ทรงจำจากห้องครัวสีหนุวิลล์ ปากคำเหยื่อสแกมเมอร์ ความเป็น ความตาย ความอำมหิต

“เพราะอยากมีงานทำ” คือคำตอบง่ายๆ ที่หญิงคนหนึ่งใช้ตอบคำถามว่า เหตุใดเธอจึงยอมเก็บเสื้อผ้าไม่กี่ชุด ทิ้งบ้าน ทิ้งลูก และขึ้นรถออกเดินทางไกลจากบ้านเกิดในวันนั้น

แต่หากนี่เป็นเพียงเรื่องของการหางาน รายได้เดือนละ 20,000 บาท คงไม่พาเธอไปสิ้นสุดที่อาคารปิดล้อมด้วยกำแพงสูงในเมืองชายทะเลของกัมพูชา ที่เบื้องล่างเต็มไปด้วยยามรักษาความปลอดภัยสอดส่องไม่ให้คนทำงานหลบหนี และเบื้องบนมากด้วยผู้คนจากหลากหลายประเทศที่มาที่นี้ด้วยความถูกต้องและผิดกฎหมาย

นี่คือเรื่องราวของคนที่ถูกหลอกให้ไปทำงานในเมืองสแกมเมอร์ประเทศกัมพูชา ทุกเส้นทางระหว่างที่เราพูดคุยกับเธอนั้นเต็มไปด้วยข้อคำถาม อีกทั้งคำพูดที่ถูกเล่าเป็นฉากๆ ได้กลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ของปริศนาอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ความยากจน แรงงานข้ามพรมแดน ธุรกิจสีเทา ไปจนถึงเครือข่ายสแกมเมอร์ทั่วโลก 

เรื่องนี้จึงอาจไม่ได้มีเพียงเหยื่อที่ถูกหลอกเท่านั้น แต่อาจรวมถึงสังคมทั้งสังคม ที่ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในเกมของใครบางคนอยู่เช่นกัน

เริ่มต้นตัดสินใจ

ราวบ่ายแก่ๆ ของวัน เรานัดคุยกับเธอที่บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่เธอเคยจากไปเมื่อ 5 ปีก่อน ประตูเหล็กหน้าบ้านแง้มต้อนรับเราอย่างเป็นมิตร แม้ก่อนหน้าเราจะเคยมาที่นี่แล้วหนึ่งครั้ง แต่ครั้งที่สองของการมา ความตื่นเต้นก่อนการสนทนาก็ยังปรากฏในความรู้สึก 

ไฟสาดเข้าผนัง เธอนั่งด้วยท่าทางที่สบาย ก่อนเริ่มขยับมุมปากเล่าความหลังครั้งที่เจ็บปวดให้ฟัง – นามสมมติของเธอคือ แอน หญิงวัยกลางคนที่ดั้นด้นอยากมีงาน มีเงิน ประทังชีวิตในวันที่พิษเศรษฐกิจเล่นงานเธอ สามี และลูก

เราขอให้เธอเล่าเป็นฉากเป็นตอนเท้าความไปตั้งแต่ก่อนตัดสินใจเดินทางไกลบ้าน แอนบอกว่า เธอประสบปัญหาทางการเงินไม่ต่างกับครอบครัวอื่นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในฐานะแม่และภรรยา คำถามง่ายๆ แต่ได้คำตอบมาอย่างยากแสนยาก คือ เราจะหาเงินมาจากไหนให้พอใช้ 

เงิน คือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เรื่องราวดำเนินต่อ แม้การเปิดร้านขายของเล็กๆ ในตลาดนัดจะได้มาซึ่งเงินเช่นกันก็ตาม ในจำนวนที่น้อยนิด และก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ การหันซ้ายหันขวาหาอาชีพใหม่ คือสิ่งที่แอนและสามีนอนคุยกันทุกค่ำคืน ก่อนรุ่งเช้าจะพบหนทางเส้นใหม่จากคนใกล้ที่เธอก็ไม่คิดมาก่อนว่านี่จะกลายจุดเริ่มต้นของหนังเรื่องเศร้า

เช้าวันนั้นมีญาติเรียกสายหาแม่ของแอนพร้อมคำชักชวนปนความหวังดีอยากจะให้แอนไปทำงานงานหนึ่งที่รายได้ดี มีที่พัก มีข้าวให้กิน อยู่อาศัยกันอย่างเป็นครอบครัว ที่ทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว – เธอปฏิเสธในครั้งแรก และขอคิดให้ถี่ถ้วนก่อน เหตุเพราะเงินในมือตอนนี้เหลือไม่กี่บาท หากนี่เป็นการตัดสินใจตั้งตัวอีกครั้ง ก็ขอให้มีความเสี่ยงน้อยที่สุด  

“พอดีญาติคนนั้นเขาติดต่อมาหาทางแม่ บอกว่าอยากหาคนไปทำงาน แม่ก็เลยมาคุยกับเราว่าจะไปไหม ตอนนั้นยังชั่งใจ ไม่อยากไปเพราะเราไม่รู้ว่างานอะไร แต่ในหัวตอนนั้นก็คิดว่าสุดแล้วจริงๆ รถกระบะก็พัง ค่าซ่อมเป็นหมื่น ขายของก็ไม่ได้ ค่าบ้านก็รอ สุดท้ายก็เลยตัดสินใจทักข้อความ Messenger ไปหาเขาว่ายังรับคนอยู่ไหม”

ญาติตอบกลับข้อความและบอกว่า งานที่แอนจะต้องทำ คือ งานดูแลเว็บพนันออนไลน์ สล็อต ตอบแชทลูกค้า โดยจะได้ค่าตอบแทนเดือนละ 20,000 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างพอใจสำหรับเธอ เพราะตอนนี้แอนมีเงินติดตัวเพียง 1,000 – 2,000 บาท เธอจึงไม่ลังเลที่จะตอบตกลงว่าจะไป 

ก่อนตระเตรียมกระเป๋าสัมภาระคนละใบกับสามี ที่ภายในบรรจุเสื้อผ้าเพียงไม่กี่ชุด และฝากลูกไว้กับแม่ ผู้เฝ้าฝันถึงวันที่แอนกลับมาพร้อมเงินเต็มกระเป๋า เธอบอกว่า หลังจากหักค่าใช้จ่ายและบวกลบค่าเดินทาง เงินแทบไม่เหลือสักบาท เช่นนั้นแม่ของเธอจึงไปหยิบยืมเพื่อนบ้าน เพื่อให้ลูกสาวมีติดตัว แม้จะได้มาเพียง 1,500 บาท สำหรับการเดินทางไกลก็ตาม

ไม่กี่ปีมานี้เรามักจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับการเดินทางไปทำงานในเขตเศรษฐกิจอย่างเมืองชายแดน ไทย-กัมพูชา ทั้งก่อนและหลังที่จะมีการปิดด่านข้ามแดนหลังเหตุการณ์ปะทะกันเกิดขึ้น อรัญประเทศ ปอยเปต คือ หมุดหมายของใครหลายคน เพราะที่นั่นกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของการมีงานทำ แม้จะมีข่าวรายงานการถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายในพื้นที่ชายแดนผ่านตาบ้างก็ตาม

อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าว มติชน ว่า ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับทหารกองกำลังบูรพา ได้เข้าช่วยเหลือคนไทย 11 คน (ชาย 7 คน หญิง 4 คน) หลังได้รับแจ้งว่าถูกหลอกว่าจะพาไปทำงานในประเทศกัมพูชา และถูกกักขังอยู่ภายในบ้านพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ตำบลฟากห้วย อำเภออรัญประเทศ

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ภาพ: คมชัดลึก)

ฝั่งเหยื่อให้การกับตำรวจตรงกันว่า พวกเขาได้สมัครงานผ่านเพจหางานในโซเชียลมีเดียที่ชักชวนไปทำงานในกัมพูชา โดยอ้างรายได้ 20,000-25,000 บาทต่อเดือน ก่อนนัดหมายให้เดินทางมายัง อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว และมีชายไทยขับรถมารับไปพักรวมกันในบ้านหลังหนึ่งเพื่อรอข้ามแดน

ต่อมาผู้เสียหายรายหนึ่งเกิดความสงสัยว่าอาจถูกหลอกไปทำงานผิดกฎหมายหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จึงโทรแจ้งญาติให้ประสานตำรวจเข้าช่วยเหลือได้ทัน ขณะที่เจ้าของบ้านหลบหนีไปก่อนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

ไม่ง่ายกว่าจะไปถึงที่ทำงาน

รถตู้วิ่งตรงจากสถานีขนส่งผู้โดยสารบ้านเกิดถึงจังหวัดสระบุรี แอนยกหูหาญาติอีกครั้งหวังรู้ที่หมายปลายทาง ญาติรับสายและบอกว่าต้องนั่งรถตู้ต่อไปอีกเพื่อมุ่งหน้าให้ถึงจังหวัดสระแก้ว และเมื่อถึงแล้วให้โทรแจ้งอีกครั้ง

“พอถึงก็ลง เขาบอกว่าให้รอแล้วถ่ายรูปส่งไป ภาพที่ส่งไปเป็นภาพป้ายตลาดใหญ่ๆ เราก็นั่งรอกับแฟน รอสักพักก็มีรถเก่าๆ คันหนึ่งขับมาจอด เขาให้ขึ้นรถ จากนั้นคนขับก็พาเราขับอ้อม”

ป้ายตลาดขนาดใหญ่ที่แอนเห็น เธอบอกว่า นั่นคือป้ายตลาดโรงเกลือ รอบข้างมีตึกรามบ้านช่องเป็นปกติ แต่เส้นทางที่รถกำลังแล่นพาเธอไปอีกที่ กลับลึกเข้าไปไกลความเจริญของเมือง ไม่นานรถก็จอดที่บ้านพักหลังหนึ่งซึ่งมีหญิงเจ้าของบ้านออกมารอรับและบอกให้รีบเข้าไปรอข้างใน – เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เธอบอกให้เราเริ่มนับจุดนี้เป็น จุดแรก ของการเดินทาง

กระบวนการเดินทางไปของแอนและสามีมีลักษณะคล้ายกันมากกับเหตุการณ์ที่ตำรวจ สภ.อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ร่วมกับทหารกองกำลังบูรพา เข้าช่วยเหลือคนไทย 11 คน ที่ถูกหลอกไปทำงานกัมพูชาในปี 2568 ในข้างต้น

นอกจากตำรวจในฐานะผู้ให้การช่วยเหลือกรณีการลักลอบพาแรงงานข้ามชาติ การถูกลักพาตัว หรือกรณีคนหาย ประเทศไทยมีหน่วยงานหนึ่งที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง คือ มูลนิธิกระจกเงา เพื่อทำความเข้าใจต่อเรื่องนี้ เราจึงเดินทางไปยัง Mirror Art ซึ่งเป็นที่ทำงานของมูลนิธิฯ และคุยกับ เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ถึงสถานการณ์ต่อเนื่องกรณีที่คนไทยถูกหลอกไปทำงานในเขตชายแดนไทย-กัมพูชา เอกลักษณ์บอกว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานมาก และยังไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถจัดการได้อย่างเด็ดขาด

มูลนิธิกระจกเงา 

เอกลักษณ์เล่าย้อนกลับไปเมื่อราว 20 ปีก่อน ภาพจำของสังคมไทยต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ มักเป็นเรื่องของแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทย 

หลายครั้งข่าวที่ปรากฏในหน้าสื่อมักเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงาน การค้ามนุษย์ หรือการแสวงหาประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ภาพดังกล่าวกลับพลิกผันอย่างน่าตั้งคำถาม เมื่อคนไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นฝ่ายเดินทางข้ามพรมแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา เพื่อทำงานในธุรกิจสีเทาที่เชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์

“วันดีคืนดีคนไทยข้ามไปทำงานกัมพูชา ตอนแรกเราก็งงว่าเขาไปทำอะไร ไปทำงานอะไรที่นั่น” 

คำถามนี้ไม่ใช่เพียงความสงสัยของสังคม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการติดตามปรากฏการณ์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่สแกมเมอร์เริ่มปรากฏขึ้นอย่างหนาตาในหน้าข่าว ทั้งการตกเป็นเหยื่อถูกหลอกให้ไปทำงาน และการถูกหลอกโดยคอลเซ็นเตอร์ที่เป็นคนไทยเหมือนกัน

ปัญหาสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องเฉพาะของไทยหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอกลักษณ์บอกว่า เรื่องนี้หากเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาค ตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา ไปจนถึงอเมริกาใต้

“เรื่องนี้เป็นเรื่องสากล เราไปดูในยุโรป ในอเมริกาใต้ แอฟริกา ก็มีเรื่องสแกมเมอร์ แม้แต่ซีรีส์เกาหลียังมีฉากของสแกมเมอร์ให้เห็น”

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา

สำหรับมูลนิธิกระจกเงา การติดตามปัญหานี้อย่างจริงจังเริ่มขึ้นเมื่อ 1-2 ปีก่อน หลังมีผู้แจ้งเหตุคนหายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีบางเคสเหยื่อบอกกับครอบครัวว่ากำลังจะเดินทางมาทำงานในกรุงเทพฯ หรือไปฝึกงานในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ก่อนหายตัวไปในที่สุด 

เมื่อได้รับแจ้งเหตุ ทีมงานจะเริ่มตรวจสอบข้อมูลของผู้สูญหาย ตั้งแต่เส้นทางการเดินทาง ไปจนถึงจุดสุดท้ายที่สามารถติดตามตัวได้ และสิ่งที่น่าสังเกตคือ หลายกรณีมีจุดหมายปลายทางเดียวกันและกลายเป็นจุดสุดท้ายที่พบตัว คือ บริเวณตลาดโรงเกลือ อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนสำคัญระหว่างไทยและกัมพูชา

ความผิดปกติดังกล่าวนำไปสู่การลงพื้นที่ พูดคุยกับเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ รวมถึงสัมภาษณ์ผู้เสียหายที่สามารถเดินทางกลับมาได้ในภายหลัง ก่อนพบว่าหลายคนถูกพาข้ามแดนไปทำงานในเครือข่ายสแกมเมอร์

จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว (ภาพ: Chubby Arin ) 

ยังอยู่ในช่วงแรกของการสนทนา แอนเล่าต่อถึงกระบวนการเดินทางที่แสนยากลำบาก ต่อจาก จุดแรก ที่เธอนั่งพักในบ้านหลังนั้น เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง ไม่นานก็มีรถอีกคันวิ่งมาส่งคนอีกกลุ่ม แอนและคนที่มาใหม่ไถ่ถามกันด้วยความสงสัย เพราะต่างคนก็ต่างไม่เคยทำ ต่างคนต่างไม่รู้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อจากนี้ กระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. ก็มีเสียงเรียกให้ออกมาจากบ้าน และบอกให้ขึ้นรถจักรยานยนต์เพื่อเดินทางต่อ

“เรากับแฟนขึ้นคนละคัน ระหว่างทางที่ขับไปจะเป็นหมู่บ้าน แต่พอยิ่งขับเข้าไป ถนนก็เริ่มไร้ความแออัด จากที่เคยเป็นถนนปูนก็กลายเป็นถนนดิน เหมือนทางไปไร่ไปนา เราสงสัยแต่ก็ไม่กล้าถาม ทั้งจับรถ หอบของ แฟนก็อยู่อีกคัน”

รถจักรยานยนต์ดับเครื่องที่ทุ่งนาของใครไม่ทราบดี และที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของแอนคือเถียงนาหลังใหญ่ ซึ่งเป็น จุดที่สอง ไม่นานคนขับรถมาส่งก็ถามเธอว่า มาจากไหน มาครั้งแรกใช่ไหม แอนจึงตอบคำถามตามจริงว่า นี่คือการมาครั้งแรก

เวลาล่วงมาเกือบ 22.00 น. ที่แอน สามี และคนอื่นๆ นั่งรออย่างเหนื่อยล้าใต้ความเงียบงัน และแสงของดวงจันทร์ที่ไม่สว่างนัก พักใหญ่ๆ ก็มีชายเดินมารับ เพื่อพาพวกเธอเดินทางอีกเป็นทอดถัดไป

“เขาพาเราเดินเลาะคันนาไปเรื่อยๆ บางทีเขาบอกให้เรานอน เราก็ต้องนอน ตอนนั้นอารมณ์จะร้องไห้อยู่ตลอด อยากกลับบ้าน แต่จะกลับยังไงในเมื่อทางนั้นก็มีแต่ผู้ชายมาคุมเดิน จนถึงจุดหนึ่งเขาให้เรามุดใต้รั้วสังกะสีที่มีรั้วหนาข้างบน มีไฟฉายส่อง มีไม้กั้น เขาบอกให้เงียบที่สุด ให้มุดข้าม จากนั้นให้สไลด์ลงข้างคลองแห้งๆ เป็นร่องทาง แล้วบอกว่าเดี๋ยวจะมีรถมารับ ถ้ามีรถมาให้รีบขึ้น พักหนึ่งมีรถทหารผ่านมาเราก็ต้องหลบ และไม่นานก็มีรถมาจอดรับเราจริง และเราก็ต้องรีบขึ้นเลย”

สิ่งที่แอนคิดในตอนนั้นคือเธอรู้แล้วว่า ตอนนี้แผ่นดินที่เธอเหยียบไม่ใช่แผ่นดินประเทศไทยอย่างแน่นอน รถที่มารับขับพาเธอและคนอื่นออกไปเป็นระยะทางไกลโข ก่อนจอดส่งให้ทุกคนลงรถที่บ้านพักอีกหลัง ซึ่งเป็น จุดที่สาม และจุดนี้เองที่เจ้าของบ้านไม่ได้สื่อสารด้วยภาษาไทย ยิ่งทำให้แอนเข้าใจดีว่าที่นี่คือประเทศกัมพูชา

ราวเวลา 03.00 น. มีสมาชิกอีกกลุ่มเดินทางมาสมทบ ซึ่งเป็นชาวเวียดนามกว่า 10 คน ขณะเดียวกันเจ้าของบ้านก็สั่งให้ทุกคนอยู่แค่ภายในบ้าน ห้ามออกไปข้างนอก ให้หลบอยู่มุมใครมุมมัน จนข้ามวันมาถึงเวลาประมาณ 18.00 น. รถอีกคันก็มารับ

รถขับออกจากบ้านหลังนั้นมุ่งหน้าไปยังอีกสถานที่ แอนกวาดสายตาไปโดยรอบพบว่า สองข้างทางมีลักษณะเป็นเมือง มีร้านขายของ มีตึกเล็กตึกน้อย โชคดีที่คนขับรถรอบนี้สามารถพูดภาษาไทยได้ แอนจึงถามว่า จะไปส่งเธอกับคนอื่นๆ ที่ไหน คำตอบที่ได้ คือ สีหนุวิลล์ และต้องใช้เวลานั่งรถอีกไกล

ภาพมุมสูงเมืองสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา (ภาพ: ประชาไท)

สีหนุวิลล์ (Sihanoukville) เดิมเป็นเมืองท่าชายทะเลและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของกัมพูชา แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมืองนี้ถูกสื่อระหว่างประเทศขนานนามว่าเป็น “เมืองสแกมเมอร์” หรือศูนย์กลางอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากมีการพบคอลเซ็นเตอร์และแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากตั้งฐานอยู่ในอาคาร คาสิโน และคอมพาวด์ปิดขนาดใหญ่ในเมืองแห่งนี้

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการหลั่งไหลเข้ามาของทุนจีนและธุรกิจคาสิโนตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 2010 ทำให้มีการก่อสร้างอาคารและคาสิโนจำนวนมาก บางส่วนถูกดัดแปลงเป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์ ทั้งการหลอกลงทุน คอลเซ็นเตอร์ โดยแรงงานจำนวนไม่น้อยถูกหลอกมาจากหลายประเทศด้วยข้อเสนองานรายได้สูง ก่อนถูกยึดหนังสือเดินทาง บังคับให้ทำงาน หรือถูกขายต่อระหว่างเครือข่ายอาชญากรรม

ตึกอาคารที่ถูกสร้างอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มทุนจีนในเมืองสีหนุวิลล์ (ภาพ: ยศพนธ์ เกิดวิบูลย์ WAY Magazine)

ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงเวลาราวๆ 20.00 น. รถขับมุ่งตรงตลอดทาง โดยแวะจอดให้กินข้าวที่ถูกจ่ายไว้ล่วงหน้าแล้ว 1 มื้อ กระทั่งถึงตึกที่เธอและสามีถูกบอกให้ลง ส่วนคนอื่นๆ จะถูกให้ไปส่งที่ตึกอื่น 

เบื้องหน้าของแอนคือประตูเหล็กขนาดสูงใหญ่คล้ายประตูเข้าโรงงานตามที่เธอเคยเห็น ซึ่งเธอเองก็ตกใจที่ทราบว่าข้างในมีตึกทำงาน เพราะประตูบานสูงได้บดบังทุกอย่างเอาไว้ หลังจากที่นั่งรอสักพักก็มีคนไทยออกมารับและพาแอนกับสามีเข้าไปในตึก

“เป็นประตูเหล็กสูงหนาสีแดง เรายืนงงอยู่ตรงนั้น 2 คนกับแฟน มีคนเปิดประตูออกมาแล้วชี้มาที่เรา 2 คน บอกให้ตามไป เราก็ตามเข้าไปในนั้น สิ่งที่เราเห็นหลังประตูเต็มไปด้วยคนที่แต่งชุดพนักงานรักษาความปลอดภัย (Security) ประมาณ 10 กว่าคน มีป้อม มีไม้กั้นสำหรับรถเข้า-ออก ระหว่างที่เรายืนรออยู่ สังเกตว่าเวลามีรถเข้ามา ก่อนยามจะเปิดประตู ต้องโทรหรือวอหากัน เสร็จแล้วก็จะมีคนวิ่งไปเปิดประตูให้รถเข้ามา”

โลกใหม่หลังประตูสูง

หลังประตูสูงคือโลกใหม่ที่แอนและสามีกำลังสบตา เธอถามหาวันกลับบ้านตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน ทำอย่างไรจึงจะได้กลับ จ่ายกี่บาทจึงจะได้ออกไป คำตอบของคำถามนี้จากเจ้าหน้าที่คนไทย คือ ต้องจ่ายเงิน 200 ดอลลาร์ เท่านั้น 

สิ้นเสียงคำตอบเธอรู้อยู่แก่ใจว่าเงินที่ติดตัวมาและเหลือเพียง 1,000 บาทนั้น ไม่พอเป็นแน่ ภาวะจำยอมที่เธอไม่อาจปฏิเสธได้จึงทำให้เธอตัดสินใจยังไม่กลับ

“นั่งคุยกับแฟน ติดต่อใครก็ไม่ได้แล้ว เราถามหา WiFi เขาก็เลยไปหารหัสมาให้ แต่เครือข่ายก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอเล่นได้ เราทักมาหาที่บ้าน ทักมาหาลูก บอกว่าถึงแล้ว ไม่ได้อยู่ไทย ยังไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง กลับไม่ได้ จะกลับต้องจ่าย 200 ดอลลาร์”

ตลอดทั้งคืนเธอหลับแทบไม่ลง จนรุ่งเช้าเวลา 07.00 น. เธอออกมานั่งที่โรงอาหาร ของตึก ก่อนมีคนเดินมาบอกให้เธอทำงานในครัว ซึ่งแม้เธอจะปฏิเสธไปว่าทำกับข้าวไม่เก่ง แต่เธอก็ต้องทำตามคำสั่งในที่สุด

“เขาบอกว่าไม่ทำอะไรเยอะ ล้างผัก เตรียมของ ล้างอุปกรณ์ มีงานอะไรในครัวก็ให้ทำ มีเวลาให้ขึ้นไปเสิร์ฟอาหาร เขาบอกว่าเดี๋ยวจะมีคนเอาการ์ดมาให้ เป็นคีย์การ์ดใช้สำหรับลิฟต์ และห้ามออกไปไหน เลิกงานเสร็จแล้วเดินได้แค่แถวนี้”

โดยสรุปแอนและสามีต้องทำงานในครัว รับเงินเดือนคนละ 20,000 บาท  มีที่พักและอาหารฟรี โดยเริ่มทำงานตั้งแต่เวลาเช้าตรู่ เพื่อเตรียม Station ทำครัวให้เรียบร้อย หลังทำกับข้าวเสร็จก่อนพักจะต้องยกอาหารขึ้นไปส่งบนตึกทีละชั้น คีย์การ์ดที่ถูกมอบให้จะสามารถขึ้นตึกได้เท่าที่ถูกกำหนด ไม่สามารถขึ้นไปชั้นอื่นนอกเหนือจากนั้นได้

ตึกสูงราว 12 ชั้น ที่ภายในแบ่งพื้นที่การใช้งานอย่างชัดเจน โดยชั้นที่ 3 – 11 เป็นส่วนของออฟฟิศทั้งหมด ชั้นที่ 12 เป็นชั้นหวงห้ามที่พนักงานทั่วไปขึ้นไปไม่ได้ ส่วนโซนตึกมุม (ส่วนโค้งของตึกรูปตัว L) จะถูกใช้เป็นสถานบริการหรือ KTV (คาราโอเกะ) ซึ่งมีผู้หญิงขายบริการ และสารเสพติดจำหน่าย

นอกจากนั้นทุกชั้นเมื่อเดินออกจากลิฟต์ จะมีโถงเล็กๆ และมีประตูเหล็กแบบยืดหดได้กั้นอีกชั้นก่อนเข้าสู่โซนทำงาน บางชั้นจะล็อคไว้ตลอดและมีคนจีนเฝ้าอยู่หน้าประตู ซึ่งพนักงานจะได้รับคีย์การ์ดซึ่งจำกัดสิทธิ์การขึ้นลงลิฟต์ได้เฉพาะชั้นที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และด้านล่างของตึกจะมีพนักงานรักษาความปลอดภัย (Security) กว่า 10 คนและมีการใช้สปอตไลท์ส่องตรวจตราตลอดเวลา

“ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไปจะเป็นออฟฟิศทั้งหมด โดยตึกจะเป็นรูปทรงตัว L ตั้งแต่ชั้น 3 ขึ้นไปถึงชั้น 11 เราต้องขึ้นไปส่งทีละชั้น เอาข้าวไปวาง เช้า เที่ยง และตอนเย็นประมาณ 16.00 น. 3 เวลา หลังจากส่งข้าวเสร็จถึงเวลาก็ไปเก็บลงมาล้าง พอเสร็จเรียบร้อยเราก็เลิกงาน แต่ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ทำได้แค่เดินอยู่ในนั้น”

หนังสือพิมพ์ Hankook Ilbo ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือเดียวกับ The Korea Times สื่อขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้ รายงานว่า สีหนุวิลล์ ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ โดยมีอาคารและคอมพาวด์จำนวนมากที่ถูกเรียกว่า “หยวนฉู่” หรือแหล่งรวมมิจฉาชีพ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเรือนจำ มีกำแพงสูง ลวดหนาม กล้องวงจรปิด และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธเฝ้าตลอดเวลา

ตึกอาคารที่ถูกล้อมด้วยกำแพงสูง (ภาพ: The Korea Times)

ภายในสถานที่เหล่านี้ มีผู้คนจากหลายประเทศ โดยเฉพาะเยาวชนจากเอเชีย ถูกหลอกหรือบังคับให้ทำงานหลอกลวงทางออนไลน์ เช่น คอลเซ็นเตอร์ โรแมนซ์สแกม หลังถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์ ขณะที่บางแห่งแฝงตัวอยู่ในโรงแรมหรูและคาสิโนขณะที่รายงานของ Amnesty International ระบุว่า มีคอมพาวด์ลักษณะนี้อย่างน้อย 53 แห่งทั่วกัมพูชา ในจำนวนนี้ 22 แห่ง หรือเกือบครึ่งหนึ่งอยู่ในสีหนุวิลล์ จังหวัดพระสีหนุ ที่ที่แอน สามี และคนอื่นๆ กำลังทำงานจึงเปรียบเหมือนเป็นเมืองหลวงแห่งสแกมเมอร์

เป็นเวลา 1 เดือน ที่แอนและสามีอยู่ที่นั่น ญาติผู้หวังดีติดต่อหาเธอถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ แต่แอนกลับไม่รู้สึกถึงความเป็นห่วง เพราะเธอรู้ว่านี่คือการถูกหลอกให้มาเพื่อแลกกับค่าหัวที่ญาติคนนั้นได้รับ กับการตกนรกทั้งเป็นของเธอเป็นเวลาหลายเดือน

เธอเล่าให้ฟังต่อว่า การมาอยู่ที่นี่ทุกคนจะมีค่าหัว และมีแทร็ก (Time Tracking) ในการทำงาน บางคนจะถูกจ้างให้ทำงานเป็นระยะเวลา 4 เดือน บางคน 6 เดือน บางคน 1 ปี ค่าหัวจะเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 ดอลลาร์ขึ้นไป อย่างงานครัวที่แอนและสามีทำก็จะมีค่าหัวเช่นกัน และต้องอยู่ให้ครบแทร็กงาน 6 เดือน ถ้าอยู่ไม่ครบแทร็กจะต้องจ่ายค่าพามาทำงาน 

“หัวหน้าเราที่เป็นคนไทยก็บอกว่าโดนมาแบบเราเหมือนกัน เขาบอกให้อดทน เพราะของเขา อีก 2 เดือน ก็จะครบแทร็กและได้กลับบ้าน พอได้ฟังเราก็โอเค อย่างน้อยก็มีเงินส่งให้ที่บ้าน เรากับแฟนทำงานได้คนละ 20,000 บาทต่อเดือน กินข้าวกับเขา วันไหนกินได้ก็กิน วันไหนกินไม่ได้ก็อาจจะไปซื้อมาม่ามาต้ม” 

อย่างที่แอนบอก ที่นั่นเต็มไปด้วยคนที่ถูกหลอกให้มาทำงานแทบทั้งสิ้น บางคนอยู่ที่นี่มานานหลายสิบปี บางคนก็อยู่ที่นี่ระยะสั้นๆ ก่อนจะถูกส่งกลับตามแทร็กงาน หรือส่งตัวไปยังตึกอื่นตามแต่ผู้ควบคุมจะพิจารณา

ตึกสแกมเมอร์ที่ถูกต่อเติมให้สูงขึ้น พร้อมติดลวดหนามตามกำแพงเพื่อป้องกันการปีนหลบหนี (ภาพ: แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล)

สภาพชีวิตความเป็นอยู่ในตึก แอนบอกว่า ทุกคนจะไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกตึก ทำได้เพียงเดินอยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเท่านั้น ภายในตึกจะมีโรงอาหารส่วนกลางที่เปิดถึง 20.00 น. อาหารมีลักษณะกึ่งจีนกึ่งไทย มักปรุงด้วยน้ำมันและพริกหม่าล่า เมนูที่กินง่ายที่สุดคือไก่ทอด ส่วนเมนูอื่นๆ เช่น มะเขือเทศผัดไข่ หรือไข่ตุ๋นใส่ปลาร้า ซึ่งบางครั้งคนไทยก็กินไม่ได้

“ของที่ต้องจ่ายเป็นเงินบาทบางครั้งก็ไม่มี ถ้าใช้เป็นเงินประเทศเขา เขาก็รับ แต่ก็ไม่ค่อยรับมากกว่า เขาจะเลือกเป็นเงินดอลล่าร์ ซื้อน้ำเปล่า 1 ขวด น่าจะประมาณ 1.5 ดอลลาร์”

การทำงานของสแกมเมอร์ที่หมายรวมถึงทุกคนในตึก จะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เลิกงาน 18.00 น. ของทุกวัน ยกเว้นงานครัวของแอนที่ต้องเริ่มเวลา 07.00 น. ส่วนเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ จะต้องคุยสายทั้งวันจนกว่าจะถึงเวลาพัก ซึ่งจะต้องผลัดกับเพื่อน พักได้เพียง 30 นาที 1 รอบต่อวัน

“ยอดที่เคยเห็นบนกระดานสูงสุด 24 ล้านใน 1 เดือน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเขาได้เท่าไหร่ แต่เขาบอกว่าสาย 3 หรือ ตัวเชือด จะได้เยอะที่สุด”

บนตึกสูง ใครต้องทำอะไร และใครคือบอสใหญ่

แอนรู้จักกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่ทำงานบนตึก ตำแหน่งงานของเธอคือเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ ที่ใช้โทรศัพท์เพียงเครื่องเดียวสำหรับการทำงาน และคอยโทรหาลูกค้าที่เราเข้าใจว่านั่นคือ “เหยื่อ” โดยจะมีบทสคริปต์ (Script) ให้ท่องจำและพูดหลอกล่อเหยื่อเพียงไม่กี่ประโยค 

“เขามีบทถาม-ตอบ ให้ สมมติว่า ตอนนี้คุณเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทนี้ เขาจะมีข้อมูลให้ทั้งหมดเลย อย่างเด็กคนนั้นเขาจะเป็นสาย 1 โดยจะรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ และจะส่งต่อให้สาย 2 ที่รับบทเป็นตำรวจ สุดท้ายคือสาย 3 จะเป็นตัวเชือด เขาทำงานแบบนี้อยู่ที่นี่มาได้แบบ 5-6 เดือน และใกล้จะได้กลับแล้ว” 

สาย 1 คือ เด็กที่เข้าไปทำงานใหม่ ยังไม่เชี่ยวชาญ จะทำได้เพียงปลอมเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งต่อสายถึงเบอร์เหยื่อ พูดคุยเพื่อหว่านล้อมให้เหยื่อเชื่อ หากเหยื่อต้องการคุยกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง สาย 1 จะส่งต่อให้ สาย 2 เป็นทอดต่อไปซึ่งรับบทเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้เหยื่อเชื่ออย่างสนิทใจ และจะส่งต่อให้ สาย 3 ที่เรียกว่า “ตัวเชือด” จะเป็นคนที่ทำงานมาอย่างชำนาญ และรู้วิธีการที่จะทำให้เหยื่อโอนเงินตามยอดที่ต้องการ เมื่อเหยื่อโอนเงิน ก็เป็นอันปิดลูกค้าได้ 

ทั้งหมดนี้คือกระบวนการทำงาน ที่เราและอีกหลายต่อหลายคนในฐานะเหยื่อคุ้นเคยกับวิธีการดังกล่าว เด็กหญิงเล่าให้แอนฟังว่า ใน 1 วัน จะต้องส่งเบอร์โทรศัพท์ให้สาย 2 อย่างน้อยวันละ 3 เบอร์ขึ้นไป ส่วนสาย 2 สาย 3 ที่รับบทตำรวจบางคนก็ใส่เพียงชุดนอนทำงาน 

“ใจเย็นๆ นะครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จะดำเนินการให้ เราก็หัวเราะนะ คือในเหตุการณ์ตรงหน้าเราก็แบบนั้น แต่ไม่ใช่เราไม่สงสารหรือไม่รู้สึก บางวันเด็กก็วิ่งลงมาจากตึกบอกเราว่าวันนี้หนูทำยอดได้ แต่อีกวันหนึ่งก็มาร้องไห้ เราถามว่าเป็นอะไร เขาบอกว่า ลูกค้าที่เขาไปหลอกฆ่าตัวตายออกข่าว” 

คนที่ทำงานตำแหน่งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กอายุไม่ถึง 20 ปี บางคนถูกเจ้านายเคร่งครัดเรื่องการทำยอดมาก มีการบังคับข่มขู่ว่าต้องทำให้ได้ทุกวัน หากไม่ได้ยอดก็จะโดนดุด่า หรือบางวันก็ให้เลิกงาน 22.00 – 23.00 น. และต้องตื่นมาทำงานรุ่งเช้าของอีกวัน 

““มีวันหนึ่งเด็กร้องไห้ลงมาหาเรา บอกกับเราว่าต้องทำยังไง เขาฆ่าตัวตาย เงินที่ได้ก็ไม่ได้หลอกจากเขามาเยอะ เปอร์เซ็นต์ตรงนั้นอาจจะได้แค่ 1-2 % ขึ้นอยู่กับยอดที่ได้สุทธิแต่ละเดือน แต่ต้องทำขั้นต่ำ 10,000 – 30,000 บาท ถึงจะได้ 1% ถ้า 31,000 ขึ้นไปจะได้ 3% แต่เหยื่อฆ่าตัวตาย เด็กรู้สึกผิดมาก”

30,000 บาท คือค่าตอบแทนรายเดือนที่คอลเซ็นเตอร์ได้รับ ในจำนวนนี้ยังไม่รวมค่าคอมมิชชั่นหากทำยอดได้ตามเป้า หรือทำโอที ซึ่งมากพอที่จะทำให้ใครคนหนึ่งไม่คิดถึงบ้าน และนอกจากค่าจ้างราคาสูง เอกลักษณ์ ให้ข้อมูลกับเราว่า ยังมีสิ่งตอบแทนอื่นที่สามารถล่อซื้อให้อยากอยู่ต่อและทำงานให้ครบแทร็ก

หากมองจากภายนอก หลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดจึงมีคนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเดินทางข้ามพรมแดนไปทำงาน ทั้งที่ข่าวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการหลอกลวงออนไลน์ปรากฏอยู่ในสื่ออย่างต่อเนื่อง แต่ในมุมมองของผู้ทำงานด้านการติดตามผู้สูญหายและเหยื่อค้ามนุษย์ คำตอบอาจอยู่ที่วิธีการออกแบบระบบของขบวนการเหล่านี้เอง

“วิธีการของสแกมเมอร์นั้นฉลาด ปรับตัว สามารถออกแบบแพทเทิร์นเพื่อหลอกคนให้เชื่อได้ เครือข่ายสแกมเมอร์ในปัจจุบันไม่ได้อาศัยเพียงการบังคับหรือความรุนแรง หากแต่สร้างความหวัง ให้กับผู้คนตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินทางเข้าไป”

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา

ผู้สมัครงานจำนวนมากได้รับการฝึกฝนอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การท่องบทสนทนา การสวมบทบาทเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือการเรียนรู้วิธีพูดคุยกับลูกค้า ในช่วงแรกของการทำงาน หลายคนได้รับเงินเดือนจริง ทำให้เชื่อว่านี่คือโอกาสในการสร้างรายได้ที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนดังกล่าวมักหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบภายในคอมพาวด์เอง เพราะคนทำงานจำนวนมากไม่มีทรัพย์สินติดตัวเมื่อต้องเดินทางข้ามแดน

“ข้ามไปไม่มีโทรศัพท์ ก็ต้องซื้อโทรศัพท์ ซื้อของกิน ซื้อของใช้ ทุกอย่างซื้ออยู่ในตึก เงินก็วนอยู่ในตึกสแกมเมอร์”

ระบบดังกล่าวจึงทำหน้าที่เป็นเศรษฐกิจปิดที่ควบคุมทั้งรายได้และการใช้จ่ายของแรงงาน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการค้ามนุษย์ในอดีต เอกลักษณ์ มองว่า รูปแบบปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น เพราะไม่ได้ใช้เพียงการบังคับ แต่ใช้การสร้างความคาดหวังและคุณภาพชีวิตบางอย่างเพื่อดึงดูดผู้คนให้อยู่ในระบบ

ภายในคอมพาวด์ บางคนมีห้องพัก เครื่องปรับอากาศ อาหารครบสามมื้อ และสภาพความเป็นอยู่ที่อาจดีกว่าชีวิตเดิมที่บ้านเกิด แต่ความสะดวกสบายในช่วงแรกกลับเป็นเพียงระยะเปลี่ยนผ่าน เพราะเมื่อเวลาผ่านไป เงื่อนไขในการทำงานจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลง

“พอเดือนที่สามที่สี่ เริ่มเป็นของจริงแล้ว คุณไม่มีเงินเดือนแล้ว คุณมีแต่เปอร์เซ็นต์”

เมื่อรายได้ขึ้นอยู่กับผลงานในการหลอกลวง หากทำยอดไม่ได้ ผู้ทำงานอาจเผชิญกับแรงกดดันหรือบทลงโทษในรูปแบบต่างๆ จนบางคนเริ่มคิดหาทางหลบหนี ซึ่งระบบนี้ถูกออกแบบมาอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การสร้างความเชื่อมั่น มอบความสะดวกสบาย ไปจนถึงการทำให้ผู้คนค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตภายในคอมพาวด์และอยู่ต่อ

ภายในคอมเพล็กซ์ไท่จื่อ จังหวัดตาแก้ว ประเทศกัมพูชา ซึ่งถูกร้องเรียนว่าเป็นแหล่งสแกมเมอร์ (ภาพ: The Korea Times/Hankook Ilbo)

คอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ เงินกู้นอกระบบ การหลอกลวงที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย

แอนบอกกับเราว่าเจ้าของตึกหรือคนที่เป็นหัวหน้าใหญ่ที่นั่นคือคนจีน ซึ่งทุกคนจะเรียกเขาว่า “บอส” รองจากบอส คือ คนควบคุมระบบซึ่งเป็นคนจีนเช่นกัน โดยจะมีหนึ่งคนที่ทำหน้าที่คอยส่งเบอร์โทรศัพท์เหยื่อให้ตำแหน่คอลเซ็นเตอร์ สาย 1 ทำงาน จากนั้นก็จะมีอีกคนคอยเตรียมระบบเพื่อส่งสาย 1 ให้สาย 2 ต่อ เป็นทอดถัดไป

“รถที่ผ่านเข้า-ออก ส่วนใหญ่ จะเป็นรถของคนจีน แต่งตัวสวมเสื้อยืดกางเกงขาสั้นเท่าเข่า แต่ต้องเป็นแบรนด์เนม รถที่เข้ามาจะเป็นเบนซ์ บางทีก็เป็นรถแพงๆ Supercar ก็มี”

เด็กหญิงเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์บอกกับแอนว่า ระบบที่บอสคนจีนใช้สามารถทำได้ทุกอย่าง ไปตั้งแต่ปลอมเบอร์โทรศัพท์ให้เป็นเบอร์สำนักงาน และขึ้นต้นหมายเลขด้วย 02 ส่วนซิมที่ใช้เป็นซิมจากประเทศไทยและซิมจากประเทศจีน ที่น่าสนใจไปกว่าวิธีการหลอกเหยื่อ นั่นคือ สแกมเมอร์เหล่านี้ มีข้อมูลของเหยื่อได้อย่างไร เรื่องนี้แอนเล่าพลางขนลุกให้เราฟังอย่างตั้งใจ

“เราไปเห็นเองโดยบังเอิญ เป็นเอกสารที่เขาวางไว้ จากธนาคารกรุงไทย เปิดขึ้นมาก็เป็นชื่อ เลขบัญชี ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ มีหมดเลย เป็นปึกๆ เลย เป็นร้อยๆ ชื่ออยู่ในนั้น มีแม้กระทั่งบางวันไปเจอเป็นขององค์การบริหารส่วนตำบล ข้างในก็เป็นเอกสาร มีชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เหมือนกัน วันเดือนปีเกิด ยังมีเลย ของมหาวิทยาลัยก็มี เหมือนเป็นข้อมูลศิษย์เก่า”

สิ่งที่แอนพูดสอดคล้องกับเหตุการณ์ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งมีข่าวว่า ธนาคารกรุงไทย ถูกแฮ็กข้อมูลลูกค้าที่มาขอสินเชื่อ 1.2 แสนราย โดยผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ยืนยันว่า ไม่พบความเสียหายทางการเงินกับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว

แอนบอกว่า เอกสารรายชื่อพร้อมข้อมูลของเหยื่อ เป็นวิธีการใหม่ที่สแกมเมอร์เปลี่ยนมาใช้ จากเดิมที่เป็นเพียงการโทรคุยเพื่อยัดเยียดให้รับผิดชอบ เช่น การส่งพัสดุผิด ระยะหลังที่เหยื่อไม่หลงเชื่อกลเดิม จึงนำข้อมูลของเหยื่อมาใช้เพื่อให้เหยื่อเชื่ออย่างสนิทใจ

“เบอร์โทรศัพท์ที่เขาซื้อกัน เขาบอกมีตั้งแต่เบอร์ราคาไม่ถึงบาท เขาก็จะมีเกรด ไม่ถึงบาทก็คือจะเป็นเบอร์คนทั่วๆ ไป ชาวนา ชาวบ้าน เกรดต่อมาคือเกรดคนทำงานบริษัท เกรดที่แพงหน่อย เบอร์ละ 20-30 บาท จะเป็นเบอร์พวกนักธุรกิจ”

นอกจากเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ข้ามชาติแล้ว อีกคำถามสำคัญที่สังคมตั้งขึ้นมาโดยตลอดคือ มิจฉาชีพรู้ข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างไร หรือรู้แม้กระทั่งประวัติการทำธุรกรรม จนทำให้การหลอกลวงมีความแนบเนียนมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแท้จริงแล้วต้นตอของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

“เชื่อว่าแรกเริ่มเดิมทีมีคนที่จะล้วงเอาข้อมูลเราไว้เพื่อทำประโยชน์ อาจเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคนทำงานด้านการสืบสวนและวิเคราะห์ข้อมูล ข้อสังเกตนี้มาจากชุดข้อมูลที่ไปเจอ เป็นชุดข้อมูลเดียวกันกับที่ถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะกับชุดข้อมูลที่ถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ เพียงแต่อยู่ในมือของคนละกลุ่ม”

จากข้อสังเกตดังกล่าว เอกลักษณ์เชื่อว่า การรั่วไหลของข้อมูลอาจไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบของแฮกเกอร์เพียงอย่างเดียว หากยังอาจเกี่ยวข้องกับบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเหล่านั้น

เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา 

ปัจจุบัน มิจฉาชีพไม่ได้อาศัยเพียงหมายเลขโทรศัพท์อีกต่อไป แต่สามารถใช้ข้อมูลส่วนบุคคลหลากหลายรูปแบบมาประกอบกัน เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและออกแบบกลโกงให้ตรงกับเป้าหมายแต่ละคน เขายังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่บุคคลสาธารณะหรือผู้มีตำแหน่งสำคัญก็ยังอาจตกเป็นเหยื่อได้

“ขนาดข้อมูลของนายกรัฐมนตรียังหลุดเลย งั้นก็แปลว่าข้อมูลของทุกคนหลุดได้”

นอกจากคอลเซ็นเตอร์ ธุรกิจสีเทาที่ควบคุมโดยบอสคนจีน อีกหนึ่งอย่าง คือ เว็บพนัน แอนบอกว่า บางเว็บมีการหลอกให้เหยื่อเติมเงินเข้าไป ซึ่งคนควบคุมระบบสามารถตั้งค่าเพื่อโกงเงินได้ และเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงฝีมือของสแกมเมอร์ในกัมพูชา แอนเสริมว่าที่ประเทศไทยก็มีการทำเว็บสำเร็จรูป ลงทุนไม่เกิน 200,000 โดยเด็กอายุ 20 ต้นๆ ที่พึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยสายนั้นๆ มา

“มีเด็กเล่าให้ฟังว่าที่ไทยก็มี เขาบอกว่าสามารถตั้งค่าได้เลยว่าอยากให้เหยื่อได้เท่าไหร่ ถ้าได้ครบแล้วระบบจะดึงเงินเหยื่อกลับคืนมา เช่น ปล่อยให้เหยื่อคนนี้ทะลุเป้าไป 100,000 บาท จากนั้นระบบก็จะดึงกลับมา 200,000 บาท เพราะบางคนเล่นเสียก็อยากเอาชนะ”

เช่นกันกับเพจเป็นเงินกู้ เป็นหนึ่งในสิ่งที่สแกมเมอร์อยู่เบื้องหลัง วิธีการคือการนำข้อมูลบริษัทมาแอบอ้าง บางบริษัทเป็นเพียงบริษัทเกี่ยวกับธุรกิจการเงิน สแกมเมอร์จะนำข้อมูลมาแอบอ้าง สร้างตัวตน สร้างเพจ เพื่อให้เหยื่อหลงกล 

“คนที่หากู้เงินใน Facebook เขาจะทักเข้าไปในเพจ ซึ่งมีคนรอตอบ ถ้าเหยื่อสนใจเขาก็จะส่งลิงค์ให้แอด Line จากนั้นก็จะส่งมาให้สาย 1 ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอดมิน เป็นเจ้าหน้าที่สินเชื่อ มีการยืนยันบัตรพนักงานอย่างจริงจัง ซึ่งรูปที่เอามาใช้ทำบัตรก็คือรูปของเหยื่อคนอื่นๆ ที่สมัคร เพราะจะต้องมีการถ่ายบัตรประชาชนหน้า-หลัง กรอกข้อมูลบัตร กรอกเบอร์ติดต่อ ที่อยู่ เงินเดือน”

จากนั้นเจ้าหน้าที่จะคุยกับเหยื่อ ยื่นข้อเสนอ สร้างเงื่อนไข เช่น หากต้องการให้ยอดอนุมัติ จะต้องโอนเงินมาเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้ หรือ จะต้องทำการโอนเงินมาเพื่อเปิดบัญชี โดยเหยื่อบางรายจะโดนถูกแก้ไขข้อมูลเลขบัตรประชาชนเพื่อไม่ให้สามารถถอนเงินได้จริง

“ลูกค้าก็ไปกดถอนเงิน อ้าว ทำไมถอนไม่ได้ แล้วก็กลายเป็นว่าเขาก็ต้องหามาชำระเพิ่ม เพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่าทำให้บริษัทเสียหาย หรือต้องแก้ไขระบบเพื่อให้เงินโอนได้ บางคนกู้ 10,000 บาท โอนมาเป็นแสนก็มี บางคนกู้ 300,000 บาท เพราะเงินให้กู้สูงสุดเขาให้ 300,000 บาท มีทั้งแพทย์ ครู นักธุรกิจ วิศวกร”

แอนบอกว่า คนที่ปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เงินกู้ ส่วนใหญ่จะเป็นสแกมเมอร์คนไทยทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่จะทำงานในวงการนี้มา 10-20 ปี อยู่อาศัยที่ประเทศกัมพูชา เดินทางเข้า-ออก ประเทศเป็นว่าเล่น การเป็นคนไทยเหมือนกันทำให้สแกมเมอร์รู้จุดที่เหยื่อจะพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะการขู่ว่าจะเปิดเผยความผิดที่เหยื่อต้องการปกปิด ซึ่งสแกมเมอร์จะต้องมีข้อมูลบาดแผลของเหยื่อ

“เราเห็นสคริปต์การคุย ก็แทบจะเหมือนๆ กัน แต่บางคนใช้วิธีแชทพูดคุย บางคนใช้วิธีโทรคุยเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เพิ่มความเชื่อมั่นให้เหยื่อ ส่งบัตรประชาชนให้ดู ถ้ากลัวว่าจะหลอกก็ให้นำบัตรไปแจ้งความได้ เหยื่อบางรายมีเงินก็โอนเลย สมมติเหยื่อกู้ 3 ล้าน เขาจะให้เลือกตั้งแต่ 5% ถึง 10% ถ้าเหยื่อเลือก 10% ก็ต้องโอนมา 300,000”

สคริปต์ที่แอนเห็นเธอเข้าใจว่าไม่ต่างกับกลวิธีทางจิตวิทยา เพราะคนที่คิดสคริปต์ ก็เป็นคนที่เคยทำงานมาก่อน และหมุนเวียนเปลี่ยนความนิยมตามความป่วยไข้ทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น บางช่วงคอลเซ็นเตอร์สามารถสร้างรายได้มากที่สุด บางช่วงธุรกิจเงินกู้ทำเงินได้มากกว่า สลับกันไปมาซึ่งเป็นแบบนี้มากว่า 10-20 ปี โดยวิธีการและรูปแบบจะเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และเทคโนโลยี 

เรื่องนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ เอกลักษณ์ ระบุ ว่ารูปแบบการหลอกลวงเองก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จากเดิมที่เน้นการโทรศัพท์หลอกลวงแบบคอลเซ็นเตอร์ ได้ขยายไปสู่อาชญากรรมออนไลน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งการขายสินค้าออนไลน์ปลอม การหลอกเปิดบัญชีม้า การสร้างตัวตนปลอมบนโซเชียลมีเดียเพื่อหลอกให้เกิดความสัมพันธ์เชิงโรแมนติก หรือแม้แต่การหลอกลงทุนและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ

“มีทั้งหลอกลงทุน หลอกจ่ายภาษี หลอกค่าพัสดุ วนเวียนอยู่แบบนี้ เมื่อรูปแบบอาชญากรรมซับซ้อนขึ้น จำนวนผู้เสียหายและผู้สูญหายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย จนเรารับเคสนี้มากขึ้นทุกวัน”

ปรากฏการณ์สแกมเมอร์จึงกลายเป็นสิ่งสะท้อนความเปลี่ยนแปลงของแรงงานข้ามพรมแดน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และความเปราะบางของผู้คนในโลกดิจิทัล ที่อาจกลายเป็นทั้งเหยื่อและแรงงานในระบบอาชญากรรมข้ามชาติได้พร้อมกัน

นักต้มตุ๋นที่ถูกซื้อตัวข้ามออฟฟิศ

ภายในองค์กรสแกมเมอร์จะมีลำดับคนทำงานที่ชัดเจน ผู้ที่ทำยอดได้สูงหรือมีทักษะในการโน้มน้าวเหยื่อจะกลายเป็นบุคลากรที่เป็นที่ต้องการของหลายออฟฟิศ จนเกิดการซื้อตัวข้ามออฟฟิศกันเป็นเรื่องปกติ

“พวกนี้จะเป็นระดับตัว Top ถ้าเป็นคอลเซ็นเตอร์ ตัวเชือดที่เชือดมาได้ 10-20 ล้าน ก็จะถูกซื้อตัวข้ามออฟฟิศ เพราะผลงานเขาดี ยอดเขาได้ ก็จะเป็นที่หมายปอง”

ซึ่งคนกลุ่มนี้บางส่วนจะเริ่มต้นจากการสมัครเข้าทำงานด้วยตนเอง ไม่ได้หลอกมาทำงาน เมื่อทำงานจนมีผลงานดี ก็กลายเป็นที่หมายปองของออฟฟิศอื่น ซึ่งบอสคนจีนมักยื่นข้อเสนอให้ ทั้งเงินเดือน สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อดึงตัวไปร่วมงาน

หากไม่มีค่าหัวหรือภาระผูกพันกับออฟฟิศเดิม ก็สามารถย้ายงานได้ทันที โดยบางแห่งเสนอทั้งที่พัก อาหาร สิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ แม้กระทั่งสารเสพติด เพื่อรักษาสแกมเมอร์ฝีมือดีเอาไว้

“วัฒนธรรมการใช้สารเสพติดมีอยู่ในบางพื้นที่ แต่มีการควบคุมแตกต่างกันไป โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริหารชาวจีนที่เข้มงวดกับยาเสพติดบางประเภท ถ้าจับได้ว่าเล่นยาบ้า คือโดนไล่ออก แต่น้ำกระท่อมหรือบางอย่างเขามองว่าใช้ได้ ถ้ายังทำงานไหว”

อย่างไรก็ตาม ชีวิตหลังกำแพงสูงก็ไม่ได้มีอิสระเสมอไป คนที่ทำงานไม่ได้ตามเป้าหรือขัดคำสั่ง โดยเฉพาะคนที่ยังมีค่าหัวหรือภาระผูกพันกับออฟฟิศ อาจถูกส่งต่อไปยังออฟฟิศอื่นโดยไม่สมัครใจ ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการซื้อขายสิ่งของ 

แอนบอกอีกว่า คนที่อยู่ระดับสูงจำนวนไม่น้อยเลือกทำงานในวงการนี้เป็นเวลานาน บางคนไม่กลับประเทศไทยหลายปี เพราะมองว่าที่ตึกสแกมเมอร์มีทุกอย่างที่ต้องการ 

ไปตายเอาดาบหน้า

มาถึงตรงนี้แอนเล่าย้อนถึงชีวิตของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กสาวในชาติพันธุ์จากภาคเหนือที่เดินทางติดตามพี่ชายมาทำงานที่ตึกสแกมเมอร์แห่งนี้โดยสมัครใจ โดยหวังเพื่อให้ได้เงินกลับบ้านและเปลี่ยนสถานะครอบครัว ความสามารถของเธอคือการพูดภาษาจีนได้ ทำให้ตำแหน่งงานของเธอคือการเป็น ล่าม ในออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์

ในความทรงจำของแอน เธอเป็นเด็กหญิงอัธยาศัยดี ชอบลงมากินข้าวโรงอาหารส่วนที่แอนทำงาน พูดคุย และหยอกล้อกับคนรอบข้างอย่างไมตรี เธอทำหน้าที่เป็นล่ามและผู้ประสานงานภายในองค์กร โดยทำงานร่วมกับพี่ชายซึ่งเป็นหัวหน้าล่ามและเป็นผู้ติดต่อกับบรรดาบอสชาวจีนโดยตรง 

“ล่ามในออฟฟิศคอลเซ็นเตอร์มีสองคน ก็คือพี่ชายกับเขา (เด็กหญิงคนนั้น) พี่ชายจะคุยตรงกับบอสจีน ส่วนเขาจะดูแลอีกส่วนหนึ่ง”

แอนกับเธอสนิทกันมาก วันหนึ่งภายหลังจากที่แอนเดินทางกลับประเทศไทย และได้รับข้อความจากคนรู้จักที่ยังทำงานอยู่ บอกว่า เด็กสาวคนสนิทเสียชีวิตจากการถูกแทง โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากออฟฟิศย้ายจากเมืองสีหนุวิลล์ไปยังพื้นที่ใกล้ชายแดนจังหวัดจันทบุรีของไทย 

คนรู้จักบอกกับแอนว่า สถานที่ตั้งออฟฟิศแห่งใหม่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม ลักษณะเป็นอาคารคล้ายโรงแรม สามารถรองรับโต๊ะทำงานได้หลายสิบชุด เมื่อพื้นที่ขยายตัว บอสของออฟฟิศจึงเร่งรับคนเข้าทำงานเพื่อเพิ่มยอด แต่การรับสมัครเป็นไปอย่างเร่งรีบและขาดการคัดกรองที่รัดกุม

ผู้ก่อเหตุเป็นพนักงานใหม่วัย 20 กว่าปี ซึ่งภายหลังมีข้อมูลว่าเคยมีประวัติการรักษาทางจิตเวช จากการมีปากเสียงกันระหว่างพนักงานใหม่กับเด็กหญิง ทำให้เธอถูกแทงหลายแผลจนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุท่ามกลางความตกใจและหวาดกลัวของคนในออฟฟิศที่พยายามเข้าช่วยเหลือ

การเสียชีวิตเธอสร้างความสะเทือนใจอย่างมาก โดยเฉพาะต่อพี่ชายซึ่งเป็นคนชักชวนให้น้องสาวเข้ามาทำงานในกัมพูชา และสิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่านั้น คือ ครอบครัวไม่สามารถนำร่างของเธอกลับบ้านได้ มีเพียงทางเลือกให้จัดการศพในพื้นที่ด้วย 2 วิธีการ คือ เผา กับ ฝัง 

ส่วนผู้ก่อเหตุ คนรู้จักบอกกับแอนว่าหลังจากเกิดเหตุ บรรดาบอสชาวจีนได้พาตัวออกไปจากพื้นที่ และไม่มีใครพบเห็นอีกเลย

“ไม่แน่ใจว่าพี่ชายของเขาทำแบบไหน คิดว่าน่าจะเลือกเผา เพราะเถ้ากระดูกเป็นสิ่งเดียวที่จะพาน้องสาวกลับไปที่บ้านได้”

นอกจากเรื่องการหลอกลวงและการทำงานภายในออฟฟิศสแกมเมอร์ สิ่งที่แอนย้ำว่าน่ากลัวที่สุด คือ บรรยากาศของการควบคุมและการลงโทษที่เกิดขึ้นภายในคอมพาวด์เหล่านี้ เนื่องจากอาคารหลายแห่งมีระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด มีประตูเหล็กล็อคอย่างหนาแน่นทุกชั้นของตึก มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจรอบตึกอยู่ตลอดทั้งวัน ไปจนถึงกำแพงสูงที่ล้อมรอบพื้นที่ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้น้อยคนตัดสินใจหลบหนี แต่กลับไม่ใช่กับกรณีนี้ที่แอนกำลังจะเล่าให้เราฟัง

“วันนั้นขึ้นไปส่งข้าวอยู่ชั้น 5 แล้วได้ยินเสียงคนโวยวาย สักพักมีเด็กวิ่งมาบอกว่ามีคนจะแอบหนี พอดีตรงโถงลิฟต์เป็นกระจกบานใหญ่ เราส่องดูก็เลยเห็น” 

จากจุดที่ยืนอยู่แอนมองเห็นชายคนหนึ่งพยายามใช้ผ้าผูกต่อกันเป็นเชือกเพื่อปีนลงจากชั้นบนของอาคาร แต่การหลบหนีแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่รอบอาคารถูกล้อมด้วยกำแพงสูงและมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราตลอดเวลา ท้ายที่สุด ชายคนดังกล่าวพลัดตกลงมา ก่อนที่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะรีบเข้าควบคุมและลากชายคนนั้นเข้าไปในโกดังหลังตึก ก่อนปิดประตูเหล็กม้วนลง

“หลังจากที่เขาปิดประตู ไม่นานเราก็เห็นน้ำที่เขาล้างพื้นไหลออกมานอกประตูเป็นสีแดงคล้ายเลือด ซึ่งเราก็เข้าใจว่านั่นคือเลือดแน่ๆ สักพักก็มีรถพยาบาลวิ่งมารับ ประตูเปิดขึ้น ชายคนนั้นถูกหามใส่เตียงและพาขึ้นรถไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทุกคนในตึกก็ไม่ปรากฏเห็นเขาอีกเลย ไม่ทราบชะตากรรม ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ มันน่ากลัว เพราะเห็นกับตาแล้วรู้สึกว่าคนคนหนึ่งสามารถหายไปได้เลย”

อีกเหตุการณ์ที่แอนจดจำได้อย่างดี คือ กรณีของกลุ่มคนทำงานใหม่ที่ถูกสงสัยว่าเป็นสายหรือผู้แฝงตัวเข้ามาเก็บข้อมูลจากภายนอก เธอเล่าว่า ก่อนเกิดการตรวจค้นครั้งใหญ่ ได้มีการรับคนเข้าทำงานจำนวนหนึ่งเข้ามาในออฟฟิศ และต่อมาบอสชาวจีนสั่งให้ตรวจสอบโทรศัพท์ของพนักงานใหม่ทั้งหมดโดยกะทันหัน

จากการตรวจสอบ มีพนักงานบางคนถูกพบว่าถ่ายภาพภายในอาคารและพื้นที่ต่างๆ จนนำไปสู่ความสงสัยว่าอาจกำลังเก็บข้อมูลส่งออกไปภายนอก 

“มี 3 คน โดนจับได้ว่าเป็นสาย โดนซ้อมยับเลย เขาทำแม้กระทั่งฉี่ใส่เลย คนที่ซ้อม คนที่ฉี่ใส่ก็เป็นพวกคนไทยด้วยกัน พวกที่เป็นตัวเชือด ซ้อมเสร็จเขาก็เลยบอกให้เลือกว่าจะเอายังไง ยังอยากอยู่ต่อหรือว่าจะยังไง”

หลังจากนั้นบุคคลที่ถูกสงสัยเหล่านี้ก็ไม่มีใครทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาต่อ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวให้กับคนทำงานในออฟฟิศอย่างมาก

อำนาจสีเทาใต้เงา ฮุน เซน

การปรากฏตัวของสายจากเจ้าหน้าที่ภายนอก ทำให้แอนเห็นว่านอกจากระบบรักษาความปลอดภัยภายในคอมพาวด์และการควบคุมพนักงานด้วยความรุนแรงแล้ว เรื่องเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจสีเทากับผู้มีอำนาจในท้องถิ่น อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจการเหล่านี้ดำเนินต่อไปได้

4 เมษายน 2569 THE STANDARD รายงานว่า พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เปิดเผยรายงานของ Amnesty International พบว่า กาสิโนถูกกฎหมายอย่างน้อย 12 แห่งในกัมพูชา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนใกล้ไทย เช่น ปอยเปต มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง 

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ภาพ: กองบิน 4)

รายงานอ้างหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลข่าวกรองจากแหล่งเปิด (OSINT) สื่อสังคมออนไลน์ และคำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 58 คน ซึ่งระบุว่ามีการหลอกลวง กักขัง ซ้อมทรมาน และบังคับให้ทำงานในนิคมสแกมหลายแห่ง โดยเฉพาะใน สีหนุวิลล์ ปอยเปต และเกาะกง

ในรายงานยังตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานรัฐกัมพูชารับรู้ถึงลักษณะการดำเนินงานของสถานประกอบการบางแห่ง แต่ยังมีการออกใบอนุญาตและปล่อยให้ดำเนินกิจการต่อไป รวมถึงชี้ถึงความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมายและความเป็นไปได้ของการมีส่วนเกี่ยวข้องของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน

ขณะที่มุมมองของแอนและการได้ยินคำพูดจากปากต่อปากครั้งที่ทำงานที่นั่น มีคนบอกเธอว่า การดำเนินกิจการของเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์จำนวนมากในกัมพูชานั้นต้องอาศัยสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจบางระดับ เนื่องจากกิจกรรมส่วนใหญ่ไม่อยู่ในกรอบกฎหมาย

“ทุกอย่างไม่ได้ถูกกฎหมาย มีแค่คาสิโนที่ถูกกฎหมาย แต่เขายังทำได้ เพราะว่าเขารู้จักกับคนใหญ่คนโต บางคนเขาบอกว่าบอสใหญ่รู้จักกับฮุน เซน ด้วยซ้ำ บางออฟฟิศรู้แม้กระทั่งว่าวันนี้ ตม. จะลงตรวจ วันไหน ต้องย้ายล่วงหน้าไปที่ไหน ต้องเดินทางไปก่อนกี่วัน”

เรื่องนี้ PPTV รายงานว่า ฮุน เซน ในฐานะประธานวุฒิสภากัมพูชา กล่าวระหว่างการประชุม โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยสอบสวนผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมกรณีอาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์ เพื่อหาคำตอบว่าพวกเขาเดินทางเข้ากัมพูชาได้อย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่หลายคนไม่มีเอกสารการเดินทางถูกต้อง 

“คำถามที่เราต้องถามคือ คนเหล่านี้เข้าประเทศของเราโดยไม่มีหนังสือเดินทางได้อย่างไร นี่คือคำถามที่ต้องได้รับคำตอบ”

ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา (ภาพ: ประชาไท)

เขาระบุเพิ่มเติมว่า กัมพูชาไม่มีเที่ยวบินตรงจากประเทศที่อยู่ห่างไกล และตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ไม่สามารถเดินทางเข้ากัมพูชาผ่านสนามบินหลักของประเทศได้ จึงตั้งคำถามว่า บุคคลเหล่านี้เดินทางเข้ามาผ่านประเทศใด ก่อนจะเข้าสู่กัมพูชา และกล่าวหาว่า บางประเทศพยายามโยนความรับผิดชอบเรื่องอาชญากรรมออนไลน์ให้กัมพูชา ทั้งที่บุคคลเหล่านี้เดินทางผ่านดินแดนของประเทศเหล่านั้นก่อนเข้ามายังกัมพูชา 

วันกลับบ้าน

วันที่ได้รับแจ้งว่าจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้าตรวจสอบพื้นที่ เป็นวันที่แอนรู้สึกเห็นแสงสว่างและหนทางที่จะได้กลับ แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ แต่สำหรับเธอการถูกสั่งให้เก็บกระเป๋ากลับบ้านนับเป็นสิ่งที่เธอเฝ้าฝันมาตลอดระยะของการทำงาน

เมื่อข่าวการตรวจค้นแพร่สะพัด ที่ถึงแม้การตรวจค้นยังไม่มาถึงออฟฟิศที่แอนทำงาน เนื่องจากอยู่ค่อนข้างลึก และคาดว่าจะถูกตรวจสอบเป็นลำดับท้ายๆ เธอบอกว่า วันนั้นผู้ดูแลออฟฟิศได้เรียกคนทำงานในตึกมาสอบถามว่าต้องการย้ายไปทำงานที่อื่นต่อ หรือเลือกเดินทางกลับประเทศไทย

“เขาถามว่าเราจะอยู่หรือเราจะกลับ ถ้าจะอยู่เขาจะส่งไปที่ใหม่ แต่ถ้าจะกลับ เขาจะส่งกลับเลย ซึ่งวันนั้นเราก็ยืนยันว่าเราจะกลับ จำได้เลยว่าเรานอนไม่หลับจนถึงเช้า ลุกมาอาบน้ำ แต่งตัว นั่งรอกลับตั้งแต่ 07.00 น.”

เช่นกันกับตอนที่เดินทางมา การเดินทางกลับก็ไม่ได้เดินทางด้วยวิธีการที่ถูกต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ หากแต่ต้องเดินทางด้วยรถเป็นเวลานาน ก่อนจะมาถึงลำน้ำสายหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวแบ่งเขตแดน

“นั่งรถออกจากตึกมานานมาก จนมาถึงแม่น้ำสายหนึ่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นแม่น้ำหรือคลอง ซึ่งเป็นเหมือนเส้นแบ่ง เหมือนพื้นที่มันแบ่งด้วยแม่น้ำ แต่ไม่รู้ว่าแม่น้ำอะไร ความกว้างเท่ากับผู้ชายนอนต่อกัน ประมาณ 2-3 คน และน้ำไหลแรงมาก น้ำแดงเหมือนน้ำป่า”

การข้ามฝั่งเกิดขึ้นบนแพไม้ไผ่และโฟมที่ถูกดัดแปลงอย่างเรียบง่าย การข้ามไปอีกฝั่งจะทำได้โดยการที่ชายชาวกัมพูชาหลายคนที่มารออยู่ริมแม่น้ำเพื่อพาข้ามช่วยกันดึงเชือกฝ่ากระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว สิ่งที่รออยู่อีกฝั่งคือดินโคลนที่ต้องอาศัยการเกาะเกี่ยวกิ่งไผ่และเชือกที่ถูกหย่อนลงมาเพื่อป่ายปีนขึ้นไปยังท่าน้ำ

จากนั้นคือการเดินเข้าป่ามาทะลุที่สวนผลไม้ ก่อนจะมีคนไทยออกมารับและให้ยืนรอคนอื่นๆ ที่กำลังข้ามมาเช่นกัน 

“เข้า-ออก ง่ายขนาดนั้นเลย ตอนนั้นเป็นช่วงกลางวันด้วย เรายืนรอเพื่อนที่ข้ามมาอีก 2-3 คน แต่เป็นคนที่มาจากคนละออฟฟิศ ข้ามมาจะเจอบ้านคน มีที่ให้ล้างตัว แต่น้ำก็แทบไม่มีให้ล้าง เราก็เข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า จากนั้นเขาจะแบ่งสายให้เราขึ้นรถ ใครได้ขึ้นกับใคร ไปคันไหน แล้วก็มีรถกระบะมารับ เขาบอกจะไปส่งเราที่ในตัวเมืองสระแก้ว”

แม้จะเหลือเงินติดตัวเพียงราวสองหมื่นบาท และไม่ได้รับค่าจ้างจากงานที่ทำมาเกินครึ่งเดือน เพราะออกจากงานก่อนครบกำหนด แต่สำหรับแอนแล้ว เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานั้น เมื่อถูกถามว่ารู้สึกอย่างไรในวันที่ได้กลับ เขาตอบทันทีโดยไม่ลังเล

“ดีใจมาก แค่ข้ามมาถึงฝั่งไทย ก็ดีใจแล้ว อย่างน้อยก็รู้ว่าตัวเองไม่ตาย”

ตราบใดที่ยังอยู่ฝั่งนั้น แอนบอกว่า เธอตระหนักอยู่เสมอว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกับคนอื่นๆ ที่เคยเห็น หลังกลับถึงบ้านชีวิตของเธอก็ค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ และใช้เวลานานมากกว่าจะหลุดพ้นจากภาวะแห่งความหวาดกลัว และไม่นานมานี้แม้จะยังมีคนชักชวนให้เธอกลับไปทำงานที่นั่นอีกครั้ง แต่เธอก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่ไปอีกแล้ว”

ฝั่งของ มูลนิธิกระจกเงา ที่ทำงานช่วยเหลือเหยื่อมองว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ในบางกรณี ความรวดเร็วของการประสานงานกลับเผยให้เห็นข้อเท็จจริงบางอย่างเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ตามแนวชายแดน 

มูลนิธิกระจกเงา

เอกลักษณ์เล่าถึงกรณีของผู้เสียหายรายหนึ่งที่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือออกมาได้จากคอมพาวด์สแกมเมอร์หลังได้รับการติดต่อ ทีมงานได้ให้ผู้เสียหายส่งภาพและตำแหน่งที่ตั้งกลับมา ก่อนประสานงานกับเจ้าหน้าที่ฝั่งไทยเพื่อเตรียมกระบวนการช่วยเหลือ เดิมทีเอกลักษณ์และทีมคาดว่าการช่วยเหลืออาจต้องใช้เวลา เพราะติดช่วงวันหยุดราชการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับรวดเร็วกว่าที่คิด

“เราบอกว่าอีกสองวันจะลงไปทำกระบวนการด้วยกัน แต่เย็นวันนั้นเด็กกลับออกมาได้แล้ว กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานในพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่งมีศักยภาพในการประสานงานและรับรู้ข้อมูลพื้นที่ได้อย่างละเอียด รู้แม้กระทั่งว่าเด็กคือใคร ตึกนี้คือตึกไหน”

หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา ย้ำว่า ตนไม่ได้มองว่าเจ้าหน้าที่ไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์ แต่เชื่อว่าหน่วยงานในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านรับรู้ถึงโครงสร้างการควบคุมพื้นที่และผู้มีอำนาจในแต่ละคอมพาวด์เป็นอย่างดี

ในอีกแง่หนึ่ง เอกลักษณ์มองว่า การดำรงอยู่ของเครือข่ายสแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องของอาชญากรรมใต้ดินที่ซ่อนเร้นเพียงอย่างเดียว หากยังเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอำนาจในพื้นที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม การช่วยเหลือเหยื่อในระยะหลังกลับมีความยากลำบากมากขึ้น เพราะขบวนการเหล่านี้ปรับตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีการประสานงานเริ่มมีความเคลื่อนไหว เหยื่ออาจถูกย้ายสถานที่หรือถูกขายต่อไปยังคอมพาวด์อื่น

“ตอนหลังไม่ง่าย มีเด็กขอความช่วยเหลือมาแล้ว พอประสานไป เขาก็ย้ายหรือขายเลย ด้วยเหตุนี้ การช่วยเหลือผู้เสียหายแต่ละครั้งจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เพราะหากประสานงานผิดจังหวะ อาจทำให้เหยื่อถูกเคลื่อนย้ายจนยากต่อการติดตาม”

แก้ไขอย่างไรให้จบสิ้น

ท่ามกลางการขยายตัวของเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติและเสียงสะท้อนจากผู้เสียหาย รัฐบาลไทยยืนยันว่า การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในช่วงที่ผ่านมาเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการลดจำนวนบัญชีม้า การตัดเส้นทางการเงิน และการขยายผลไปยังผู้บงการระดับเครือข่าย

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2569 กรมประชาสัมพันธ์ รายงานต่อเรื่องนี้ว่ารัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยเหตุที่จำนวนบัญชีม้าและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากมาตรการเข้มข้นของหลายหน่วยงานภายใต้คณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี (ภาพ: ประชาไท)

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รัฐบาลใช้คือหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หมายถึงการตรวจสอบบุคคลจากพฤติการณ์ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ บัญชีม้า เว็บพนันออนไลน์ นอมินีต่างชาติ หรือเครือข่ายฟอกเงิน โดยไม่คำนึงถึงชื่อเสียง อิทธิพล หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

ข้อมูลจากภาครัฐระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 มีการตรวจพบบัญชีม้าบุคคลธรรมดากว่า 189,000 บัญชี และบัญชีนิติบุคคลมากกว่า 10,000 บัญชี ขณะที่จำนวนบัญชีม้าและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขทางสถิติจะสะท้อนความคืบหน้าในการปราบปราม แต่คำบอกเล่าจากผู้รอดชีวิต องค์กรภาคประชาสังคม และผู้ทำงานด้านคนหาย ยังคงชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติสามารถปรับตัว ย้ายฐานปฏิบัติการ และพัฒนากลไกหลบเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็ว

นั่นทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงภารกิจของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากเป็นโจทย์ร่วมของภูมิภาคและประชาคมโลก ในการรับมือกับอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี เงินทุน และเครือข่ายข้ามพรมแดนเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน

กระแสข่าวที่ถูกรายงานเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เอกลักษณ์มองว่า ปัญหาสแกมเมอร์ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง หากยังมีผลประโยชน์และเครือข่ายอำนาจคอยหล่อเลี้ยงอยู่ในพื้นที่

“การแก้ปัญหาฝั่งเราอย่างเดียวไม่ได้ ถ้าฝั่งนั้นยังมีผลประโยชน์อยู่ ประชาคมโลกควรมีมาตรการร่วมกันในการกดดันและตรวจสอบเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ เช่นเดียวกับบางประเทศที่ดำเนินการอย่างจริงจังเมื่อพลเมืองของตนตกเป็นเหยื่อ”

ขณะเดียวกัน การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัฐอาจมีข้อจำกัด ประเทศมหาอำนาจหรือประเทศที่มีพลเมืองตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เช่น จีน เกาหลีใต้ หรือสหรัฐอเมริกา อาจมีบทบาทในการกดดันทางการทูตเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นอกจากนั้นสถานการณ์เดียวกันที่มีความน่าเป็นห่วงมากที่สุดอย่างในประเทศเมียนมา ที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เนื่องจากบางพื้นที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง ทำให้การประสานงานช่วยเหลือเป็นไปได้ยาก 

แม้ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติจะถูกจับตาอย่างเข้มข้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่สำหรับผู้ทำงานด้านคนหายและการค้ามนุษย์ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจเป็นเพียงภาพสะท้อนของปัญหาเดิมที่ดำรงอยู่บริเวณชายแดนมานานแล้ว

เอกลักษณ์อธิบายว่า ก่อนยุคสแกมเมอร์ พื้นที่ชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นเส้นทางสำคัญของการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามแดนอยู่แล้ว ทั้งแรงงานจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา ที่เดินทางเข้ามาหางานในประเทศไทยจำนวนมาก

“มันเกิดจากการปิดตาข้างหนึ่ง เกิดจากการไม่ใส่ใจ จึงข้ามมาได้”

แม้รัฐจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย ทั้งการลาดตระเวนและการติดตั้งสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน แต่ในมุมมองของเขา ชายแดนทางธรรมชาติเป็นพื้นที่ที่ยากต่อการควบคุมอย่างสมบูรณ์ เพราะหลายเคสที่เอกลักษณ์สัมภาษณ์ พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เข้ากันทางเดิม ออกกันทางเดิม

เอกลักษณ์เสริมว่า จากเดิมที่เส้นทางข้ามแดนกระจุกตัวบริเวณตลาดโรงเกลือ จังหวัดสระแก้ว ปัจจุบันเครือข่ายเหล่านี้เริ่มขยายตัวไปยังพื้นที่อื่น ทั้งคลองน้ำใส และแนวชายแดนจังหวัดจันทบุรี แม้จะสร้างกำแพงหรือรั้วเพิ่มขึ้น เส้นทางใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่เอกชนหรือแนวเขตธรรมชาติที่ซับซ้อน

“คุณสร้างกำแพง เขาก็ตัดรั้วข้ามมา มีที่ดินเอกชนตามแนวชายแดน บ้านเขาติดกับเขตชายแดน เราไม่มีทางรู้ว่าเขาเข้าออกกันยังไง”

อย่างไรก็ตาม เอกลักษณ์ไม่ได้มองว่าปัญหานี้เป็นเรื่องของการควบคุมชายแดนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานเชิงรุกในการให้ข้อมูลแก่ประชาชนด้วย คำถามสำคัญคือ แล้วจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ทันก่อนมิจฉาชีพ

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า รัฐไทยจำเป็นต้องทบทวนบทบาทของตนเองในการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของเครือข่ายค้ามนุษย์ เพราะตราบใดที่มีคนข้ามแดนได้ทุกวัน รัฐต้องพิจารณาแล้วว่าปล่อยปละละเลยกับเรื่องนี้แค่ไหน

ที่มาข้อมูล: