กางช่องโหว่เกณฑ์คุม‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ หวั่นกระทบพลังงาน-ลงทุน

รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การที่รัฐบาลออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่คณะกรรมการฯเพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 จึงจำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว
“แม้การออกระเบียบคณะกรรมการฯจะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการกำกับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ แต่มีความกังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้า ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุน จนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ หากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ” รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าว
รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังขาดแนวทางกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดบางจุด เช่น ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีการประกาศให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงการที่ต้องจัดทำ EIA โดยพิจารณาจากลักษณะเฉพาะของกิจการ เช่น ปริมาณการใช้น้ำ และไฟฟ้า
นอกจากนี้ดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงาน ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2562 เนื่องจากยังไม่ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่ง รวมถึงขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำของแต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็น เพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เพราะขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่ ซึ่งการขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจทำให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น กรุงเทพฯที่ประเมินว่ามีอยู่กว่า 30 แห่ง
รศ.ดร.สุรศักดิ์ กล่าวว่า กิจการประเภทนี้ดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ รวมถึงทำให้เกิดความกังวลถึงพื้นที่เป้าหมายอย่าง 3 จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นฐานของอุตสาหกรรมเดิม และ New S-Curve ที่ใช้พลังงานสูงอยู่แล้ว หากมีดาต้าเซ็นเตอร์เข้าไปเพิ่มโดยไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน อาจเกิดปัญหาแย่งชิงทรัพยากร และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในที่สุด โดยในระยะสั้นกฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเพียงพอในระดับหนึ่ง แต่หากในอนาคตมีการตั้งดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้น จนกรอบนโยบายเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว รัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณาออกกฎหมายเฉพาะมากำกับดูแลเป็นการเฉพาะเจาะจง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

