メインコンテンツへスキップ
見出し画像

⑥🎼【AIで奏でる自分史】国際結婚で突きつけられた冷たい現実。それでも私が、タイの豊かさを発信し続けた理由🌄

    🎷🎼【AIで奏でる自分史 】を訪れてくださり、ありがとうございます。

    このマガジンでは、自身が経営するタイ料理店のBGMとして作り始めたAI楽曲を通じて、タイと日本の間で過ごした40年の物語をご紹介しています。

    今回は、全13曲からなる「あなたと歩む人生」の中から、5曲目となるエピソードをお届けします。私にとって一番語るのが難しく、読者の皆様にとっても少し重い内容かもしれませんが、まぎれもない実体験であり、私が「自分らしさ」を取り戻すための大切なプロセスでした。


    ⑥ 🎼มุ่งสู่รุ่งอรุณ 『暁に向かって』

    まずは、日本語に訳した歌詞からご紹介します。

    🪗 มุ่งสู่รุ่งอรุณ 『暁に向かって』(日本語訳)


    ガラスの向こうに あなたが見える
    こんなに近くにいるのに 声が聞こえない
    言葉を交わすこともない 何が変わってしまったの?
    あの日から私はいったい誰なのだろう
    あのガラスの向こうの人々を
    私はもう見ることができなくなった
    メナムに抱かれながら
    悠久の時が 私に囁き、教えてくれる
    心に溢れる私の価値(豊かさ)について
    涙の跡はすっかり乾き
    古(いにしえ)の声を聴く時
    暁の光に照らされながら 前を向く私
    私は微笑み受け入れ、前へ歩み出す


    失恋の歌ではなく、「見えない壁」の歌

     一見すると、すれ違う恋人同士の失恋ソングのように聞こえるかもしれません。しかしこの曲は、結婚のためにタイへ渡り、初めて現地の日本人社会に入った時に感じた「見えない壁」と孤独を歌ったものです。

     当時、国際結婚の大変さと、自分自身の無知さを同時に思い知らされる出来事がありました。

     1980年代半ば。日本はGDP世界2位を誇り、タイはまだ30位台後半。両国の庶民の生活にはかなりの格差がありました。当時のタイの高級住宅街には、お手伝いさんや運転手付きの広い家で暮らす、大企業の駐在員家族が多く住んでいました。言葉や生活習慣の違いもあったのでしょうが、一部の日本人がタイの人々に対してとる横柄な態度は、現地の人の眉をひそめさせることも少なくありませんでした。

     ある日、タイで商売をされている日本人のお宅にお邪魔した時のことです。次々と駐在員の奥様方がやってきました。特別な立場の方々ではなく、ごく一般的なサラリーマンの奥様たちです。 しかし、私が「タイの人と結婚している」と伝えた途端、彼女たちの態度は豹変しました。

    「なんでこんな人がここにいるの?」 「次の集まりに、この人も呼ぶの?」

     そんな声が聞こえてきそうな高慢な視線を向けられたのです。 つい2ヶ月前まで日本に住み、日本から持ってきた服を着て、正確な日本語を話している私。変わったのは「タイ人と結婚した」という事実だけでした。なのに、彼女たちとの間には、分厚いガラスの壁が引かれてしまったのです。

    帰国後も続いた偏見、心を閉ざした日々

     それから1年足らずで日本へ戻ることになりましたが、状況は変わりませんでした。

     不動産屋では「外国人を紹介したら大家に怒鳴られる」と机を叩かれ、大手英会話教室のアメリカ帰りの講師からは「本名を名乗れ」と怒鳴られ、日本語教師養成講座の大学教授は外国人への暴言を繰り返す……。理解があると思っていた場所でさえ偏見に晒され、私は次第に心を閉ざすようになっていきました。

     1990年代初頭、「国際化」という言葉がもてはやされるようになった頃、公共放送のラジオ番組の「国際結婚特集」に呼ばれたことがありました。 番組では、外国料理の紹介や国際結婚の良さなどを聞かれましたが、私は実体験として「タイ人と結婚していると言った途端に、接する人の態度が変わる」という本音を漏らしました。

     同じ立場の方からは「共感して涙が出た」と感想をいただきましたが、番組のアナウンサーから返ってきたのは「日本人にそんな態度をとらせる、あなた方が悪いんじゃないの?」という言葉でした。

    悲しみを学びへ、そして「暁」へ

     ますます心を閉ざしたくなる状況でしたが、転機が訪れました。 1993年の「平成の米騒動(タイ米の緊急輸入)」です。(※これについては、次の曲『蓮の花のひめみこ』で詳しくお話しします。)

     この騒動をきっかけに、「日本人のタイに対する考え方を変えたい」と強く願うようになりました。そこから私は、タイに関する本を読み漁り、東洋思想、人権教育、国際理解教育などをがむしゃらに学び始めました。

    「なぜこのような偏見が生まれるのか?」「タイの本当の価値とは何なのか?」

     その問いに向き合い続け、ようやく自分なりの答えにたどり着いたのが1996年のこと。女性の人権を研究する小さな集まりで、初めて自分の意見を発表する機会を得ました。 そこで私は、「タイには多様な価値観を受け入れ、異質なものと融和する見事な『共生社会』がある」と伝えました。

     翌年からは、タイ理解を目指す国際理解教育の教材発表や講演活動を、年間十数回にわたって行うようになりました。

     社会全体の偏見を変えることは難しかったかもしれません。しかし、学び、発信し続けることで、私自身が「自分の価値」を知ることができました。 他人の目や偏見に怯えるのではなく、自信を持って生きられるようになったのです。

     この時の痛みを伴う経験は、その後の人生を支える大きな土台となり、決して揺るがない「私」を作ってくれました。

     涙は乾き、暁の光に照らされながら、微笑んで前へ歩み出す。 『暁に向かって』は、そんな私の魂の再生の記録でもあります。



    🎷経験を音にのせて

     辛かったことも、今の自分を形作る一つのページですね。


    🎸『มุ่งสู่รุ่งอรุณ』タイ語歌詞

    มองเห็นเธออยู่หลังกระจกบานนั้น
    ทั้งที่อยู่ใกล้กันเพียงนี้
    แต่กลับไม่ได้ยินเสียงใด
    ไม่มีแม้คำพูดจา
    มีสิ่งใดเปลี่ยนไปหรือ
    นับตั้งแต่วันนั้น
    ตัวฉันคือใครกันแน่
    ผู้คนหลังกระจกบานนั้น
    ตัวฉันกลับมองไม่เห็นอีกต่อไป
    ในอ้อมกอดแห่งแม่น้ำ
    กาลเวลาอันเป็นนิรันดร์
    ได้กระซิบและบอกกับฉัน
    ถึงคุณค่าที่เปี่ยมล้นในใจ
    คราบน้ำตาได้เหือดแห้งไป
    เมื่อได้ฟังเสียงแห่งอดีตกาล
    อาบแสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ
    ฉันยิ้มรับและก้าวไปข้างหน้า         


    ⑥🎼 [ประวัติชีวิตบรรเลงด้วย AI] ความเป็นจริงอันแสนเย็นชาที่ต้องเผชิญจากการแต่งงานข้ามชาติ แต่ถึงอย่างนั้น ทำไมฉันถึงยังคงส่งต่อความงดงามของประเทศไทยต่อไป🌄

    🎷🎼ขอบคุณที่แวะเข้ามาชม [ประวัติชีวิตบรรเลงด้วย AI] ค่ะ ในบทความนี้ ฉันจะมาบอกเล่าเรื่องราว 40 ปีที่ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างไทยและญี่ปุ่น ผ่านบทเพลง AI ที่เริ่มแต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นเพลงเปิดคลอในร้านอาหารไทยที่ฉันบริหารอยู่ค่ะ

    ในครั้งนี้ ฉันขอนำเสนอเรื่องราวของเพลงที่ 5 จากซีรีส์ "ชีวิตที่ก้าวเดินไปกับคุณ" ซึ่งมีทั้งหมด 13 เพลง สำหรับฉันแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เล่าออกมาได้ยากที่สุด และอาจจะมีเนื้อหาที่หนักไปสักนิดสำหรับผู้อ่านทุกท่าน แต่มันคือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้ฉันได้ "ความเป็นตัวเอง" กลับคืนมาค่ะ

    ⑥ 🎼 มุ่งสู่รุ่งอรุณ 『暁に向かって』 ก่อนอื่น ขอแนะนำเนื้อเพลงที่แปลเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ได้ทราบกันก่อนนะคะ

    ไม่ใช่เพลงอกหัก แต่เป็นเพลงของ "กำแพงที่มองไม่เห็น" เมื่อมองเผินๆ อาจจะฟังดูเหมือนเพลงอกหักของคู่รักที่เดินสวนทางกัน แต่แท้จริงแล้ว เพลงนี้แต่งขึ้นเพื่อบอกเล่าถึง "กำแพงที่มองไม่เห็น" และความโดดเดี่ยวที่ฉันสัมผัสได้เมื่อตอนที่ย้ายไปอยู่ประเทศไทยเพื่อแต่งงาน และได้เข้าไปสัมผัสกับสังคมคนญี่ปุ่นที่นั่นเป็นครั้งแรก

    ในตอนนั้น มีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันได้ตระหนักถึงความยากลำบากของการแต่งงานข้ามชาติ และความไม่รู้ของตัวฉันเองไปพร้อมๆ กัน ช่วงกลางทศวรรษที่ 1980 ประเทศญี่ปุ่นภาคภูมิใจกับการมี GDP เป็นอันดับ 2 ของโลก ในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ในอันดับที่ 30 ปลายๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วไปในสองประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันค่อนข้างมาก ในย่านที่อยู่อาศัยระดับหรูของไทยยุคนั้น มีครอบครัวของพนักงานบริษัทใหญ่จากญี่ปุ่นที่ถูกส่งตัวมาประจำการอาศัยอยู่มากมาย พวกเขาอยู่ในบ้านหลังใหญ่ มีทั้งแม่บ้านและคนขับรถคอยให้บริการ อาจเป็นเพราะความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมการใช้ชีวิต แต่ท่าทีที่เย่อหยิ่งของคนญี่ปุ่นบางคนที่มีต่อคนไทย ก็ทำให้คนท้องถิ่นขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจอยู่บ่อยครั้ง

    วันหนึ่ง ฉันได้ไปเยือนบ้านของคนญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจในประเทศไทย จากนั้นบรรดาภรรยาของพนักงานที่มาประจำการก็ทยอยกันมาร่วมงาน พวกเธอไม่ได้มีสถานะพิเศษอะไร เป็นเพียงภรรยาของพนักงานบริษัททั่วไปเท่านั้น ทว่า ทันทีที่ฉันบอกว่า "ฉันแต่งงานกับคนไทย" ท่าทีของพวกเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    "ทำไมคนแบบนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้?" "การรวมกลุ่มครั้งหน้า จะเชิญคนคนนี้มาด้วยเหรอ?" ฉันถูกมองด้วยสายตาที่หยิ่งยโส ราวกับจะได้ยินเสียงซุบซิบเหล่านั้นแว่วมาเลยทีเดียว ทั้งๆ ที่ตัวฉันเพิ่งอาศัยอยู่ในญี่ปุ่นเมื่อ 2 เดือนก่อน สวมเสื้อผ้าที่นำมาจากญี่ปุ่น และพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้อง สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปคือความจริงที่ว่า "ฉันแต่งงานกับคนไทย" แต่ถึงอย่างนั้น ระหว่างฉันกับพวกเธอกลับมีกำแพงกระจกหนาทึบถูกสร้างขึ้นมาขวางกั้นเสียแล้ว

    อคติที่ยังคงดำเนินต่อไปแม้หลังกลับประเทศ วันเวลาที่ปิดกั้นหัวใจตัวเอง หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี ฉันก็มีเหตุให้ต้องเดินทางกลับประเทศญี่ปุ่น แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ที่บริษัทจัดหาที่พัก ฉันถูกทุบโต๊ะใส่พร้อมคำพูดที่ว่า "ถ้าแนะนำคนต่างชาติให้ เจ้าของบ้านเช่าต้องตวาดใส่แน่ๆ" ส่วนอาจารย์ที่เพิ่งกลับจากอเมริกาในสถาบันสอนภาษาอังกฤษชื่อดังก็ตะคอกใส่ฉันว่า "บอกชื่อจริงของเธอมาสิ" และศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในหลักสูตรอบรมครูสอนภาษาญี่ปุ่นก็พูดจาดูถูกชาวต่างชาติซ้ำแล้วซ้ำเล่า... แม้แต่ในสถานที่ที่ฉันคิดว่าน่าจะเปิดกว้าง กลับต้องเผชิญกับอคติ ฉันจึงเริ่มปิดกั้นหัวใจของตัวเองลงทีละน้อย

    ช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 เมื่อคำว่า "ความเป็นสากล" เริ่มเป็นที่นิยม ฉันได้รับเชิญให้ไปออกรายการวิทยุของสถานีโทรทัศน์สาธารณะในตอน "พิเศษ: การแต่งงานข้ามชาติ" ในรายการ ฉันถูกถามเกี่ยวกับการแนะนำอาหารต่างชาติและข้อดีของการแต่งงานข้ามชาติ แต่ฉันได้หลุดพูดความในใจจากประสบการณ์จริงออกไปว่า "ทันทีที่บอกว่าแต่งงานกับคนไทย ท่าทีของคนที่พูดคุยด้วยก็เปลี่ยนไปทันที"

    ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันส่งข้อความมาบอกว่า "รู้สึกเข้าใจจนน้ำตาไหล" แต่สิ่งที่ตอบกลับมาจากผู้ประกาศข่าวในรายการกลับเป็นคำพูดที่ว่า "การที่คนญี่ปุ่นแสดงท่าทีแบบนั้นออกมา ไม่ใช่ว่าพวกคุณเองหรอกเหรอที่เป็นฝ่ายผิด?"

    เปลี่ยนความเศร้าเป็นการเรียนรู้ และมุ่งสู่ "รุ่งอรุณ" แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ทำให้ยิ่งอยากจะปิดกั้นหัวใจตัวเองมากแค่ไหน แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึง นั่นคือเหตุการณ์ "วิกฤตการณ์ข้าวในยุคเฮเซ (การนำเข้าข้าวไทยฉุกเฉิน)" ในปี 1993 (*เกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉันจะขอเล่ารายละเอียดในเพลงถัดไปที่ชื่อ "เจ้าหญิงดอกบัว" นะคะ)

    จากความวุ่นวายในครั้งนั้น ทำให้ฉันปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะ "เปลี่ยนมุมมองที่คนญี่ปุ่นมีต่อประเทศไทย" ตั้งแต่นั้นมา ฉันจึงเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างบ้าคลั่ง และทุ่มเทเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดตะวันออก การศึกษาสิทธิมนุษยชน และการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศอย่างจริงจัง

    "ทำไมถึงเกิดอคติเช่นนี้ขึ้น?" "คุณค่าที่แท้จริงของประเทศไทยคืออะไร?" ฉันเฝ้าเผชิญหน้ากับคำถามเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดก็พบคำตอบในแบบของตัวเองในปี 1996 ในการรวมกลุ่มเล็กๆ เพื่อวิจัยเรื่องสิทธิมนุษยชนสตรี ฉันได้รับโอกาสให้แสดงความคิดเห็นของตัวเองเป็นครั้งแรก ที่นั่น ฉันได้ถ่ายทอดไปว่า "ประเทศไทยมี 'สังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน' อันยอดเยี่ยม ที่ยอมรับในค่านิยมที่หลากหลาย และผสมผสานกลมกลืนกับสิ่งที่แตกต่างได้อย่างลงตัว"

    ตั้งแต่ปีถัดมา ฉันก็เริ่มนำเสนอสื่อการสอนและการบรรยายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจในประเทศไทย ผ่านการศึกษาเพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ โดยจัดขึ้นมากกว่าสิบครั้งต่อปี

    การเปลี่ยนแปลงอคติของสังคมโดยรวมอาจเป็นเรื่องยาก แต่จากการเรียนรู้และส่งต่อเรื่องราวต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ตัวฉันเองได้รู้จัก "คุณค่าของตัวเอง" ฉันสามารถใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องหวาดกลัวต่อสายตาหรืออคติของผู้อื่นอีกต่อไป

    ประสบการณ์อันเจ็บปวดในครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่คอยค้ำจุนชีวิตในเวลาต่อมา และสร้าง "ตัวฉัน" ที่ไม่มีวันสั่นคลอนขึ้นมาได้ น้ำตาเหือดแห้งไป ขณะที่ถูกสาดส่องด้วยแสงแห่งรุ่งอรุณ ฉันก็พร้อมที่จะแย้มยิ้มและก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เพลง "มุ่งสู่รุ่งอรุณ" คือบันทึกการถือกำเนิดใหม่ของจิตวิญญาณของฉันเช่นนั้นเองค่ะ


     

     

     

     

     

     
     
    タイ料理店経営 & 西洋占星術家。AI作曲に夢中になっているシニアです。 お店のBGM作りがきっかけでAI作曲を始めました。自分の体験を基に作詞をしていくと、音楽付き「自分史」のようになりました。40年以上前、タイ人男性と国際結婚した歩み&星占いのテーマを音楽にのせて綴ります。

    あなたへのおすすめ