
⑦🎼【AIで奏でる自分史】🪷「蓮の花のひめみこ」と1993年の記憶
🎷🎼【AIで奏でる自分史 】を訪れて下さりありがとうございます。このマガジンでは、自身が経営するタイ料理店のBGMとして作り始めた曲が、まとめて見るとタイと日本の間で過ごした40年の自分史となり、『40年の物語』として、また、『AI作曲の楽しさ』として、ご紹介しているマガジンです。
⑦🎼เจ้าหญิงแห่งปทุมมา『蓮の花のひめみこ』
この歌の、歌詞とエピソードをご紹介します。
🪷凛とした佇まいで現れる神聖な存在。「蓮の花のひめみこ」
私がAIの楽曲とともに紡ぐ自分史のなかで、今回はひときわ特別な想いを込めた曲「蓮の花のひめみこ」をご紹介します。
タイ語で歌われるこの曲のテーマは、その名の通り「蓮の花」です。 仏教国であるタイにおいて、蓮は悟りの象徴とされる神聖な花。濁った泥水の中で育ちながらも、決してその泥に染まることなく、水を弾き、清らかで美しい大輪の花を咲かせます。
逆境にあっても純粋さを失わず、苦労や悲しみを糧にして、凛と気高く生きる人。
そんな「蓮の花のひめみこ」のような生き方を、私は心から祈らずにはいられない理由がありました。この歌が生まれる背景には、今から30年以上前、日本とタイの間で起きたある哀しい歴史の記憶と、その頃の母としての切実な祈りがありました。
この曲のタイトルである「蓮の花のひめみこ」には、次のような意味を込めました。
逆境にあっても「純粋さ」を失わない人
苦労や悲しみを糧にして、美しく成長した人
凛とした気高い美しさと、神聖さを持った人
さまざまな困難を乗り越え、気高く生きる人の象徴として、この歌を作りました。まずは、その日本語訳の歌詞をお読みください。
🪗「蓮の花のひめみこ」歌詞(日本語訳)
眩いほどの光 優雅で気高いその佇まい
神々しさを纏い 現れ給う(あらわれたもう)
現れ給う
慈愛に満ちたその瞳は あらゆる穢れを洗い流す
ひれ伏し、深く首(こうべ)を垂れずにはいられない
深く、たちまちのうちに
深く、たちまちのうちに
人知れぬ傷跡 深き深い悲しみ
心の内に隠された傷
それらはすべて、泥の底深くに隠され
すべては暗闇の中へと沈んでいく
されど光は いや増すばかり
なお輝き続ける
蓮の花のひめみこ
決して泥の濁りに染まることのない方
蓮の花のひめみこ
しかし、その光はさらに輝きを増していく
蓮の花のひめみこ
決して泥の濁りに染まることのない方
蓮の花のひめみこ
決して泥の濁りに染まることのない方
📚1993年「平成の米騒動」が残した傷跡
実は、私がこの歌詞を書いた背景には、今から30年以上前に起きたある出来事が深く関わっています。日本とタイの歴史において非常に残念な出来事だった、1993年の「平成の米騒動」です。
当時の状況は、次のようなものでした。
記録的な冷夏と緊急輸入 1993年(平成5年)、日本は記録的な冷夏と長雨により深刻な米不足に陥りました。日本政府は計259万トンの米を緊急輸入することを決定し、その最大の輸入先となったのが、世界最大の米輸出国であったタイでした。
タイ国内への深刻な影響 当時の日本は、国際市場に出回る米の量に匹敵するほどの規模で買い占めを行いました。その結果、国際的な米の価格が急騰。タイ国内でも日本への輸出が優先されたため米の価格が跳ね上がり、貧困層を中心に「主食の米が買えない」という深刻な事態が発生してしまったのです。
日本国内での「タイ米」への拒絶反応 しかし、外国米に馴染みのなかった日本の消費者からは、タイ米に対して非常に強い不満と拒絶反応が起きました。異物混入のデマが流れ、タイ米やブレンド米が大量に廃棄される事態が全国で相次ぎました。 さらに痛ましいことに、学校現場などでは「タイ米」という言葉が「いらないもの」の代名詞となり、人を揶揄するあだ名や、いじめの言葉として使われる現象まで起きたのです。
タイの人々は、自国の食卓を犠牲にしてまで緊急事態の日本へ米を輸出してくれました。それにもかかわらず、こうした事態が起きてしまったのです。この騒動がタイ本国に伝わった際、「自分たちが苦しい思いをして助けたのに、不味いと言って捨てられるとは何事か」と、強い怒りと悲しみの声が上がりました。
🪷誇りを持って、気高く咲いて
当時、私自身も日本人の輪に入ると、タイ米への不満を直接ぶつけられるなど、肩身の狭く嫌な思いを何度も経験しました。
大人の私でさえ辛いのですから、当時まだ珍しかった「国際結婚」の家庭に育つ子どもたちが、学校でどれほど理不尽で嫌な思いをするだろうかと、胸が締め付けられる思いでした。
さらに当時は、メディアが作るタイへの偏見も強く、テレビでは面白おかしく「ゲテモノ食いの国」といったレッテルを貼る番組が横行していました。「このままではいけない」——そう感じた私は、番組へ訂正のお願いを入れたり、国際理解教育の講師として、実践の場に何度も立ち、偏見をなくすための活動を始めました。
「蓮の花のひめみこ」は、親が国際結婚をしたばかりに、他の人が経験しなくてもいい嫌な思いを抱えさせてしまったかもしれない子どもたちへの、深い思いと祈りから生まれた歌です。後に「タイ料理店」を経営し始めたのもこのことがきっかけとなりました。
🎷自分の気持ちを大切に歌にして
歌詞を古語風に書いてみました。タイ語も厳かなタイ語でAIが訳してくれ、重厚感のある曲に仕上がりました。
แปลโดยAI
⑦🎼【ประวัติชีวิตที่บรรเลงด้วย AI】🪷 "เจ้าหญิงแห่งปทุมมา" กับความทรงจำในปี 1993
🎼 ประวัติชีวิตที่บรรเลงด้วย AI♫ 40 ปีแห่งการเดินทางและการใช้ชีวิตระหว่างไทยและญี่ปุ่น
🎷🎼 ขอบคุณที่แวะมาอ่าน 【ประวัติชีวิตที่บรรเลงด้วย AI】 นะคะ นิตยสาร (เว็บบล็อก) นี้รวบรวมบทเพลงที่ฉันเริ่มแต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงประกอบในร้านอาหารไทยของตัวเอง เมื่อนำมารวมกันแล้ว มันได้กลายเป็นประวัติชีวิตตลอด 40 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยขอนำเสนอทั้งในรูปแบบ "เรื่องราว 40 ปี" และความ "สนุกสนานของการแต่งเพลงด้วย AI" ค่ะ
⑦🎼 เจ้าหญิงแห่งปทุมมา ฉันขอแนะนำเนื้อเพลงและเรื่องราวเบื้องหลังของเพลงนี้ค่ะ
🪷 การปรากฏตัวอันศักดิ์สิทธิ์และสง่างาม "เจ้าหญิงแห่งปทุมมา"
ในบรรดาประวัติชีวิตที่ฉันร้อยเรียงผ่านบทเพลง AI ครั้งนี้ฉันขอแนะนำเพลงที่ใส่ความรู้สึกพิเศษลงไปอย่างมาก นั่นคือเพลง "เจ้าหญิงแห่งปทุมมา" ค่ะ
ธีมของเพลงนี้ซึ่งขับร้องเป็นภาษาไทย ก็คือ "ดอกบัว" ตามชื่อเพลงเลยค่ะ ในประเทศไทยซึ่งเป็นเมืองพุทธ ดอกบัวถือเป็นดอกไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้ แม้จะเติบโตในน้ำโคลนที่ขุ่นมัว แต่ก็ไม่ยอมให้โคลนตมนั้นมาแปดเปื้อน ดอกบัวจะกลิ้งน้ำออกและเบ่งบานเป็นดอกไม้ที่สะอาดบริสุทธิ์และงดงาม
เปรียบเสมือนผู้ที่แม้จะอยู่ในความยากลำบาก แต่ก็ไม่สูญเสียความบริสุทธิ์ใจ ใช้ความทุกข์ยากและความเศร้าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ และใช้ชีวิตอย่างสง่างามและมีศักดิ์ศรี
ฉันมีเหตุผลที่ทำให้ต้องอธิษฐานจากใจจริง ขอให้ใครบางคนมีชีวิตเหมือน "เจ้าหญิงแห่งปทุมมา" เบื้องหลังการเกิดเพลงนี้ คือความทรงจำในหน้าประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าระหว่างญี่ปุ่นและไทยเมื่อกว่า 30 ปีก่อน และคำอธิษฐานอันแรงกล้าในฐานะของคนเป็นแม่ในเวลานั้นค่ะ
ในชื่อเพลง "เจ้าหญิงแห่งปทุมมา" นี้ ฉันได้แฝงความหมายดังต่อไปนี้ไว้ค่ะ:
ผู้ที่ไม่สูญเสีย "ความบริสุทธิ์ใจ" แม้ในยามตกทุกข์ได้ยาก
ผู้ที่เติบโตมาอย่างงดงาม โดยใช้ความทุกข์และความเศร้าเป็นพลัง
ผู้ที่มีความงามอันสง่า มีศักดิ์ศรี และมีความศักดิ์สิทธิ์ในตนเอง
ฉันแต่งเพลงนี้ขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ก่อนอื่น ลองอ่านคำแปลเนื้อเพลงดูนะคะ
🎸『เจ้าหญิงแห่งปทุมมา』タイ語歌詞
แสงสว่างเจิดจรัส ท่วงท่าอันสง่างามและสูงส่ง ทรงปรากฏกาย ห่มคลุมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ ทรงปรากฏกาย
ดวงเนตรอันเปี่ยมเมตตา ชำระล้างซึ่งมลทินทั้งปวง จนจำต้องค้อมศีรษะลงกราบกราน อย่างสุดซึ้งโดยพลัน อย่างสุดซึ้งโดยพลัน
บาดแผลที่ร้ายผู้ใดล่วงรู้ และความโศกเศร้าอันล้ำลึก บาดแผลที่ซ่อนไว้ภายในใจ ล้วนถูกซ่อนเร้นไว้ ณ ก้นบึ้งแห่งโคลนตม ล้วนจมดิ่งในความมืดมิด
ทว่าแสงสว่างนั้น กลับยิ่งทวีความเรืองรอง ทว่าเธอยังคงส่องประกาย
เจ้าหญิงแห่งปทุมมา ผู้หาได้แปดเปื้อนขุ่นมัวไม่ เจ้าหญิงแห่งปทุมมา
ทว่าแสงสว่างนั้น กลับยิ่งทวีความเรืองรอง
เจ้าหญิงแห่งปทุมมา ผู้หาได้แปดเปื้อนความขุ่นมัวไม่ โอ้... เจ้าหญิงแห่งปทุมมา... เจ้าหญิงแห่งปทุมมา... ผู้หาได้แปดเปื้อนความขุ่นมัวไม่
เจ้าหญิงแห่งปทุมมา ผู้หาได้แปดเปื้อนความขุ่นมัวไม่
📚 บาดแผลจาก "วิกฤตการณ์ข้าวปีเฮเซ" ในปี 1993
ความจริงแล้ว เบื้องหลังของการเขียนเนื้อเพลงนี้ มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว นั่นคือ "วิกฤตการณ์ข้าวปีเฮเซ" ในปี 1993 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าเสียดายอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ระหว่างญี่ปุ่นและไทยค่ะ
สถานการณ์ในตอนนั้นมีดังนี้ค่ะ:
ฤดูร้อนที่หนาวเย็นเป็นประวัติการณ์และการนำเข้าฉุกเฉิน: ในปี 1993 (ปีเฮเซที่ 5) ประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาวิกฤตขาดแคลนข้าวอย่างหนักเนื่องจากฤดูร้อนที่หนาวเย็นและฝนที่ตกยาวนานเป็นประวัติการณ์ รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจนำเข้าข้าวฉุกเฉินจำนวน 2.59 ล้านตัน และแหล่งนำเข้าที่ใหญ่ที่สุดก็คือประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในขณะนั้น
ผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภายในประเทศไทย: ในตอนนั้น ญี่ปุ่นกว้านซื้อข้าวในปริมาณที่มหาศาลเทียบเท่ากับปริมาณข้าวทั้งหมดในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในประเทศไทยเองก็มีการให้ความสำคัญกับการส่งออกไปยังญี่ปุ่นเป็นอันดับแรก ทำให้ราคาข้าวในประเทศพุ่งสูงขึ้นจนเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่ "ไม่สามารถซื้อข้าวซึ่งเป็นอาหารหลักได้" โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย
กระแสต่อต้าน "ข้าวไทย" ในญี่ปุ่น: ทว่าผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นที่ไม่คุ้นเคยกับข้าวต่างประเทศ กลับเกิดความไม่พอใจและมีกระแสต่อต้านข้าวไทยอย่างรุนแรง มีข่าวลือเรื่องสิ่งเจือปน ทำให้เกิดเหตุการณ์ทิ้งข้าวไทยและข้าวผสมจำนวนมหาศาลทั่วประเทศ ที่น่าปวดใจไปกว่านั้น ในโรงเรียน คำว่า "ข้าวไทย" กลายเป็นคำศัพท์ที่ใช้แทนคำว่า "สิ่งของที่ไม่ต้องการ" และถูกนำไปใช้เป็นชื่อเล่นสำหรับล้อเลียน หรือใช้เป็นคำด่าทอในการกลั่นแกล้งกัน
คนไทยยอมเสียสละแม้กระทั่งอาหารบนโต๊ะของตัวเองเพื่อส่งออกข้าวมาช่วยเหลือญี่ปุ่นในยามฉุกเฉิน แต่ถึงอย่างนั้นเหตุการณ์เช่นนี้ก็ยังเกิดขึ้น เมื่อข่าวความวุ่นวายนี้แพร่ไปถึงประเทศไทย ก็มีเสียงสะท้อนแห่งความโกรธและความเศร้าใจอย่างรุนแรงว่า "อุตส่าห์ยอมลำบากเพื่อช่วยเหลือ แต่กลับบอกว่าไม่อร่อยแล้วทิ้งลงถังขยะแบบนี้มันหมายความว่ายังไงกัน"
🪷 จงเบ่งบานอย่างภาคภูมิและสง่างาม
ในตอนนั้น เมื่อฉันต้องเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนญี่ปุ่น ฉันเองก็มักจะถูกระบายความไม่พอใจเรื่องข้าวไทยใส่หน้าตรงๆ ทำให้รู้สึกอึดอัดและต้องเผชิญกับความรู้สึกแย่ๆ นับครั้งไม่ถ้วน
ขนาดฉันที่เป็นผู้ใหญ่ยังรู้สึกแย่ แล้วเด็กๆ ที่เติบโตมาในครอบครัว "แต่งงานข้ามชาติ" ซึ่งยังถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ในยุคนั้น จะต้องเจอกับเรื่องที่ไร้เหตุผลและรู้สึกแย่มากแค่ไหนที่โรงเรียน เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกปวดใจอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ในสมัยนั้นสื่อต่างๆ ยังสร้างอคติต่อประเทศไทยอย่างรุนแรง มีรายการโทรทัศน์มากมายที่ตีตราว่าไทยเป็น "ประเทศที่กินของแปลกประหลาด" เพื่อความสนุกสนาน "ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว" — เมื่อรู้สึกเช่นนั้น ฉันจึงเริ่มทำกิจกรรมเพื่อลบอคติเหล่านั้น เช่น การส่งคำร้องขอให้ทางรายการโทรทัศน์แก้ไขข้อมูล และการไปเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องการศึกษาเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศตามสถานที่ต่างๆ นับครั้งไม่ถ้วน
"เจ้าหญิงแห่งปทุมมา" คือเพลงที่เกิดจากความรู้สึกอันลึกซึ้งและคำอธิษฐานที่มอบให้กับเด็กๆ ที่อาจจะต้องแบกรับความรู้สึกแย่ๆ ที่คนอื่นไม่ต้องเจอ เพียงเพราะพ่อแม่แต่งงานข้ามชาติ และเหตุการณ์นี้เองก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันหันมาเปิด "ร้านอาหารไทย" ในเวลาต่อมาค่ะ