อ น้ำตามันเลยไหลบ่อยหน่อย” หลังจากเช็ดน้ำตาเธอก็ตั้งหน้าทอผืนผ้าไหมต่อไป

ยายขาวอาศัยอยู่กับสามีและหลาน รายได้หลักของเธอมาจากการรับจ้างทอผ้าไหมและรายได้จากลูกสาวซึ่งเธอทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง ส่งมาให้เป็นรายได้ทุกเดือน เราถามต่อว่า รายได้เพียงพอไหมในการใช้จ่าย 

“รายได้เหมือนจะเยอะนะ ลูกสาวส่งมาให้ แต่ค่าใช้จ่ายก็เยอะ มันก็เดือนชนเดือนเพราะต้องให้หลานด้วย”

ตรงข้ามบ้านของยายขาว คือ บ้านของ ตึ่ง เทียมหอม หรือยายตึ่ง อายุ 69 ปี เธอกำลังแก้การโอบหมี่เพื่อย้อมใหม่และก็เป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมงานของสุระชนเช่นกัน

“นี่อาชีพหลักเหมือนกัน ทำไหมมาตั้งแต่อายุ 14 ปี จนถึงตอนนี้ เราก็ทอเหมือนกัน ใช้เวลาทอ 2 สัปดาห์ต่อความยาวผ้า 4 เมตร รายได้ก็ประมาณ 1-2 พันบาท รายได้หลักต่อเดือนก็ได้ประมาณเท่านี้แหละ รวมเบี้ยผู้สูงอายุ 600 ก็อยู่ที่ประมาณนี้แหละ แต่งานก็เข้ามาบ้าง มันไม่ได้เข้ามาตลอด” ตึ่งเล่าถึงอาชีพและรายได้ของเธอให้เราฟังซึ่งสถานการณ์คล้ายๆ กันกับขาว ก่อนหน้านั้น

“ค่าใช้จ่ายก็ไม่เยอะนะต่อเดือน เพราะยายไม่มีหนี้มีสิน ค่าน้ำค่าไฟรวมกันก็ประมาณ 200 บาทต่อเดือน ค่ากินก็กินไม่เยอะ เพราะเราอยู่คนเดียว เป็นโสด”

ภูมิปัญญาวิกฤต

สถานการณ์นี้เป็นข้อท้าทายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 8 (SDGs 8) ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) คือ คนรุ่นใหม่ในภาคอีสานจำนวนมากย้ายไปทำงานในเมือง เพราะมีรายได้ดีกว่า ทำให้ชุมชนทอผ้าไหมเหลือผู้สูงอายุเป็นแรงงานหลัก และภูมิปัญญาการทอผ้าเสี่ยงที่จะไม่ถูกส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

นอกจากนี้ ความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นยังทำให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป จนวัตถุดิบสำหรับทำสีธรรมชาติเริ่มขาดแคลน ขณะที่ผู้ผลิตรายย่อยก็ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้น แต่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้มากนัก อีกทั้งแรงงานจำนวนมากยังเป็นแรงงานนอกระบบ ซึ่งยังไม่มีสวัสดิการและความมั่นคงในการทำงาน

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้การสร้างงานที่มีคุณภาพ การรักษาอาชีพในชุมชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงและยั่งยืน เป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้น

ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต (ซ้ายมือ) ขณะทำงานกับพื้นที่ชุมชน (ภาพ: Wisdomative)

ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต จาก Wisdomative ผู้อำนวยการสร้างนิทรรศการ Wisdom Has Fallen หรือ ภูมิปัญญาวิกฤติ มีจุดเริ่มต้นจากการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อค้นหาอัตลักษณ์ ของชุมชนอย่างแท้จริง ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า Wisdomative Canvas ตั้งต้นมาจากความเชื่อที่ว่า เรากำลังอยู่ในยุคหัตถกรรมตอนปลาย  (Late Era of Craftsmanship) ซึ่งเป็นช่วงสุดท้ายที่คนรุ่นปัจจุบันจะยังเห็นงานมือที่แท้จริง โดยจุดประสงค์ในการทำครั้งนี้เพื่อกลับไปหารากเหง้าว่าเทคนิคของหัตถกรรมต่างๆ มีรายละเอียดระดับชุมชนอย่างไร ไม่ว่าจะเป็น ลายผ้า วิถีชีวิต แนวคิดของชุมชน ก่อนจะนำข้อมูลเหล่านี้มาบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรและเผยแพร่โดยไม่ละทิ้งผู้คน ชุมชน ที่ประกอบสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา

จากการทำงานกับชุมชนมานานกว่า 10 ปี โดยใช้ตัวเลข อายุเฉลี่ยของคนไทยที่ 80.5 ปี (อ้างอิงจากมหาวิทยาลัยมหิดล) มาคำนวณถอยหลัง กับอายุของผู้สืบทอดที่อายุน้อยที่สุดในพื้นที่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า เหลือเวลาอีกกี่ปีก่อนที่ภูมิปัญญานั้นจะสาบสูญ 

“ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลังน้ำตา” คือคำที่ศักดิ์สิทธิ์ใช้แทนการถูกมองข้ามว่า งานหัตถกรรมเมื่อมันจะหายไปก็ไม่เห็นเป็นอะไรในสายตาของคนทั่วไป เขาจึงต้องการสร้าง โลงศพ หรือภาพแห่งความสูญเสียให้คนในสังคมได้ตระหนักว่า หากไม่ทำอะไรสักอย่าง ภูมิปัญญาเหล่านี้กำลังจะหายไปอย่างถาวร

“เราจะบอกว่า คนที่ทำหัตถกรรมในพื้นที่ต่างๆ อายุเฉลี่ยน้อยที่สุดอยู่ที่ 80 กว่าปี และคนกลุ่มเหล่านี้ เขาเก็บข้อมูลมาจากรุ่นก่อนหน้าได้เพียง 30% หมายความว่า รุ่นพ่อแม่อาจจะ 60-70% แต่รุ่นเขามันลดลงมา และมันจะเป็นอย่างไรถ้าความรู้ที่เหลืออยู่หายไปกับพวกเขา ” ศักดิ์สิทธิ์ชี้ให้เห็นถึงองค์ความรู้ที่ยึดโยงตัวบุคคลที่กำลังจะหายไปพร้อมลมหายใจของช่างหัตถกรรม

การมีส่วนร่วมของชุมชนและ Wisdomative (ภาพ: Wisdomative)

การระบุสิทธิความเป็นเจ้าของภูมิปัญญาในระดับชุมชนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง หากแต่มีลักษณะลื่นไหล  และถูกถ่ายทอดข้ามพรมแดนของชุมชนอยู่เสมอ ช่างทอจากจังหวัดหนึ่งอาจย้ายถิ่นฐานไปสอนทักษะและองค์ความรู้ให้กับคนในอีกจังหวัดหนึ่ง ก่อนที่ภูมิปัญญานั้นจะถูกปรับใช้และพัฒนา จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ของพื้นที่ใหม่

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ทำให้การกำหนดเส้นแบ่งว่า ใครคือเจ้าของและชุมชนใดมีสิทธิในภูมิปัญญาอย่างเด็ดขาดตามกรอบทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมมีพัฒนาการจากการสั่งสม ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนร่วมกันมาอย่างยาวนาน การนำกรอบสิทธิแบบตายตัวมาใช้จึงอาจไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงระหว่างผู้คน

ขณะเดียวกัน แนวคิดที่เสนอให้ชุมชนนำลวดลายผ้าไปขึ้นทะเบียนเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเปิดให้ผู้อื่นเช่าหรือซื้อสิทธิในการใช้งานในลักษณะเดียวกับภาพจาก Stock Photo ก็ถูกตั้งคำถามถึงมิติทางมนุษยธรรมของแนวคิดดังกล่าว เพราะการตีมูลค่าภูมิปัญญาผ่านกรอบทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลวดลาย ผู้สร้างสรรค์ และวิถีชีวิตของชุมชนถูกลดทอนเหลือเพียงตัวเลขทางการเงิน

“เราเคยถามคนหนึ่งว่าจะทำให้ผ้าไทยคงอยู่ได้อย่างไร เขาเสนอว่าให้เอาลายผ้าต่างๆ มาขึ้นทะเบียนเป็น asset แต่สำหรับเราคำตอบแบบนี้มันไร้มนุษย์ คือ ถ้าทำลายนี้ได้เงินแล้วก็จบ แล้วมองกลับมาว่า คนที่ทำลายนี้ในชุมชน ได้อะไรจากการที่แค่ซื้อมาขายไป แล้วความเป็นวิถีและชุมชนมันจะอยู่ตรงไหน”

ชุมชนผู้ผลิตผ้ายังต้องเผชิญกับสภาวะที่อาจเรียกได้ว่า ซัพพลายลวง (Supply ลวง) เมื่อความต้องการผ้าไทยส่วนหนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากกลไกตลาดหรือความต้องการของผู้บริโภคโดยธรรมชาติ แต่ถูกกระตุ้นผ่านนโยบายภาครัฐ เช่น การรณรงค์หรือประกาศให้สวมใส่ผ้าไทยในโอกาสสำคัญ

เมื่อเกิดความต้องการจากนโยบาย ชุมชนจึงต้องเร่งผลิตผ้าและลวดลายตามความต้องการของตลาดภาครัฐ รวมถึงผลิตตามลวดลายที่ถูกกำหนดหรือได้รับการส่งเสริม เพื่อให้สามารถเข้าสู่ระบบการจัดซื้อจัดจ้างและรักษาความมั่นคงทางรายได้ในเซฟโซนที่เกิดขึ้นจากนโยบายเหล่านี้

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้บทบาทของชุมชนเปลี่ยนจากเจ้าของภูมิปัญญา และผู้กำหนดทิศทางการสร้างสรรค์ ไปสู่การเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิตที่ทำหน้าที่ตอบสนองต่อความต้องการของระบบ มากกว่าการพัฒนาองค์ความรู้และสร้างสรรค์นวัตกรรมบนฐานภูมิปัญญาของตนเอง

“วิกฤตจริงๆ คือ เรานำทุนทางวัฒนธรรมมาใช้กันอย่างสนุกสนาน โดยไม่มีใครตระหนักรู้และเข้าใจถึงกระบวนการที่หายของภูมิปัญญา ทุนต่างๆ เยอะแยะไปหมด แต่ไม่มีใครตระหนักรู้ว่า ทุนทางวัฒนธรรมที่ว่า มันมีอะไรแวดล้อมบ้าง”

ข้อเสนอของศักดิ์สิทธิ์คือการสร้างคลังข้อมูลภูมิปัญญาระดับประเทศ หรือ National Digital Archive เพื่อรวบรวมองค์ความรู้และมรดกทางวัฒนธรรมในรูปแบบดิจิทัล ให้สามารถเข้าถึงและนำไปต่อยอดได้ โดยมีระบบระบุแหล่งที่มา การลงทะเบียน และการแบ่งปันผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนหรือผู้ถือครององค์ความรู้ดั้งเดิมอย่างเป็นธรรม แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Solid on Fluid ซึ่งมุ่งสร้างแก่นที่แข็งแรงบนพื้นฐานของวัฒนธรรมที่มีความลื่นไหลและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบรากเหง้า ผู้สร้าง และเส้นทางการถ่ายทอดของภูมิปัญญาได้ โดยไม่จำเป็นต้องตีกรอบวัฒนธรรมให้หยุดนิ่ง

ในมิติของจริยธรรมและธุรกิจ การนำลวดลายผ้า อัตลักษณ์ หรือองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมไปพัฒนาเป็นสินค้า ไม่ควรตัดขาดผู้สร้างสรรค์ออกจากกระบวนการ ชุมชนควรมีบทบาทมากกว่าการเป็นผู้รับจ้างผลิตตามคำสั่งของรัฐหรือตลาด แต่ควรมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งด้านการออกแบบ การสร้างสรรค์ และการตัดสินใจเกี่ยวกับการนำภูมิปัญญาไปใช้ การสร้างความสัมพันธ์ที่ให้คุณค่าแก่ช่างฝีมือและผู้สร้างสรรค์จึงอาจเป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ระหว่างคนต่างรุ่น และรับมือกับปัญหาการขาดผู้สืบทอดในหลายชุมชน

การที่ลายผ้าของคนในชุมชน ถูกลอกแบบไปขายในราคาถูกอาจถือเป็นผลกระทบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชนได้ โดยเฉพาะหากการลอกเลียนแบบนั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิและวิถีชีวิตของผู้ทอผ้าหรือชุมชนเจ้าของภูมิปัญญา

ภาคเอกชนนำลวดลายผ้าซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้โดย ไม่ได้รับความยินยอม หรือ ไม่ได้แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม อาจกระทบต่อสิทธิของชุมชนในการรักษา ควบคุม และได้รับประโยชน์จากมรดกทางวัฒนธรรมของตน เมื่อเอกชนผลิตสินค้าลอกเลียนแบบในราคาถูก จนทำให้ช่างทอผ้าพื้นบ้านขายสินค้าไม่ได้ รายได้ลดลง หรือสูญเสียอาชีพ ก็อาจกระทบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น สิทธิในการทำงานและสิทธิในการมีมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ หากลวดลายผ้าเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน การนำไปใช้โดยไม่เหมาะสมยังอาจกระทบต่อสิทธิทางวัฒนธรรมของชุมชน

ในกรอบ United Nations ว่าด้วย UN Guiding Principles on Business and Human Rights ธุรกิจมีความรับผิดชอบที่จะ เคารพสิทธิมนุษยชน (respect human rights) ซึ่งรวมถึงการหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดหรือมีส่วนทำให้เกิดผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน และควรมีมาตรการป้องกันหรือเยียวยา

ท้ายที่สุด Wisdom Has Fallen มุ่งให้ภูมิปัญญาไทยกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต มากกว่าจะเป็นเพียงกระแสแฟชั่นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นตามนโยบายของรัฐ ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงระบบดังกล่าวผ่านการเลือกซื้อที่มองเห็นคุณค่าของกระบวนการผลิตและผู้คนที่อยู่เบื้องหลังชิ้นงาน หากนิเวศของภูมิปัญญาเกิดขึ้นได้จริง ภูมิปัญญาไทยอาจไม่จำเป็นต้องถูกมองเป็นสิ่งที่กำลังสูญหายหรือรอการอนุรักษ์ แต่สามารถเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีชีวิต มีรากเหง้า มีที่มา และเติบโตไปพร้อมกับสังคมร่วมสมัยได้

ข้อเสนอนี้ คือ ภาพฝันที่ศักดิ์สิทธิ์มองว่าหากเป็นไปได้สิ่งเหล่านี้จะกระจายประโยชน์ลงสู่ชุมชนไม่มากก็น้อย เราถามทิ้งท้ายในฐานะที่ Wisdomative อาจจะเป็นหน่วยงานเดียวที่ทำการบันทึกอัตลักษณ์ในระดับรากชุมชนว่า จะทิ้งท้ายอะไรให้กับผู้อ่านงานชิ้นนี้ 

“ถ้ามันเป็นแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ ภาพในอนาคตนี่โคตรเศร้าเลยนะ (หัวเราะ) เราก็คงทำงานของเราไป พอเราตายสิ่งนี้ก็หายไป ก็แค่นั้น นี่คือ ความจริง เราพยายามคุยกับหน่วยงานหลายหน่วยงานว่า ทำสิ่งนี้ที่เถอะ มันก็เป็นนโยบายรัฐที่รัฐต้องทำ ทำไมเราต้องมานั่งทำ ” เขาทิ้งท้ายให้เรา

สิทธิ ศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์

ในพิธีกรรมพระราชทานเพลิงสรีระของพระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ) โดยพิธีกรรมฌาปนกิจครั้งนั้นได้รื้อฟื้นพิธีกรรมโบราณ คือ พิธีกรรมเจ้านางสีดาปราบนกหัสดีลิงค์ ตำนานพื้นถิ่นของเมืองอุบลราชธานี คือ วิธีการปลงศพของชาวล้านนาและล้านช้าง เป็นการสร้างปราสาทไว้บนหลังนกจำลองก่อนจะประชุมเพลิงไปพร้อมกันทั้งตัวนกและปราสาท 

เมรุชั่วคราวในพิธีพระราชทานเพลิงสรีระ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทฺโธ)  ลักษณะคือ นกหัสดีลิงค์ เทินบุษบก (ภาพจาก flickr: y O K e WACHIRA)

ดร.วิสปัตถ์ ชัยช่วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เรียบเรียงถึง ผ้าซิ่น ที่ต้องใช้ในพิธี กรรม ไว้ในรายงานวิชาการ เรื่อง พลวัติการแต่งกายของเจ้านางสีดาในพิธีฆ่านักหัสดีลิงค์แบบเมืองอุบลราชธานี พูดถึงการยกผ้าซิ่นที่ถูกออกแบบทอลายใหม่ให้นางเทียมของเจ้าสีดาว่า ตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มทอจนถึงการตัดผ้ามาทำผ้าซิ่น มีขั้นตอนพิธีกรรมอันละเอียดและซับซ้อน

ดร.คำล่า มุสิกา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ศึกษาต้นแบบผ้าโบราณของนางราชพิธีศรีพิทักษ์ (ญาแม่ดวงคำ บุตรโรบล หิรัญภักดี) ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี ก่อนประสานช่างทอผ้าบ้านบอน อำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ให้ร่วมกันทอผ้าลายดอกพร้าว หรือ ลายสร้อยดอกหมาก ตามแบบดั้งเดิม

การทอผ้าดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการผลิต หากยังคงยึดถือขนบความเชื่ออย่างเคร่งครัด ทุกขั้นตอนตั้งแต่การขึ้นกี่ การเริ่มทอ ไปจนถึงการตัดผ้า จะมีการขออนุญาตและประกอบพิธีบอกกล่าวต่อเจ้านางสีดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่างทอเคารพนับถือ สะท้อนให้เห็นว่าการทอผ้าในสังคมอีสานมิใช่เป็นเพียงงานหัตถกรรม แต่เป็นพิธีกรรมที่เชื่อมโยงศรัทธา ความเชื่อ และวิถีชีวิตเข้าด้วยกัน

ผ้าผืนแรกที่ทอสำเร็จเป็นผ้าสีเขียวเข้ม ประกอบด้วยลวดลายโบราณหลายชนิด และถูกนำไปถวายยังหอเจ้านางสีดาเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2556 และถูกใช้ในพิธีสำคัญของเมืองอุบลราชธานี นับแต่นั้นเป็นต้นมา แม้จะมีการทอผืนใหม่ในสีและรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้น แต่การเลือกใช้ผ้าผืนต่างๆ ในพิธียังคงขึ้นอยู่กับความเชื่อและการยอมรับของผู้ประกอบพิธีเป็นสำคัญ

ต่อมาเมื่อปี 2556 ดร.คำล่า ได้ริเริ่มการทอผ้าผืนใหม่เพื่อให้มีความสง่างามและสะท้อนอัตลักษณ์ของเมืองอุบลราชธานีมากยิ่งขึ้น โดยศึกษาลวดลายโบราณจากกาบจอมคำ ลูกธร และคันธนู พร้อมประกอบพิธีบอกกล่าวดวงวิญญาณเจ้านางสีดา ณ หอเจ้านางสีดา บ้านคำพร้า อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนเริ่มการทอผ้าตามธรรมเนียมโบราณ พิธีกรรมนี้สะท้อนถึงจิตวิญญาณที่ยังคงหลงเหลืออยู่โดยยังไม่โดนกระแสทุนนิยมพัดพามันหนีไกลไปจากรากที่ฝังลึก

เมทินี หวานอารมย์ (ขวา) นางเทียมเจ้านางสีดารุ่นที่ 6 นุ่งผ้าซิ่นลายสร้อยดอกพร้าวต่อตีนตวย (เชิงผ้ารูปกรวย) ที่ผ่านการถวายใหม่โดยคณะของ ดร.คำล่า มุสิกา (ภาพ: พลวัตการแต่งกายของเจานางสีดาในพิธีฆ่านกหัสดีลิงค์แบบเมืองอุบลราชธานี)

ปัจจุบันกาลของเส้นไหมและใยฝ้าย

องค์การสหประชาชาติตั้งคำถามถึงความเสี่ยงต่อกลุ่มอาชีพผ้าทออีสานในปัจจุบัน เนื่องจากตามรากเดิมแล้วผ้าทอในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ไม่ได้ถูกใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่ในกระแสโลกปัจจุบันหมุนเวียนในผ้าทอเหล่านี้กลายเป็นสินค้า (Commodification) ทำให้ความเสี่ยงที่ผู้ผลิตระดับครัวเรือนลดลง เนื่องจากการผลิตสินค้าทำมือ (Hand-craft) นั้นมีกระบวนการที่ละเอียดซับซ้อน ทำให้ราคาสูงและไม่มีตลาดรองรับอย่างชัดเจน

รายงาน เครื่องชี้ภาวะทางสัมคม Social Indicator 2025 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลและเศรษฐกิจ เผยให้เห็นว่า กรุงเทพมหานคร คือ เป้าหมายของการอพยพย้ายเข้า เมื่อปี 2567 มีสัดส่วนการย้ายระหว่างภาคจากอีสานไปยังกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 30.3 ช่วงอายุที่มีสัดส่วนการย้ายคือ 15 – 29 ปี นั่นหมายความว่า คนหนุ่มสาวจากชนบทของอีสานได้วางคนสูงอายุไว้เบื้องหลัง เพื่อโอกาสและรายได้ที่ดีกว่า   

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับบทความทางวิชาการของ ดร.รัชนีกร แซ่วัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่พบว่า อาชีพทอผ้าในอีสานไม่ได้ถูกตั้งค่าว่า เป็นอาชีพที่มาจากการร่ำเรียนในระบบสถาบันส่วนกลางตั้งแต่ต้น แต่เป็นอาชีพที่สืบทอดกันมาในสายเลือดบรรพบุรุษ คนยุคใหม่เริ่มมองว่า การผลิตผ้าเป็นเรื่องซับซ้อน ไม่อยากสืบต่ออาชีพนี้ รายได้ไม่แน่นอน ส่วนหนึ่งตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านมุ่งหน้าไปสู่กรุงเทพมหานครและต่างประเทศเพื่อขายแรงงานและรายได้ที่ดีกว่า ทำให้องค์ความรู้ของอาชีพนี้กระจุกตัวอยู่กับผู้สูงอายุในชุมชน ไม่มีอำนาจต่อรอง และเข้าไม่ถึงเทคโนโลยี

บททิ้งท้ายของช่างทอ

สุระชัย สรุปภาพรวมของกลุ่มช่างฝีมือในตำบลศรีบุญเรืองให้เราฟังอีกครั้งว่า นี่แหละคือ เพื่อนร่วมงานของเขาที่ทำงานด้วยกัน อายุเฉลี่ยประมาณ 50 ปีขึ้นไป และเด็กสุด อายุ 30 ปี ต้นๆ คือตัวเขาเอง พร้อมยกตัวอย่างถึงอดีตของการนิยมทำผ้าไหมในตำบลนี้ว่า มีโรงทอที่มีกี่ผ้าทอมือวางเรียงรายอยู่ในอาคาร ซึ่งในทุกๆ วันจะมีคนนั่งทอผ้ากันเป็นแถว แต่ตอนนี้ได้ปิดตัวลงไปแล้ว เหลือแต่ภาพของอาคารที่ทรุดโทรมให้เห็น

เขาทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าหากเราเป็นช่างทอและศิลปินผ้าไหมรุ่นสุดท้ายจริงๆ รายได้และอัตลักษณ์ก็น่าจะผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อาจจะไปอยู่ในโรงงานผ้าพิมพ์ที่ผลิตสินค้าได้จำนวนมาก 

“หลักๆ รายได้ของชุมชนก็น่าจะหายไปหมดเลย ชุมชนก็คงกลายเป็นอย่างอื่นไปตามกาลเวลา ผ้าไหมมัดหมี่ชนบทก็อาจจะกลายเป็นแค่ตำนานที่เล่าสู่กันฟัง อันนี้คือ ภาพในอนาคตที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้”

งานชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Thompson Reuters Foundation 

อ้างอิง