NCDs โจทย์ใหญ่สุขภาพ ‘วิมุต’ เปิดศูนย์เมตาบอลิก-ต่อมไร้ท่อ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังคมไทยเผชิญกับข่าวการสูญเสียบุคคลในวงการบันเทิงอย่างกะทันหัน โดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น แต่ทุกครั้งที่เกิดขึ้นก็มักจุดกระแสให้คนจำนวนมากหันกลับมาตั้งคำถามกับสุขภาพของตัวเอง โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานและวัยกลางคนที่มักคิดว่าร่างกายยังไหว ทั้งที่ในความเป็นจริงความเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน และอวัยวะภายในอาจดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ เป็นเวลาหลายปีก่อนจะแสดงอาการ
คร่าชีวิตคนไทยปีละ 4 แสนคน
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ซึ่งครอบคลุมโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงถึงประมาณ 74% หรือราว 400,000 คนต่อปี
ขณะที่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก NCDs ถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 9.7% ของ GDP ปี 2019 จากผลกระทบด้านผลิตภาพแรงงาน การเจ็บป่วย ความพิการ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเมตาบอลิกของคนไทยกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลของ WHO Thailand ซึ่งอ้างอิงผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทย พบว่าสัดส่วนคนไทยวัยทำงานอายุ 15-59 ปีที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มจาก 34.7% ในช่วงปี 2008-2009 เป็น 42.4% ในปี 2019-2020 ขณะที่ความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มจาก 6.9% เป็น 9.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มจาก 21.4% เป็น 25.4% ในช่วงเวลาเดียวกัน
สอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรเบาหวานนานาชาติ (IDF) ที่ประเมินว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานแล้วประมาณ 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด
ปัญหาสุขภาพเมตาบอลิกไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องน้ำหนักหรือรูปร่างภายนอก อาจซ่อนอยู่เบื้องหลังภาวะที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น ไขมันสะสมในช่องท้อง ไขมันพอกตับ ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง มวลกล้ามเนื้อที่ลดลงตามวัย หรือความผิดปกติของฮอร์โมน ซึ่งคนคนหนึ่งอาจมีหลายภาวะเกิดร่วมกันโดยไม่รู้ตัว
ระบบสุขภาพปรับตัว
ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวเรื่องสุขภาพที่เพิ่มขึ้นในสังคม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้ประกาศเปิดให้บริการ “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” ศูนย์ดูแลสุขภาพเมตาบอลิกและต่อมไร้ท่อ ซึ่งวางแนวทางการดูแลที่ต่างจากรูปแบบเดิมที่มักแยกรักษาตามโรคหรืออาการเป็นรายส่วน
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดสุขภาพกำลังเปลี่ยนทิศทางจากการรักษาเมื่อเกิดโรคแล้ว ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและวางแผนสุขภาพระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มโรค NCDs ที่มีความสัมพันธ์กับหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อายุ ระบบเผาผลาญ และฮอร์โมน

ซึ่ง Metabolic Health เชื่อมโยงตั้งแต่เบาหวาน ภาวะฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ไปจนถึงสุขภาพในแต่ละช่วงวัย
“วันนี้ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าเป็นโรคอะไร แต่ต้องการเข้าใจต่อว่ามีปัจจัยอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพของตัวเองและควรวางแผนดูแลอย่างไรในระยะยาว”
5 Clinical Pathways
นพ.นิพัฒน์ระบุว่า สิ่งที่ทีมแพทย์ต้องการพัฒนาคือเปลี่ยนคำถามจากน้ำหนักเท่าไหร่ ไปสู่สุขภาพระบบเผาผลาญของเราเป็นอย่างไร เพราะน้ำหนักเป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งเท่านั้น
จากแนวคิดดังกล่าว โรงพยาบาลได้พัฒนาเป็น 5 Clinical Pathways เพื่อรองรับปัญหาและเป้าหมายสุขภาพที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล ได้แก่
1.Metabolic Reset สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ หรือภาวะก่อนเบาหวาน 2.Thyroid Wellness สำหรับผู้มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ 3.Sarcopenic Obesity Care สำหรับผู้มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลกล้ามเนื้อลดลง ซึ่งพบมากในกลุ่มวัยกลางคนที่ไม่รู้ตัว
4.Menopause & Weight สำหรับผู้หญิงวัยทองที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และเมตาบอลิซึม และ 5.Diabetes Care สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้น ที่ต้องการวางแผนควบคุมระดับน้ำตาลตั้งแต่เนิ่น ๆ
ทั้ง 5 เส้นทางใช้กรอบการทำงาน“Understand-Design-Measure-Partner” คือเริ่มจากทำความเข้าใจอาการและปัจจัยเสี่ยง วางแนวทางเฉพาะบุคคล กำหนดตัวชี้วัดติดตามผล และทำงานร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
ด้าน นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน อธิบายเสริมว่า ความท้าทายของระบบสุขภาพปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้ป่วย NCDs ที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงรูปแบบของปัญหาสุขภาพที่ซับซ้อนขึ้นด้วย โดยในผู้ป่วยบางราย เบาหวาน น้ำหนัก ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในวัยกลางคน อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันผ่านระบบเมตาบอลิกทั้งหมด
ผู้ป่วยสองคนอาจมีน้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่มีปัจจัยด้านสุขภาพแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คนหนึ่งอาจมีไขมันในช่องท้องสูง ขณะที่อีกคนมีมวลกล้ามเนื้อลด หรืออาจมีภาวะก่อนเบาหวาน ไขมันพอกตับ ปัญหาการนอน หรือความผิดปกติของฮอร์โมนร่วมด้วย
สัญญาณที่คนมองข้าม
นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หลายคนเริ่มสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจากเรื่องใกล้ตัว เช่น น้ำหนักหรือรอบเอวเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดเริ่มเปลี่ยน มวลกล้ามเนื้อลดลง เหนื่อยง่าย หรือนอนหลับไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน
อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นคนละเรื่องกัน แต่ในทางการแพทย์อาจมีปัจจัยเชื่อมโยงกันทั้งระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย ตลอดจนพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
เขายังเปรียบเทียบข้อมูลสุขภาพแต่ละด้านว่าเป็นเหมือนดวงดาวที่กระจัดกระจาย ซึ่งสิ่งสำคัญคือการนำข้อมูลเหล่านั้นมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อดูว่ากำลังประกอบเป็นกลุ่มดาวแบบใดในร่างกายของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลที่เปลี่ยน ไขมันพอกตับ มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง หรือฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่ช่วยให้แพทย์มองเห็นภาพสุขภาพเมตาบอลิกอย่างเป็นองค์รวม
“คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงว่าจะลดน้ำหนักอย่างไร แต่ควรมองต่อไปว่ามีปัจจัยใดที่เชื่อมโยงกัน และควรวางแผนดูแลอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละบุคคล”