NEO รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” หนุนยอดขายครึ่งปีหลัง โบรกชูเป้า 22 บาท

บล.ดาโอ มอง NEO แนวโน้มครึ่งปีหลังเติบโตต่อเนื่อง รับแรงหนุนมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” การออกสินค้าใหม่ และการขยายตลาด CLMV คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 22 บาท


บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (10 ก.ค.69) ว่า ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO คาดว่าแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส”

โครงการดังกล่าวสนับสนุนวงเงินจากภาครัฐรวมตลอดโครงการคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน NEO มีแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือ NPD เพื่อกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าขยายตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยจะนำสินค้าที่มีศักยภาพเข้าไปจำหน่ายเพิ่มเติมผ่านผู้จัดจำหน่ายที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในแต่ละตลาด

ปัจจุบันรายได้ของ NEO ประมาณ 94% มาจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศ ส่วนอีก 6% มาจากตลาดต่างประเทศ ขณะที่รายได้ในประเทศผ่านช่องทางการค้าแบบดั้งเดิม หรือ Traditional Trade มีสัดส่วนประมาณ 38%

สำหรับผลประกอบการปี 2569 บริษัทคงเป้าหมายรายได้เติบโตระดับกลางถึงสูงในหลักหน่วย หรือประมาณ 6–9% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม เพื่อขยายฐานลูกค้า การเปิดตัวสินค้าใหม่ และการทำตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 36–38%

บล.ดาโอมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มดังกล่าว โดยประเมินว่ากำไรช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีโอกาสสูงกว่าประมาณการเดิม จากรายได้และอัตรากำไรขั้นต้นที่อาจดีกว่าคาด หลังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของตลาดต่างประเทศ

ทั้งนี้ บล.ดาโอคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 457 ล้านบาท ลดลง 19% จากปีก่อน โดยคาดว่ารายได้รวมจะเติบโต 7% จากธุรกิจผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในครัวเรือนและของใช้ส่วนบุคคลที่ขยายตัว อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มลดลงจากต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนผลิตภัณฑ์

ส่วนปี 2570 คาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 597 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน จากรายได้ที่เติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ และอัตรากำไรขั้นต้นที่ฟื้นตัวตามต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น

บล.ดาโอจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” NEO ที่ราคาเป้าหมาย 22 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรปี 2569 ที่ 14.5 เท่า โดยมองว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดในไตรมาส 1/2569 แล้ว ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรประมาณ 13.6 เท่า ยังไม่สะท้อนการเติบโตของกำไรในปี 2570 และแนวโน้มผลประกอบการที่ชัดเจนขึ้นจากการฟื้นตัวของกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ

Back to top button