🔴 Hot News: efm - สรุปดราม่าล่าสุด

News Updates

พุธทอล์ค พุธโทร RECAP

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัว รบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4 และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี?

23 ส.ค. 2026

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัว รบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4 และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี?

โดนหัวหน้าใช้งานส่วนตัวรบกวนแม้กระทั่งเวลาตี 4และถูกกดดันให้ปฏิเสธไม่ได้ผมจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรดี? ‘คุณลูกตุ้ม (นามสมมุติ)’ สายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา 'ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม' เกี่ยวกับเรื่องที่หัวหน้ามักจะให้ช่วยเรื่องส่วนตัวจนรู้สึกว่ามันเกิดขอบเขตการทำงาน ‘คุณลูกตุ้ม (นามสมมุติ)’ อายุ 33 ปี’ เปิดประเด็นมาว่า “ลูกพี่ใช้งานส่วนตัวกับลูกน้องจนเป็นเรื่องปกติ แต่ลูกน้องรู้สึกว่าเป็นการรบกวนชีวิตส่วนตัวมากเกินไป” โดยคุณลูกตุ้มเป็นลูกน้องที่กำลังประสบปัญหาอยู่ จากนั้นก็เล่าว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้วในทีมมีประมาณ 8-9 คน แต่ในปัจจุบันเหลือกันเพียง 4 คนรวมหัวหน้า งานค่อนข้างจะรัดตัว ต้องรับงานในปริมาณมากกับจำนวนคนที่ลดลง แต่รายได้สูง โดยสมาชิกในทีมจะมี A B และคุณลูกตุ้ม ซึ่งแต่ละคนจะถูกใช้งานส่วนตัวหัวหน้าต่างกันออกไป A มีหน้าที่เคลียร์ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเคลียร์บิล ซื้อตั๋วเครื่องบิน ค่าทางด่วน ค่าเบี้ยเลี้ยง เนื่องจากบริษัทเปลี่ยนกฏต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเอง A ก็จะต้องนั่งการเทียบราคาของแต่ละสายการบินให้หัวหน้า เวลาจ่ายเงินก็ต้องคอยโทรขอเลข OTP เพื่อตัดบัตรเครดิตของเขา กว่าหัวหน้าจะรับสายในแต่ละครั้ง Session ก็หมดอายุไปแล้วต้องเริ่มจองใหม่ แล้วเขามักจะพูดกับพี่ A ว่า “พี่เลือกแล้ว พี่พิจารณาแล้วว่าให้เธอทำ” B มีหน้าที่สั่งซื้อของออนไลน์ไปลงที่บ้านหัวหน้า เนื่องจากพื้นฐานบ้าน B มีร้านของที่บ้าน และเขามักจะซื้อของไปเติมให้พ่อแม่เสมอ เวลาซื้อออนไลน์เขาจะโปรโมชั่น ได้สิทธิพิเศษหรือส่วนลดต่าง ๆ ก็จะนำมาแชร์ให้กับคนในทีม จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หัวหน้าเห็นว่า B กดได้โปรโมชั่นที่ดี หลังจากนั้นหัวหน้าจึงเริ่มฝากซื้อของ ในช่วงแรกหัวหน้าจะฝากซื้อในรายการสินค้าเดียวกันและนาน ๆ จะฝากสักครั้ง แต่พักหลังกลายเป็นว่าฝากสั่งสินค้าส่วนตัวของหัวหน้าผู้หญิง ทั้งรายสัปดาห์ รายเดือน ตั้งแต่ของใช้ส่วนตัว ไปจนถึงผ้าอนามัย ทั้งที่ B เป็นผู้ชาย ส่วนคุณลูกตุ้ม มีหน้าที่ไปรับ-ส่งสนามบินไม่ว่าจะเป็นเวลาตี 4-5 หรือเวลางานก็ตาม รวมถึงต้องช่วย Check-in ให้หัวหน้าด้วยเพราะหัวหน้าทำไม่เป็น และหากครั้งไหน A ไม่สะดวกซื้อตั๋วเครื่องบินหน้าที่ก็จะตกมาเป็นของคุณลูกตุ้มแทน ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ในตำแหน่งงาน แต่เพราะบ้านคุณลูกตุ้มอยู่ใกล้สนามบิน โดยในการรับ-ส่งมีทั้งใช้รถบริษัทและรถส่วนตัว แม้จะเป็นการบินเพื่อไปทำงานแต่มันควรเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเขาที่จะต้องเดินทางไปสนามบินด้วยตนเอง ทั้งสามคนเคยปฏิเสธในสิ่งที่หัวหน้าสั่งแล้ว ล่าสุดคุณลูกตุ้มปฏิเสธไม่ไปส่งเขาที่สนามบินว่า “พี่ ผมไม่สะดวกถ้าเช้าขนาดนั้น” เขาก็ส่งไฟล์ตขากลับมาต่อ ซึ่งเวลานั้นยังอยู่ในเวลางาน จึงทำให้ปฏิเสธได้ยาก คุณลูกตุ้มก็มองว่ามันไม่ถูกต้องเพราะเขาก็ต้องทำงานของตนเองในเวลางานเหมือนกัน หลาย ๆ อย่างทำให้คุณลูกตุ้มและคนในทีมเป็นเหมือนคนใช้ที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ของหัวหน้า เคยแจ้งไปทาง HR และทางผู้บริหารแล้วแต่ยังไม่มีความคืบหน้าใด โดยฝั่ง HR ก็เห็นด้วยว่ามันเป็นงาน Self Service เป็นงานที่ควรทำด้วยตนเอง พร้อมบอกว่าเดี๋ยวเขาจะไปหาวิธีคุยดู เนื่องจากในทีมมีกันแค่ 4 คน หากพูดไปจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ คุณลูกตุ้มเล่าเสริมว่า เขาเคยปฏิเสธทั้งวิธีการ @All ในกรุ๊ปไลน์ และบอกกับเขาว่า “ในฐานะพี่สาวพี่เป็นพี่ที่โอเคเลย แต่ในที่ทำงานพี่เป็นหัวหน้าที่ Manage อะไรไม่ได้เลย” เคยมีการนัดประชุมพูดคุยกันต่อหน้าแล้ว มีปากมีเสียงแล้วทุกอย่างก็จบไป ผ่านไปหนึ่งปีทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม จนปีหลังเริ่มหนักขึ้นในเรื่องของงานส่วนตัวหัวหน้า คุณลูกตุ้มเล่าย้อนว่า เมื่อก่อนมีหัวหน้าอีกคน แต่พอหัวหน้าเก่าลาออก หัวหน้าคนนี้ก็ขึ้นมาแทนด้วยความอาวุโส และก่อนหน้านี้เคยมีพี่ในทีมอีกคนที่เป็นคนพูดตรงก็พยายามสู้กับเขา คุณลูกตุ้มก็เป็นคนตรงเช่นกันจึงจะคอยซัพพอร์ต แต่ปัจจุบันพี่คนนั้นออกไปแล้ว ส่วนพี่ A และ B เขาบอกว่า เขาจะตายรังกันที่นี่แล้ว พี่ทั้งสองเป็นคนเก่งแต่ไม่มั่นใจในตัวเอง เขาไม่คิดว่าหากไปที่อื่นแล้วจะมีประสิทธิภาพในการทำงานที่อื่นได้ไหม จึงเป็นจุดอ่อนให้ต้องยอมหัวหน้า ตอนนี้จึงเมือนคุณลูกตุ้มสู้เพียงลำพัง ในด้านการทำงาน หัวหน้าคนนี้ก็ Manage งานได้ไม่ดี ด้วยความที่เป็นบริษัทใหญ่ และงานหนักมาก หัวหน้าก็จะชอบพูดว่าเขาช่วยทำอยู่ แต่เวลาที่นำ Slide ไปช่วยทำก็ส่งกลับมาเป็น Slide เปล่าที่มีเพียงหัวข้อซึ่งก็แทบไม่มีประโยชน์ คุณลูกตุ้มเสริมว่า คนในทีมไม่มีปัญหากับงานหนักเพราะงานหนักมาโดยตลอดอยู่แล้ว ให้สละเวลาถึง 1-2 ทุ่มเพื่องานก็ยินดี เพราะอย่างไรก็เป็นผลงานของตนเอง แต่เรื่องส่วนตัวมันเกินขอบเขตไป และลองทำทุกวิธีทางจนไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปแล้ว คุณลูกตุ้มเองก็เคยลองพยายามหาใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่เจองานที่ตอบโจทย์ และสถานการณ์ในทุกวันนี้ก็อาจทำให้หางานยากขึ้น ในส่วนของความสามารถคนรอบตัวก็ยืนยันว่าคุณลูกตุ้มมีความสามารถ รวมพี่อีกสองคนในทีมก็เก่งกันมาก หากเป็นคนภายนอกทีมมองมาเขาจะมองว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพ แต่งานก็หนัก และยังไม่นับรวมกับปัญหาทางบ้านที่เจอส่วนตัวกันเอง ตัวคุณลูกตุ้มเสริมว่า ตนไม่เป็นซึมเศร้าก็ดีแล้ว ‘ดีเจเติ้ล’ ถามเพิ่มเติมว่า “ที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธได้เลยสักครั้งใช่ไหม?” คุณลูกตุ้มตอบว่า “เคยปฏิเสธได้ครั้งเดียว ครั้งอื่นเขาจะน้ำเสียงตึง ๆ ถามว่าหากเราไม่ไปจะเป็นอย่างไร ด้วยความที่เป็นลูกน้องภายใต้การบังคับบัญชา การประเมินงานต่าง ๆ แม้งานจะประสิทธิภาพดี แต่เราอยู่ภายใต้เขา การที่เราได้เลื่อนตำแหน่งบ้างไม่ได้เลื่อนบ้างเป็นเพราะที่ปฏิเสธเขาด้วยหรือเปล่า เราไม่รู้อะไรเลย” ‘ดีเจต้นหอม’ ถามเพิ่มเติมว่า “เขามีหัวหน้าอีกทีไหม” คุณลูกตุ้มตอบว่า “จะขึ้นตรง BU Head เลย” คุณลูกตุ้มและคนในทีมยังไม่กล้ารายงานไป เพราะหัวหน้า และ BU Head เขาสนิทกัน เติบโตมาด้วยกันสายงานเดียวกัน ไม่รู้ว่าการที่บอกออกไปจะเป็นอย่างไร คุณลูกตุ้มอยากขอคำแนะนำจากดีเจทั้งสามท่านว่า “จะปฏิเสธอย่างไรให้ดีที่สุด หรือ ควรทำอย่างไรนอกจากวิธีที่ได้คุยกันไปอย่างการแจ้ง HR/ผู้บริหาร ทำอย่างไรได้บ้าง? เพราะผมเองก็มีปัญหาที่บ้านหนักพอสมควรด้วย” หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจเติ้ล‘ กล่าวว่า “เป็นพี่จะ Tag Team กัน 3 คนไปคุยกับผู้บริหารอธิบายทุกอย่าง เพราะพี่มองว่าสิ่งที่เขาทำมันผิดทั้งหมด เขาใช้งานส่วนตัวหมดเลย ถ้าเป็นครั้งคราวยังพอเข้าใจได้ แต่นี่คือทุกคนต้องดูแลเรื่องส่วนตัวให้เขาหมดเลย การให้ตื่นตี 4 ไปรับคือเกินมนุษย์มาก ขนาดเป็นหัวหน้ากับเลขายังต้องมีการเกรงใจกัน แต่ตำแหน่งเราไม่ได้มีหน้าที่ต้องทำสิ่งเหล่านี้เลย พี่ว่าควรพูด ไม่ควรทน ยิ่งถ้าจะทำให้เราเป็นซึมเศร้ายิ่งไม่คุ้ม แต่ถ้าไปคุยแล้วบริษัทยังคงเก็บเขาไว้แล้วปล่อยให้เราสามคนออกไป เป็นพี่จะออก เพราะเราเองก็มีความสามารถ อย่าด้อยค่าตนเองจนต้องทนทุกข์กับสิ่งที่ไม่ Make sense เข้าใจว่างานหายาก แต่หากเราเชื่อในศักยภาพของตัวเองเรามีสิทธิเลือก พี่จะไม่ยอมให้ตัวเองเป็น choice แบบนี้ เพราะเขาไม่เคารพและล้ำเส้นกันมากจนเกินไปจากที่เล่ามา ที่ B ถูกฝากซื้อของยังรับได้ แต่สิ่งที่ A และ คุณลูกตุ้มโดนมันเกินไป ไม่มีมารยาท ไม่ควรจะเป็นหัวหน้าใคร และตัวพี่เติ้ลเองก็จะไม่ไหวถ้ามีคนอย่างนี้เป็นหัวหน้า นอกจากนิสัยส่วนตัวเสีย งานเขาก็ยังจัดการได้ไม่ดี พี่มองว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เข้าใจว่าอาจเพราะเรื่องเงินเดือน แต่มันไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น ต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่ากับเงินเดือนที่ได้มันคุ้มพอไหม พี่มองว่า หากคนใหญ่คนโตในบริษัทยังมีทัศนคติแบบนี้แปลว่าบริษัทนี้ไม่ดี Toxic จากที่บอกว่าทุกคนเป็นคนเก่ง ทำไมถึงไม่ดึงศักยภาพออกมาเพื่อสู้กับเขา และต่อให้พี่อีกสองคนไม่สู้ไปกับเราแต่หากเป็นพี่ก็จะไม่ปล่อยให้ตนเองอยู่ที่นี่” ‘ดีเจต้นหอม’ ถามว่า “บริษัทจำเป็นต้องมีเราไหม หากจำเป็นให้ขึ้นพูดกับหัวหน้าเลย” คุณลูกตุ้มเองก็ยืนยันว่าตำแหน่งของทั้งสามสำคัญต่อบริษัท ‘ดีเจเติ้ล‘ ย้ำว่า “ให้ไปคุยเลย ว่าเขาจะเลือกใครระหว่างสามคนที่จำเป็น กับคนเดียวที่เป็นอย่างนี้” คุณลูกตุ้มเล่าเสริมว่า สาเหตุที่ยังไม่ออกเป็นเพราะไม่มั่นใจงานในอนาคต นอกจากนั้นคุณลูกตุ้มก็เป็นโรค SLE ซึ่งหนักมาก ด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาตัวที่ต้องแบกรับเองประกันก็ปฏิเสธไปแล้ว และปัจจุบันบริษัทก็มี Budget ในส่วนประกันให้โดยประมาณ 1-2 แสน จึงทำให้ก่อนหน้านี้คุณลูกตุ้มมองว่ายังมีความจำเป็นจะต้องอยู่ ถัดมาที่ ‘ดีเจต้นหอม’ กล่าวว่า “พฤติกรรมเขาคือมนุษย์ป้าที่ไม่มีมารยาท และในเมื่อเราต้องอยู่ในบริษัทนี้ดังนั้นจึงให้เทคนิคทำตัวมึนไว้ สมมุติเขาสั่งอะไรสามารถปฏิเสธแบบมึน ๆ ได้เลย อย่างการบอกว่า ‘เดี๋ยวดูก่อนนะครับ’ แล้วก็หายไปเลย หากเขาถามกลับว่า ‘ดูอะไร’ ให้ตอบงง ๆ กลับไปว่า ‘ยังไม่แน่เลยครับ’ เหมือนกับว่าเขาไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่เราได้ และหากต้องไปส่งเขาที่สนามบินพยายามทำตัวให้เป็นความเสี่ยงของเขา ทำเหมือนกับไม่แน่ใจว่าเราจะตื่นไหม พูดประมาณว่า ‘เอางี้พี่ ถ้าตื่นเดี๋ยวว่ากัน’ ให้เขารู้สึกว่าเราไว้ใจไม่ได้ เราไม่ได้ปฏิเสธเขาแต่ก็ไม่ชัวร์นะ หรือหากวันไหนต้องไปส่งก็ให้ลองปิดโทรศัพท์แล้วนอนดูสักวัน แล้วบอกเขาว่าเราป่วย ลุกไม่ไหวเพราะเราก็ป่วยจริง ๆ ให้เขารู้ว่าชีวิตเขาต้องเริ่ม Self Service และเห็นด้วยกับพี่เติ้ลว่าให้รวมตัวกันสามคนไปคุย แต่ถ้าพี่ทั้งสองคนไม่เห็นด้วยก็ลองทำตามวิธีที่แนะนำดู ไม่ว่าเขาจะถามอะไรมาให้ตอบไม่ตรงคำถามแต่ความหมายเหมือนเดิมคือเรา ‘ปฏิเสธ’ ซึ่งเราไม่ผิดเพราะไม่ใช่หน้าที่ ต้องไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างเขาอีกแล้ว และในส่วนของการ Check-in ให้ส่งลิ้งก์วิดีโอสอนไปให้เขาเลย” ปิดท้ายที่ ‘ดีเจเผือก’ กล่าวว่า “ปัญหานี้ต้องถูกแก้โดย HR ถ้าเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ HR จะต้องจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เขาเลือกว่าจะเลือก 1 คนซึ่งคือหัวหน้าที่ทำไม่ได้แม้แต่ Check-in หรือ 3 คนที่เป็นคนทำงาน เขาจะเลือกใคร ถ้าเราไม่อยากออกสามารถย้ายทีมได้ไหม? ขอเปลี่ยนหัวหน้า หรือ บอกเขาว่าเรามั่นใจว่าจะสามารถทำงานได้โดยไม่มีหัวหน้าคนนี้ เข้าไปคุยกับ HR หากเขาไม่สามารถช่วยอะไรได้แปลว่าบริษัทนี้ไม่ได้เรื่อง การที่เป็น HR ต้องจัดการทรัพยากรบุคคลให้ดี เขาต้องรู้ว่าใครที่เป็นคนทำรายได้ให้กับบริษัท ถ้าคุณลูกตุ้มคิดว่าทั้งสามคนในทีมเป็นคนที่ทำงานจริง ๆ และเป็นทีมที่ทำรายได้ให้กับบริษัทก็จงมั่นใจและเข้าไปคุยเลย บอกกับเขาไปว่าถ้าอยากให้เราทำงานต่อ เรามีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง หรือถ้าเขาไม่สามารถจัดการได้ก็ไม่ต้องง้อ ระหว่างนี้ให้หางานใหม่รอไว้เลย ถ้ามีทางไปก็ไปเลย สุดท้ายให้ไปกันเป็นทีมไปสู้ก่อน ถ้าไม่ได้ก็ตัวใครตัวมัน ถ้า A และ B ต้องการทนต่อไม่ไปด้วย ก็เหลือเพียงคุณลูกตุ้มที่ต้องมานั่งคิดดูว่ากับเงินเดือนที่ได้อยู่แลกกับชีวิตเราคุ้มไหม จากที่เหตุการณ์เรื้อรังมาขนาดนี้ควรจัดการอะไรสักอย่าง และการที่เขาทำอะไรไม่ได้สักอย่างไม่รู้ว่าเขามาเป็นหัวหน้าได้อย่างไร แค่ Check-in มองว่าเขาไม่ได้ทำไม่ได้ เขาเพียงแค่ไม่อยากทำ เพราะฉะนั้นอยู่ที่เราว่าต้องการอยู่ภายใต้คนแบบนี้หรือเปล่า หากไม่ต้องการเราต้องสู้เพื่อให้ตนเองได้ทำงานอยู่ในออฟฟิศนี้ต่อได้อย่างมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น อาจไม่มีความสุขมากแต่ไม่ควรโดนแบบนี้ แต่หากบริษัท หรือ HR ไม่สามารถจัดการได้ พี่ยืนยันว่าอย่าไปอยู่ เพราะนั่นแปลว่านอกจากหัวหน้าที่ห่วยแล้ว HR ก็ห่วย บริษัทนี้ก็ห่วย และหากถามว่าจะปฏิเสธอย่างไร พี่มองว่ามันเลยช่วงเวลานั้นมาแล้ว เป็นพี่จะเลือกปฏิเสธสั้น ๆ และไม่พูดอะไรต่อ บอกเพียง ‘ไม่สะดวกครับ’ และไม่ต้องอ่านอีกเลย หากผลของการกระทำแบบนี้ทำให้เราไม่เติบโตในหน้าที่การงาน ให้เข้าไปคุยกับ HR เหมือนเคย และหาก HR ไม่ช่วยอะไรแสดงว่าบริษัทนี้ไม่ได้เรื่อง และเราจะเอาชีวิตไปผูกกับบริษัทแบบนี้คงไม่ใช่” ‘ดีเจต้นหอม‘ เสริมว่า “ระหว่างทำงานให้หางานใหม่ไปด้วย ไม่ต้องกดดันว่าจะต้องลาออกเลย ให้ใช้วิธีการง่าย ๆ อย่างการปฏิเสธเสร็จให้ทิ้งไลน์ไปเลย อ่านไลน์ช้า ๆ ตอบเฉพาะเรื่องงาน อย่าไปเครียด ถ้ารู้สึกว่าป่วยและไม่ต้องการรับอะไรที่ Toxic ก็ไม่ต้องอ่านไลน์ หากเขาถามให้บอกว่าเราป่วย”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

22 ส.ค. 2026

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้ง จนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำ แถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่น หนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว

คบกันมานานแต่ไม่เคยมีสัมพันธ์ลึกซึ้งจนมาจับได้ว่าแฟนแอบช่วยตัวเองในห้องน้ำแถมยังไปซื้อบริการหญิงอื่นหนูรู้สึกเหมือนเขานอกใจไปแล้ว ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) เป็นสายที่ 2ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่คบกับแฟนมานาน แต่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนแฟนตัดสินใจไปใช้บริการทางเพศ จนเกิดเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ ‘คุณเฮลท์ตี้’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ หลังจากคบหากับแฟนหนุ่มมานาน 3 ปี และตัดสินใจย้ายมาอยู่ด้วยกันนานกว่า 1 ปี แต่ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน ทั้งคู่กลับไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ในช่วงเริ่มต้นความสัมพันธ์ ทั้งคู่คบหากันตามปกติเหมือนคู่รักทั่วไป โดยครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงคนรอบตัว ต่างรับรู้ว่าทั้งคู่คบหากัน แม้จะมีข้อสังเกตอยู่บ้างว่า ทั้งสองไม่ได้แอดเฟรนด์หรือเป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดีย และไม่มีการลงรูปคู่ในอินสตาแกรม โดยช่องทางหลักที่ใช้ติดต่อกันคือไลน์ หากมีเรื่องเร่งด่วนก็จะโทรศัพท์หากันโดยตรง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่า เรื่องการไม่ได้เป็นเพื่อนกันบนโซเชียลมีเดียไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับชีวิตคู่ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างเปิดเผยความสัมพันธ์ให้ครอบครัวและคนใกล้ตัวรับรู้อยู่แล้ว ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นมาตลอดระยะเวลาคบกันประมาณ 3 ปี คือ ทั้งคู่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กันเลย โดยคุณเฮลท์ตี้เองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศกับใครมาก่อนเช่นกัน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นการแสดงความรักในระดับพื้นฐาน เช่น การกอด การหอม หรือการจุ๊บกัน แต่ไม่ได้พัฒนาไปถึงความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้ง ในช่วงแรก คุณเฮลท์ตี้ไม่ได้รู้สึกว่าความสัมพันธ์มีปัญหา และไม่ได้ระแวงว่าแฟนหนุ่มจะมีคนอื่น เพราะแฟนเคยพูดกับเธอว่า “เราไม่ได้ซีเรียสเรื่องนี้นะ เรารอให้เธอพร้อมก่อนได้” ด้วยเหตุนี้ คุณเฮลท์ตี้จึงเข้าใจว่าแฟนหนุ่มให้เกียรติและพร้อมรอจนกว่าเธอจะมีความพร้อม แต่หลังจากพูดคุยกันในครั้งนั้น ทั้งคู่ก็ไม่ได้กลับมาพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกันอีกเลย นอกจากนี้ แฟนหนุ่มยังเคยพูดกับเธออีกว่า เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าหากทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันแล้ว เขาจะรู้สึกเบื่อเธอหรือไม่ ทำให้เรื่องนี้ยิ่งไม่ได้ถูกหยิบมาพูดคุยอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้เล่าว่า ตัวเธอเองไม่เคยมีความรู้สึกอยากมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ไม่เคยช่วยตัวเอง และไม่เคยรับชมสื่อสำหรับผู้ใหญ่เพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ จึงไม่ได้รู้สึกว่าการไม่มีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับแฟนเป็นปัญหาที่จำเป็นต้องพูดคุยในเวลานั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่คุณเฮลท์ตี้ตั้งข้อสังเกตภายหลัง คือในอดีตเธอเคยมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์เคยสอบถามว่าเธอเคยมีเพศสัมพันธ์หรือไม่ ซึ่งเธอตอบว่าไม่เคย เธอจึงคาดเดาว่า เรื่องดังกล่าวอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้แฟนหนุ่มไม่กล้าที่จะเริ่มต้นความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติจนกระทั่งประมาณช่วงกลางเดือนพฤษภาคม คุณเฮลท์ตี้เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของแฟนหนุ่มที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่แฟนหนุ่มใช้เวลาอาบน้ำประมาณไม่เกิน 10 นาที กลับเริ่มใช้เวลาในห้องน้ำนานขึ้น บางครั้งมากกว่า 20 นาที อีกทั้งยังเริ่มติดโทรศัพท์ กลับบ้านดึกขึ้น และใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากขึ้น ก่อนหน้านี้แฟนหนุ่มมักจะถามว่าเธอเลิกงานกี่โมง จะให้ไปรับหรือไม่ หรือมีการพูดคุยถามไถ่กันระหว่างวัน แต่ช่วงหลังกลับเหลือเพียงข้อความลักษณะว่า “ถ้าเธอกลับก่อน เธอก็อยู่บ้านไปก่อนนะเราติดงาน” แม้จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ในตอนแรกคุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้คิดว่าแฟนหนุ่มกำลังนอกใจหรือมีคนอื่น เธอเพียงรู้สึกสงสัยและไม่รู้ว่าควรรับมือกับสถานการณ์อย่างไร เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ความรู้สึกอึดอัดของคุณเฮลท์ตี้เริ่มเพิ่มมากขึ้น เพราะเธอรู้สึกว่าการสื่อสารระหว่างทั้งคู่ไม่เหมือนเดิม แฟนหนุ่มไม่ค่อยรับฟังสิ่งที่เธอพูด และปล่อยให้เธอใช้ชีวิตอยู่คนเดียวมากขึ้น ขณะที่ตัวเขาเองกลับบ้านดึกและใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าเดิม ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจพูดกับแฟนตรง ๆ ว่า “มันเป็นอะไร มันเกิดอะไรขึ้นทำไมเราถึงคุยกันเหมือนเดิมไม่ได้” รวมถึงถามถึงสาเหตุที่กิจวัตรต่าง ๆ ซึ่งทั้งคู่เคยปฏิบัติต่อกันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แฟนหนุ่มให้เหตุผลว่า ช่วงนั้นเขารู้สึกเหนื่อยและมีงานจำนวนมาก รวมถึงกำลังเตรียมงานสำหรับโปรเจกต์ที่จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ แต่คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่สามารถทำให้คุณเฮลท์ตี้รู้สึกสบายใจหรือคลายความสงสัยได้ทั้งหมด ต่อมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ความสงสัยของคุณเฮลท์ตี้เพิ่มมากขึ้น โดยปกติในวันเสาร์ ทั้งคู่มักจะออกกำลังกายด้วยกัน แต่วันนั้นคุณเฮลท์ตี้ไม่ได้ไปด้วย แฟนหนุ่มจึงออกไปคนเดียว และส่งข้อความมาบอกว่าเขาอาจกลับดึก เพราะรถของเพื่อนเสีย และเพื่อนต้องการให้เขาไปช่วยดูรถที่บ้านเนื่องจากเพื่อนคนดังกล่าวเป็นคนที่แฟนหนุ่มรู้จักและไปมาหาสู่กันอยู่เป็นประจำ คุณเฮลท์ตี้จึงไม่ได้รู้สึกสงสัยอะไร เวลาประมาณ 22.00 น. คุณเฮลท์ตี้ส่งข้อความไปถามว่าแฟนจะกลับดึกหรือไม่ เพราะเธอยังไม่ได้รับประทานอาหารและตั้งใจจะรอรับประทานอาหารพร้อมกัน แฟนหนุ่มตอบกลับมาว่าอาจกลับดึก แต่คงอยู่อีกไม่นาน คุณเฮลท์ตี้จึงรออยู่ที่ห้อง กระทั่งเผลอหลับไป และตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงแฟนหนุ่มกำลังอาบน้ำ เมื่อเธอก้มดูเวลา ปรากฏว่าเป็นเวลาประมาณ 01.30 น. แฟนหนุ่มไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติแต่อย่างใด และยังแสดงความรักกับเธอตามปกติ ทั้งการกอดและหอม ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกย้ายกันนอน เช้าวันรุ่งขึ้น คุณเฮลท์ตี้จึงถามแฟนหนุ่มว่า “เมื่อคืนเธอกลับมากี่ทุ่ม” แฟนหนุ่มตอบว่าเขากลับมาถึงประมาณ 23.00 น. แต่คุณเฮลท์ตี้รู้ความจริงว่าเขากลับมาถึงห้องประมาณ 01.30 น. เพราะเธอเป็นคนได้ยินเสียงเขาอาบน้ำ เธอจึงถามย้ำอีกครั้งว่า มีอะไรที่ต้องการบอกเธอหรือไม่ แต่แฟนหนุ่มยังคงยืนยันว่าไม่มีอะไร เพียงแต่นั่งพูดคุยกับเพื่อนเพลินไปหน่อย หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปอีก 2-3 วัน คุณเฮลท์ตี้รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลับเข้าสู่รูปแบบเดิม แฟนหนุ่มออกไปทำงาน กลับถึงห้องดึก และแทบไม่มีเวลาพูดคุยกันเหมือนแต่ก่อน ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวและต้องการเรียกร้องความสนใจจากแฟน คุณเฮลท์ตี้จึงบอกว่า “เดี๋ยววันนี้เราไปนอนข้างนอกนะ เราคงไม่รอเธอกลับบ้านอะ เราไปกินข้าวคนเดียวแล้วเราก็ไม่กลับเข้ามา” แต่แฟนหนุ่มไม่ได้ทักหรือตามเธอกลับมาเหมือนที่เคยทำเวลาทั้งคู่มีปัญหากัน แม้ภายหลังเขาจะส่งรูปมาให้ดูว่าอยู่ที่ทำงานจริง และอธิบายว่าเหตุผลที่ไม่ได้ตาม เพราะกำลังติดงานและไม่รู้ว่าจะตามเธออย่างไร อย่างไรก็ตาม สำหรับคุณเฮลท์ตี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองถูกละเลย เช้าวันถัดมา เธอจึงตัดสินใจขอเลิกกับแฟน และบอกว่าจะกลับไปเก็บของที่ห้อง พร้อมพูดว่า “เราห่างกันสักพักดีกว่า” แฟนหนุ่มพยายามขอให้เธอกลับมาพูดคุยกันดี ๆ ก่อน แต่เธอปฏิเสธไปเนื่องจากเธอเองรู้สึกว่าหากคุยแล้วเป็นเหมือนเดิมสู้เธอไม่คุยเลยจะดีกว่าระหว่างนั้น ขณะที่คุณเฮลท์ตี้กำลังจอดรถอยู่บริเวณหน้าหมู่บ้านใกล้ป้ายรถเมล์ เธอสังเกตเห็นแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ผ่านไป โดยในตอนแรกเธอไม่ได้คิดอะไร เพราะเข้าใจว่าแฟนอาจกำลังออกไปซื้ออาหารแต่ด้วยความสงสัยที่สะสมมา เธอจึงตัดสินใจขับรถติดตามไป กระทั่งพบว่าแฟนหนุ่มขี่รถจักรยานยนต์ไปจอดบริเวณอาบอบนวดแห่งหนึ่งย่านรัชดา-สุทธิสาร ขณะที่แฟนหนุ่มกำลังถอดหมวกกันน็อก คุณเฮลท์ตี้จึงโทรศัพท์ไปถามว่า “อยู่ไหน” แฟนหนุ่มกลับตอบว่าอยู่บ้านเพื่อนคนเดิมเมื่อได้ยินคำตอบดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้จึงถามกลับไปว่า “เธอโกหกเราทำไม” แฟนหนุ่มมีอาการเลิ่กลั่กและหันมองซ้ายมองขวา ในที่สุด คุณเฮลท์ตี้จึงบอกเขาว่า เธอรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และให้เวลา 15 นาทีเพื่อกลับมาเคลียร์ปัญหากันที่บ้าน เมื่อทั้งคู่กลับมาพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันที่เขาอ้างว่าไปหาเพื่อน แท้จริงแล้วเขาเดินทางไปซื้อบริการที่อาบอบนวด และในวันที่เกิดเหตุล่าสุด เขาก็กำลังตั้งใจจะไปใช้บริการอีกครั้ง แต่ถูกคุณเฮลท์ตี้โทรตามเสียก่อน เมื่อกลับมาพูดคุยถึงสาเหตุของปัญหา แฟนหนุ่มจึงเปิดเผยเรื่องที่คุณเฮลท์ตี้ไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา เขามักใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานขึ้น เพราะเข้าไปช่วยตัวเอง คำสารภาพดังกล่าวทำให้คุณเฮลท์ตี้ย้อนกลับมาคิดถึงพฤติกรรมที่เธอสังเกตเห็นตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และเริ่มเข้าใจว่าการใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำเป็นเวลานานอาจมีสาเหตุจากเรื่องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญหลังจากนั้น ไม่ได้มีเพียงประเด็นเรื่องการไปซื้อบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของการที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยกันอย่างจริงจังเกี่ยวกับความต้องการทางเพศและความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งตลอดระยะเวลาที่คบกัน คุณเฮลท์ตี้ยืนยันว่าแฟนหนุ่มไม่เคยแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการมีความสัมพันธ์เชิงลึกซึ้งกับเธอ ขณะเดียวกันตัวเธอเองก็ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเช่นกัน ทั้งสองจึงต่างฝ่ายต่างปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่เคยจับเข่าพูดคุยกันอย่างจริงจัง คุณเฮลท์ตี้จึงเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หรือแท้จริงแล้วเธออาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แฟนหนุ่มขาดในเรื่องนี้ เพราะเธอไม่เคยมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่เคยรู้สึกต้องการ และไม่เคยสื่อสารความต้องการของตัวเองออกไป เธอยังตั้งคำถามด้วยว่า การที่ทั้งสองไม่เคยพูดคุยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหาค่อย ๆ สะสมและบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ในครั้งนี้หรือไม่ หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คุณเฮลท์ตี้ยังไม่ได้ตัดสินใจเลิกรากับแฟนหนุ่ม ทั้งคู่ยังคงอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่เธอยอมรับว่าการกระทำของแฟนทำให้เกิดแผลในใจและทำให้เธอกลับมารู้สึกระแวงทุกครั้งที่แฟนหายไปนาน ๆ ในทางกลับกัน แฟนหนุ่มเองก็พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเฮลท์ตี้กลับมาเชื่อใจอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คุณเฮลท์ตี้ยังคงมีความรู้สึกก้ำกึ่ง เพราะในด้านหนึ่งเธอมองว่าแฟนหนุ่มเป็นคนดีสำหรับเธอในหลาย ๆ เรื่อง และหลังจากเกิดเหตุการณ์ก็พยายามแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่อีกด้านหนึ่ง เธอยังไม่สามารถยอมรับการที่แฟนหนุ่มไปซื้อบริการทางเพศได้ เพราะสำหรับเธอ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการไม่ให้เกียรติและเป็นการนอกใจรูปแบบหนึ่ง หลังจากพูดคุยกัน แฟนหนุ่มจึงบอกกับเธอว่า “เขาไม่มีสิทธิ์เลือก เพราะเขาเป็นคนผิด” และให้คุณเฮลท์ตี้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าความสัมพันธ์ต่อหรือยุติลง คุณเฮลท์ตี้จึงเลือกขอแยกห้องนอนก่อน เพราะในขณะนั้นเธอยังไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะย้ายออกจากที่พักทันที ต่อมาแฟนหนุ่มถามเธอตรง ๆ ว่า “งั้นต่อจากนี้ขอมีเพศสัมพันธ์กับเธอได้ไหม” แต่คุณเฮลท์ตี้ปฏิเสธ เนื่องจากเธอยังไม่รู้สึกสบายใจและยังไม่สามารถก้าวข้ามความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการกระทำของแฟนหนุ่มได้ ขณะเดียวกัน เดือนถัดไปแฟนหนุ่มกำลังจะต้องเดินทางไปทำงานที่ต่างประเทศเป็นเวลาประมาณ 6 เดือน ทำให้คุณเฮลท์ตี้ยิ่งกังวลว่า หากทั้งคู่ต้องอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน ทั้งที่ความเชื่อใจของเธอยังไม่กลับมาเต็มร้อย เธอจะสามารถรับมือกับความระแวงและความรู้สึกไม่มั่นคงในความสัมพันธ์ได้อย่างไร แม้แฟนหนุ่มจะพยายามทำให้เธอเห็นว่าเขาต้องการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น แต่บาดแผลจากการโกหกและการไปซื้อบริการทางเพศยังคงทำให้เธอไม่สามารถกลับไปเชื่อใจได้เหมือนเดิมท้ายที่สุดทั้งสองตัดสินใจนัดพบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยและทำความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน ขณะเดียวกัน เธอยังต้องตัดสินใจว่า ระหว่างการให้โอกาสคนรักที่กำลังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง กับการยุติความสัมพันธ์เพราะความเชื่อใจที่ถูกทำลายไปแล้ว ทางเลือกใดจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอในระยะยาว ด้วยเหตุนี้คุณเฮลท์ตี้จึงนำเรื่องราวทั้งหมดมาปรึกษากับพี่ ๆ ดีเจเพื่อขอความคิดเห็นและมุมมองจากบุคคลภายนอก ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญกับการแยกกันอยู่เป็นเวลาประมาณ 6 เดือนจากการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของแฟนหนุ่ม ในด้านของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “เราว่ามันขาดการคุยกันแค่นั้นแหละ รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของคู่เฮลท์ตี้มันแปลก มันมีส่วนที่แปลกไปจากความสัมพันธ์อื่น ๆ ในแบบที่เราฟังเรายังเอ๊ะการไม่ได้มีโซเชียลมีเดียกันทั้งที่คบกันมา 3 ปี หรือการที่เราอยู่ใกล้ชิดกันแล้วมันไม่ได้พัฒนาไปลึกซึ้งต่อ ไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอ่ยปากหรือความพยายามที่จะสานต่อให้มันลึกซึ้ง มันดูเป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแล้วก็ซับซ้อนแปลก ๆ พอนั่งฟังกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่ามันไม่ได้มีการสื่อสารกันเลยหรอในหลาย ๆ เรื่อง ทั้งที่เราอยู่บ้านเดียวกันมาปีกว่า มันก็คือการทดลองการใช้ชีวิตร่วมกัน มันก็เหมือนการอยู่ก่อนแต่ง ผมว่ามันไม่ได้ต่างอะไรกับสามีภรรยาเท่าไหร่ ถ้าเราอยู่ในบ้านเดียวกันมาปีกว่าแล้วเนี่ย กลับมีอะไรบางอย่างที่กั้นเฮลท์ตี้กับเขาอยู่ให้มันไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็เลยรู้สึกว่าเรื่องนี้มันต้องคุยกันให้เคลียร์ แล้วเราต้องรู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีภาระที่ต้องรับผิดชอบไปในเรื่องนี้ หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าใครผิด แต่ว่าคู่เรามันไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ซึ่งมันแปลกมาก ๆ กับคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกันในระยะเวลาปีกว่า ถ้าจะถามจริง ๆ ถึงสาเหตุไม่ต้องไปมองว่าเป็นเพราะใคร แต่อยากให้มองว่าเป็นเพราะเรา ที่ไม่ได้สื่อสารกันมากพอ ทีนี้พอมาตอบคำถามว่าแล้วที่ว่าเลิกไม่เลิกเอายังไงดี เฮลท์ตี้คงต้องถามตัวเองว่าถ้าอยู่กันต่อไป เราจะไว้ใจคนนี้ได้อีกครั้งไหม ทั้งหลายทั้งมวล ในความผิดของเขา ก็คือ ต่อให้จะไม่ได้คุยกันแล้วทำไมเขาไม่มาแสดงความต้องการแล้วเลือกที่จะไปซื้อบริการเลยอ่ะ มันก็แปลก เฮลท์ตี้คงต้องไปตัดสินใจเอาเองว่า มีเขากับไม่มีเขาอะไรดีกว่า คงแค่นี้ จริงๆ อ่ะ เราเลือกเอาเอง” ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ถ้ายังรู้สึกอยากอยู่ ในมุมหอม หอมอยากให้ลองปรับแล้วไปต่อก่อนจนมันไม่ได้จริง ๆ ถ้าในใจลึก ๆ เฮลท์ตี้ยังรู้สึกว่าก็ไม่อยากเสียคนคนนี้ไป อ่ะ โอเค เปิดโอกาส ลองปรับจูนกันเข้ามาหน่อยแล้วเรามาถามตัวเองอีกครั้งนึงว่า เฮ้ย พอมันมีอะไรกันแล้วเนี่ย เรารู้สึกว่าแฮปปี้กับสิ่งนี้ไหม หรือรู้สึกทรมานจะเป็นจะตาย แล้วค่อยมาตัดสินใจว่าเราอาจจะเป็น asexual จริง ๆ คือพี่หอมก็ไม่สามารถไปตัดสินได้ว่าเรา asexual จริง ๆ ไหม เพราะว่ามันยังไม่เคยเกิดขึ้นครั้งแรกเนาะ แล้วก็ไม่ต้องกลัวเรื่องการมีเซ็กส์นะ มันเป็นเรื่องปกติของแฟน มันไม่ใช่สิ่งผิดบาป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องไม่ฝืนตัวเอง ค่อย ๆ เป็นทีละสเต็ป ถ้าเรารู้สึกว่าเรายังอยากมีเขาอยู่ในชีวิต แต่ถ้ามันไม่ไหวจริง ๆ เราขจัดความรู้สึกระแวงไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องทน แต่เราค่อย ๆ ให้โอกาสซึ่งกันและกันก่อน แต่อยู่ที่เฮลท์ตี้เลย ความสุขเราก็เป็นหลักเหมือนกัน แล้วหนูเป็นเคสปกตินะ ที่ผู้หญิงกลัวการมีเพศสัมพันธ์ เราเคยมีผู้ชายกับผู้หญิงที่เขาโทรมาในรายการเหมือนกัน เพราะเขามีครั้งแรกแล้วผู้หญิงเจ็บ มีเลือดออก แล้วเขาก็ไม่กล้ามีอีกเลย แต่เขาบอกว่าแฮปปี้กับการอยู่ด้วยกันโดยที่ไม่มีอะไร อันนั้นคู่เขาคือลงตัวไง เราแค่ไปหาตรงกลาง หาตรงด้วยกัน” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “พี่ว่าเฮลท์ตี้ อาจจะต้องหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคุย เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองก่อนจริงๆ ไปหาหมอทั้งคู่ได้นะ หรืออาจจะหนูก่อนก็ได้ เพื่อที่จะเข้าใจตัวเองว่าตกลงแล้วสิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนเนี่ยมัน ลักษณะไหนกันแน่ เพื่อที่จะได้เข้าใจตัวเอง สมมุติว่าหมอไฟนอลมาว่า คุณคือ asexual แน่ ๆ เลย อย่างเงี้ย ถ้าวันนั้นเฮลท์ตี้ยังให้โอกาสแฟนคนนี้อยู่ ก็จะได้สื่อสารและคุยกับเขาต่อว่าสรุปว่า อ๋อ โอเค ฉันเข้าใจตัวฉันแล้วว่า ฉันเป็นคนไม่ได้ต้องการเรื่องเพศ ซึ่งอันนี้คนที่อยู่กับเฮลท์ตี้เขาจะต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่ว่าสองคนเนี่ยจะได้รู้ว่าจะยังไงกันต่อ ถ้าอย่างงั้นมันไปกันต่อ โอเค ฉันอยู่กับเธอแบบอย่างเงี้ย ฉันก็มีความสุข แต่ฉันขอไปลงอ่างด้วยเพื่อที่ฉันจะไม่ต้องรบกวนเรื่องนี้ เพราะเขามีความต้องการทางนี้อยู่ เหมือนกับว่าคนสองคนมันมีความต้องการไม่เหมือนกัน มันหาวิธีตรงกลางที่มันจะอยู่ด้วยกันได้ หรือถ้าเฮลท์ตี้บอกว่าการลงอ่างคือการนอกใจ แม้ว่าเธอจะมีอะไรกับฉันไม่ได้ เธอต้องไม่ไปลงอ่าง เธอช่วยตัวเองไปเรื่อย ๆ ก็ต้องหาคนที่เป็น asexual เหมือนกัน ถ้าเฮลท์ตี้รับได้ เขาก็รับได้ แสดงว่าเขายอมข้อเสนอนี้ เมื่อใดก็ตามลงอ่างมันผิด เขารับไม่ได้ เขาก็จะบอกเฮลท์ตี้ว่า เอองั้นเราไม่ไหวว่ะเราจะรักกับเฮลท์ตี้อย่างเดียวโดยที่เราไม่ปลดปล่อยทางเพศสัมพันธ์จริง ๆได้เขาไม่เอาอย่างเงี้ย ก็จะได้แยกกัน อย่างที่พี่เผือกได้พูดไปตอนแรกก็คือ ทั้งคู่ไม่คุยกัน ตอนนี้เป็นประเด็นหลักๆ เลยคือไม่พูดไม่คุยกัน แล้วคิดเองเออเอง แล้วตกลงทำไปเอง มันก็เลยมีผลลัพธ์ทำให้เรารู้สึกแบบระแวง ไม่สบายใจ”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

จากที่ตัดสินใจมาทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดน่าน ตอนนี้ต้องเจอกับสถานการณ์น้ำท่วม และต้องคอยเฝ้าระวัง เลยขอมาช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารสำหรับพื้นที่หมู่บ้านสะปัน

21 ส.ค. 2026

จากที่ตัดสินใจมาทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดน่าน ตอนนี้ต้องเจอกับสถานการณ์น้ำท่วม และต้องคอยเฝ้าระวัง เลยขอมาช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารสำหรับพื้นที่หมู่บ้านสะปัน

จากที่ตัดสินใจมาทำที่พักโฮมสเตย์ที่จังหวัดน่านตอนนี้ต้องเจอกับสถานการณ์น้ำท่วม และต้องคอยเฝ้าระวังเลยขอมาช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวสารสำหรับพื้นที่หมู่บ้านสะปัน ‘คุณฟ้า’ (นามสมมติ) สายที่ 1 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (19 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาอัปเดตเรื่องราวให้กับ ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ‘คุณฟ้า’ อายุ 38 ปี เคยโทรมาปรึกษาเรื่องที่ตนนั้นลาออกจากงานประจำรายได้ดีที่กรุงเทพมหานคร มาซื้อโฮมสเตย์มือสองที่จังหวัดน่าน จึงอยากได้กำลังใจในการปรับตัว แต่เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง ทางดีเจจึงอยากทราบว่าที่โฮมสเตย์ของคุณฟ้าเป็นอย่างไรบ้าง คุณฟ้าจึงได้โทรเข้ามาอัพเดตพร้อมทั้งช่วยประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้วย คุณฟ้าได้เล่าว่าสำหรับพื้นที่โฮมสเตย์ที่บริเวณหมู่บ้านสะปัน อำเภอบ่อเกลือเป็นต้นน้ำ และตอนนี้ (19 สิงหาคม 2569) ฝนหยุดตกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น้ำกำลังลดลงเรื่อย ๆ แต่ยังมีคำเตือนให้เฝ้าระวังฝนตกในคืนนี้ (19 สิงหาคม 2569) และในคืนนี้น้ำเริ่มเข้าสู่ตัวเมืองน่าน ถ้าหากฝนไม่ตกเพิ่ม ปริมาณน้ำก็จะลดลงภายใน 1-2 วันแน่นอน นั่นทำให้เหล่าดีเจเป็นห่วงว่า “สถานการณ์น้ำท่วมนี้กระทบกับโฮมสเตย์ของคุณฟ้ามั้ย?” โดยคุณฟ้าตอบมาว่า มีลูกค้าที่มาพักตั้งแต่คืนก่อน (18 สิงหาคม 2569) แต่ยังออกไปที่ตัวเมืองน่านไม่ได้ เพราะเส้นดอยภูคาถนนขาด มีต้นไม้ล้ม เจ้าหน้าที่จึงระงับไม่ให้เดินทาง อีกทั้งทางฝั่งอำเภอสันติสุขก็มีสะพานขาด เพิ่งจัดการแก้ไขไปได้ไม่นาน เจ้าหน้าที่จึงให้นักท่องเที่ยวทยอยเดินทางออกจากพื้นที่ได้ในวันพรุ่งนี้ (20 สิงหาคม 2569) และคุณฟ้ายังเสริมอีกว่า อยากฝากประชาสัมพันธ์สำหรับนักท่องเที่ยวที่จะออกจากอำเภอบ่อเกลือเพื่อเข้าไปตัวเมืองน่าน ให้ไปทางเส้นบ่อเกลือ-สันติสุข จะมีเจ้าหน้าที่ประจำเส้นทางคอยบอกทางลัดตลอดทาง และทางโฮมสเตย์ของคุณฟ้าเองก็มีการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่ตกค้าง สำหรับนักท่องเที่ยวท่านไหนที่ไม่มีที่พักในคืนนี้ (19 สิงหาคม 2569) หรือวันพรุ่งนี้ (20 สิงหาคม 2569) ยังออกไปที่ตัวเมืองไม่ได้ สามารถติดต่อเข้ามาพักฟรีที่ ‘นาสะปันโฮมสเตย์’ ได้เลย และทางผู้ประกอบการหมู่บ้านสะปันเข้าใจในสถานการณ์ถ้าหากนักท่องเที่ยวท่านไหนที่จองที่พักเข้ามาแล้ว แต่อยากจะขอเลื่อนวันเข้าพักหรือขอคืนเงิน ทางผู้ประกอบการก็ยินดีช่วยเหลือทุกท่าน และถ้าสถานการณ์ดีขึ้นก็อยากให้ทุกคนมาเที่ยวที่จังหวัดน่านกันเยอะ ๆ เหล่าดีเจทั้ง 3 คนจึงร่วมกันส่งกำลังใจให้คุณฟ้า ขอให้โฮมสเตย์คุณฟ้ากับคุณแม่ปลอดภัย และประสบความสำเร็จจากการช่วยเหลือในครั้งนี้ และขอให้สถานการณ์กลับมาปกติในเร็ว ๆ นี้นะเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองหลวง มาทำโฮมสเตย์ที่จ.น่าน ได้ใช้เวลากับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติ มันดีมากเลย แต่ก็ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ ต้องห่างจากแฟนและสังคม เลยอยากมาขอกำลังใจค่ะ

14 ส.ค. 2026

ตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองหลวง มาทำโฮมสเตย์ที่จ.น่าน ได้ใช้เวลากับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติ มันดีมากเลย แต่ก็ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ ต้องห่างจากแฟนและสังคม เลยอยากมาขอกำลังใจค่ะ

ตัดสินใจทิ้งชีวิตเมืองหลวง มาทำโฮมสเตย์ที่จ.น่านได้ใช้เวลากับตัวเองท่ามกลางธรรมชาติ มันดีมากเลยแต่ก็ถือเป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ต้องห่างจากแฟนและสังคมเลยอยากมาขอกำลังใจค่ะ ‘คุณฟ้า’ (นามสมมติ) สายที่ 4 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 สิงหาคม 2569) ได้เข้ามาขอคำปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เรื่องที่เธออยากขอกำลังใจในการใช้ชีวิต ‘คุณฟ้า’ อายุ 38 ปี ได้เล่าว่าบ้านเกิดของเธออยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ มีงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร แต่ตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจลาออกเพื่อย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่จังหวัดน่านแทน เพราะรู้สึกว่าการทำงานประจำทำให้ตัวเธอเองเหนื่อยมาก ๆ และไม่มีเวลาให้ครอบครัว คนที่รัก หรือแม้กระทั่งตัวเองเลย คุณฟ้าจึงตัดสินใจซื้อโฮมสเตย์มือสองที่จังหวัดน่าน และย้ายไปอยู่ที่น่านพร้อมกับคุณแม่ ซึ่งเหตุผลที่คุณฟ้าเลือกย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่านก็คือได้มาเที่ยวที่จังหวัดนี้หลายรอบแล้ว และรู้สึกชอบจังหวัดนี้มาก ๆ จนได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าถ้าหากเกษียณก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ จึงได้ดูที่ดินหลาย ๆ ที่ในจังหวัดน่านไว้เบื้องต้น แต่ตัวคุณฟ้าเองก็ไม่ได้คิดว่าจะได้ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดน่านเร็วขนาดนี้ จนถึงตอนนี้ก็เปิดโฮมสเตย์มาได้ 1 เดือนแล้ว และมีลูกค้ามาเรื่อย ๆ โดยเปิดบ้านเช่าจำนวน 6 หลัง และมีคุณแม่ช่วยทำอาหารให้ลูกค้าด้วย ซึ่งคุณฟ้าเองก็ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า อยากให้มีลูกค้ามาเยอะกว่านี้ จะได้นำเงินมารีโนเวทโฮมสเตย์ให้ดูดีขึ้น และอีกปัญหาก็คือ คุณฟ้าต้องห่างกับแฟนที่คบกันมา 3 ปี ซึ่งแฟนกำลังทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร นั่นทำให้ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ที่คุณฟ้ามาอยู่ที่จังหวัดน่าน แฟนคุณฟ้าก็ไม่ชินที่ในชีวิตประจำวันไม่มีคุณฟ้าอยู่ด้วย แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วแฟนคุณฟ้าก็ตัดสินใจมาหา ทำให้เขาโอเคมากขึ้น และได้เปิดใจคุยกันว่าจะทำงานประจำต่อ 5 ปี และค่อย ๆ เก็บเงินเพื่อย้ายมาอยู่ด้วยกันที่จังหวัดน่าน คุณฟ้าจึงอยากได้กำลังใจจากเหล่าดีเจเพื่อที่จะได้มีแรงฮึดสู้ในการอยู่ที่นี่ต่อไป เพราะการที่ตัดสินใจย้ายจังหวัดมาทำให้สังคมรอบตัว และทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองมันหายไป และต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เริ่มด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ที่ว่า “สำหรับต้นหอมจะให้คำแนะนำในการพัฒนาโฮมสเตย์แทนแล้วกัน ว่าสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือสิ่งที่คนเมืองโหยหาความ Slow Life ที่หาไม่ได้จากในเมือง หากิจกรรมอะไรก็ได้มาเพิ่มในสิ่งที่โฮมสเตย์ยังไม่มี เช่น ผักออแกนิคที่เป็นผักพื้นบ้านของจังหวัดน่าน กิจกรรมทำอาหารเย็นด้วยกัน หรือแพ็กเกจการใช้ชีวิตแบบคนท้องถิ่น เพราะคนที่ไปโฮมสเตย์คือไปพักผ่อน และเรียนรู้วิถีชีวิตคนท้องถิ่น ถ้าเพิ่มกิจกรรมพวกนี้มาคงจะมีคนสนใจโฮมสเตย์ของคุณฟ้ามากขึ้นอีก หรือคุณฟ้าจะชวน Influencer ต่างชาติที่อยู่ในเมืองไทยมาพักและทำกิจกรรมในโฮมสเตย์ ให้เขาทำคลิปรีวิวเชิญชวนมาพักที่โฮมสเตย์ เพราะต่างชาติจะชอบกิจกรรมแบบนี้มาก ๆ และถ้าโฮมสเตย์เราเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางก็จะทำให้แฟนมาอยู่ด้วยกันกับเราได้มากยิ่งขึ้น” ต่อด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเติ้ล’ ที่สนับสนุนคำแนะนำของ ‘ดีเจต้นหอม’ ว่า “เข้าใจว่าคุณฟ้ากลัวว่าจะอยู่ไม่รอด แต่จากการที่เห็นคุณฟ้าทำ Content ในแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ถือว่าไปได้ดีเลย แต่การหากิจกรรมเพิ่มเติมก็เป็นอีกไอเดียที่ดี สามารถต่อยอดไปได้อีก ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มต้น การที่ได้ลูกค้าประมาณ 150 คนก็ถือว่าเยอะมาก ๆ แล้ว ค่อย ๆ ทำไปก็ได้ เชื่อว่าหลาย ๆ คนก็อยากมีชีวิตแบบคุณฟ้านะ” ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของ ‘ดีเจเผือก’ ที่ว่า “ในช่วงแรกอาจจะต้องใช้เวลาหน่อย ให้ทำอย่างนี้ต่อไปอย่างสม่ำเสมอ อย่าเพิ่งลงทุนอะไรที่มันเกินตัว สำหรับผมเองก็เป็นสาย Play Safe จึงแนะนำให้ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ทำต่อไป และเห็นด้วยกับคำแนะนำของดีเจต้นหอมที่ว่าต่างชาติจะชอบการพักโฮมสเตย์แบบนี้มากกว่าคนไทย ดังนั้นเชียร์ให้ตีตลาดชาวต่างชาติ เพิ่มกิจกรรมต่าง ๆ ให้มากขึ้น อาจจะลำบากเพราะเราเพิ่งเปลี่ยนที่อยู่ แต่การที่เราทำได้มาถึงขนาดนี้ก็เก่งมาก ๆ แล้ว”เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

ลูกค้าขอกล้วยทอดฟรี 1ชิ้น หนูก็ให้ แต่หนูรู้สึกว่าเขาดูถูกของที่ร้าน หนูเลยเอาไปเล่าลง TikTok แล้วลูกค้าคนนั้นก็มาหาหนูที่ร้าน!

14 ส.ค. 2026

ลูกค้าขอกล้วยทอดฟรี 1ชิ้น หนูก็ให้ แต่หนูรู้สึกว่าเขาดูถูกของที่ร้าน หนูเลยเอาไปเล่าลง TikTok แล้วลูกค้าคนนั้นก็มาหาหนูที่ร้าน!

ลูกค้าขอกล้วยทอดฟรี 1ชิ้น หนูก็ให้แต่หนูรู้สึกว่าเขาดูถูกของที่ร้านหนูเลยเอาไปเล่าลง TikTokแล้วลูกค้าคนนั้นก็มาหาหนูที่ร้าน! ‘คุณมัม’ ( นามสมมติ) เป็นสายที่ 3 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (12 สิงหาคม 2569) ได้โทรเข้ามาปรึกษา ‘ดีเจเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม‘ เกี่ยวกับเรื่องราวของคุณมัม เธอเป็นแม่ค้ากล้วยทอดที่ไม่สบายใจกับคำพูดของลูกค้าประจำ จึงนำเรื่องไปเล่าลง TikTok ’คุณมัม’ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี โทรเข้ามาปรึกษาถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้าประจำเมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน โดยเธอประกอบอาชีพขายกล้วยทอดอยู่ที่ตลาด และช่วยคุณแม่ขายกล้วยทอดมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คุณมัมรับช่วงกิจการต่อจากคุณแม่และดำเนินธุรกิจมาแล้วประมาณ 9 ปี ร้านของเธอขายกล้วยทอด รวมถึงมันทอด เผือกทอด และสินค้าอื่น ๆ โดยเป็นกิจการที่ทำต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และยังมีลูกค้าประจำบางส่วนที่อุดหนุนมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมารับช่วงกิจการ เธอเคยทำงานออฟฟิศและเข้ามาช่วยงานที่ร้านเป็นงานเสริม จนกระทั่งตัดสินใจทำต่ออย่างจริงจัง ตลอดระยะเวลา 9 ปี เธอพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านจากรุ่นคุณแม่ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง ทั้งพัฒนาสินค้าและเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขายมาโดยตลอด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เธอเริ่มรู้สึกเบื่อกับชีวิตเดิม ๆ และหมดแพชชั่นกับการทำร้าน รวมถึงสังคมในตลาด จึงเริ่มคิดหาทางออกเพื่อให้ตัวเองได้ทำอะไรใหม่ ๆ ขณะที่คุณแม่ก็ยังขอให้เธอช่วยทำร้านต่อ เธอจึงเริ่มมองหาช่องทางอื่นในการต่อยอด โดยเลือกใช้ TikTok เนื่องจากสามารถทำคอนเทนต์และต่อยอดไปสู่การปักตะกร้าขายสินค้าได้ แม้เธอยอมรับว่าอาจไม่สะดวกลงคลิปทุกวัน แต่เมื่อคิดว่าสิ่งที่เธอทำอยู่เป็นประจำและสามารถถ่ายคอนเทนต์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ก็คือ การขายของ เธอจึงเริ่มทำคลิปโปรโมตร้าน รวมถึงเล่าประสบการณ์ที่เจอจากลูกค้าบางรายที่มีพฤติกรรมไม่น่ารักในมุมมองของเธอ รูปแบบคอนเทนต์ของเธอจะคล้ายการเล่าเรื่องหรือบ่นกับเพื่อน เช่น “เอ้ย เธอ วันนี้ฉันมีอะไรจะเล่าให้ฟัง” โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้ใช้คำหยาบคาย และไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายหรือโจมตีใคร ช่วงแรกคลิปยังมีผู้ชมไม่มาก แต่ประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา คลิปเริ่มมีคนเห็นมากขึ้น โดยเธอมักเปิดเช็กอินสถานที่ในคลิป ทำให้ทั้งลูกค้าและคนในระแวกใกล้เคียงเริ่มจำร้านและจำเธอได้ หลายคนเข้ามาบอกว่า “ฉันเห็นเธอใน TikTok ด้วย” ซึ่งเธอก็มักตอบกลับไปว่าไม่ได้มีอะไร แค่ลงคลิปไปเรื่อย ๆ ก่อนเกิดเหตุการณ์ เธอเคยทำคอนเทนต์เล่าถึงลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่น่ารัก และมีลูกค้าบางคนที่จำได้ว่าตัวเองเคยถูกพูดถึงในคลิป โดยมีปฏิกิริยาในเชิงขำ ๆ หนึ่งในนั้นเคยถามเธอว่า “เฮ้ย ทำไมพี่อะ เห็นเราใน TikTok” เธอก็ตอบว่าน่าจะเป็นเพราะเธอเช็กอินสถานที่ ทำให้คนในละแวกเดียวกันเห็นคลิป กระทั่งเกิดเหตุการณ์กับลูกค้าประจำรายหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกค้าที่อุดหนุนร้านมาตั้งแต่สมัยคุณแม่ โดยวันนั้นลูกค้าซื้อของจากร้านใน 20 บาท และหลังจากซื้อเสร็จ ลูกค้าพูดกับเธอว่า “พี่ขอกินกล้วยชิ้นเล็กชิ้นนั้นหน่อยได้ไหม แค่ชิ้นเดียว” คำพูดดังกล่าวทำให้เธอรู้สึกไม่ดีและรู้สึกนอยด์ เพราะในมุมของเธอ เธอมองว่าการขอสินค้าเพิ่มในลักษณะนี้ทำให้รู้สึกเหมือนสินค้าถูกมองว่ามีมูลค่าไม่มาก ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอก็สามารถแถมให้ได้เอง เธอจึงนำเหตุการณ์ดังกล่าวไปเล่าเป็นคอนเทนต์บน TikTok โดยระบุว่าเธอไม่ได้ใจแคบ หากจะแถม เธอก็แถมให้เอง พร้อมถ่ายให้เห็นกล้วยภายในร้านในวันนั้น ซึ่งไม่มีชิ้นเล็กตามที่ลูกค้าขอ เนื่องจากช่วงนั้นมีพายุเข้า ทำให้ขนาดกล้วยที่นำมาทอดไม่ตรงตามที่ร้านคัดตามปกติ โดยเธอยืนยันว่ามีแต่กล้วยชิ้นใหญ่และชิ้นที่ร้านใช้เป็นปกติ ท้ายคลิป เธอได้พูดถึงมุมมองของตัวเองว่า “ไม่เข้าใจว่าทำไมคนรวย ชอบมาเอาเปรียบแม่ค้าที่ตลาดแบบนี้” เพราะเธอรู้สึกว่าหากลูกค้าคนดังกล่าวไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้า อาจไม่กล้าขอในลักษณะเดียวกัน หลังจากคลิปถูกโพสต์ประมาณ 2 วัน ลูกค้าคนดังกล่าวก็เข้ามาเห็นและพิมพ์ความคิดเห็นถึงเธอว่า “ขอโทษนะคะ อันเนี้ยน้องหมายถึงพี่หรือเปล่า” ซึ่งคุณมัมยืนยันว่า หากเธอกล้าพูด เธอก็กล้ารับผิดชอบกับสิ่งที่พูด ลูกค้าจึงพิมพ์ต่อว่า “พี่ไม่คิดว่าพี่จะถูกพูดจากน้องด้วย เพราะพี่มองว่าพี่อุดหนุนมาตั้งแต่แม่เรา พี่ขอกินแค่ชิ้นเดียวเอง” ในตอนนั้นคุณมัมกำลังจะพิมพ์ตอบกลับ แต่เนื่องจากต้องเรียบเรียงคำไปด้วยและขายของไปด้วย จึงยังไม่ได้กดส่งข้อความดังกล่าว ก่อนที่ลูกค้าจะเดินทางมาที่ร้านและพูดคุยกับเธอโดยตรงว่า “ทำไมพี่แค่ขอกินชิ้นเดียวมันผิดนักเหรอ พี่ไม่คิดเลย พี่เป็นลูกค้าประจำมาตั้งแต่แม่เรา พี่ไม่คิดว่าแค่ชิ้นเดียวทำไมพี่ถึงถูกพูดด้วย” ลูกค้ารายนี้ยังบอกด้วยว่า จริง ๆ แล้วตั้งใจจะนำเงินมาให้เพิ่มเติม แต่คุณมัมตอบกลับไปว่า “ไม่เป็นไรค่ะ” จากนั้นเธอจึงอธิบายว่า สิ่งที่เธอพูดในคลิปเป็นเพียงการหยิบเหตุการณ์หนึ่งมาเป็นตัวอย่าง เพราะตลอด 9 ปีที่ผ่านมา เธอพบลูกค้ามาหลากหลายรูปแบบ บางคนแต่งตัวดีมากแต่ขอซื้อสินค้าเพียง 10 บาท ทั้งที่ร้านไม่ได้กำหนดราคาขั้นต่ำไว้ที่ 10 บาท และเธอก็ไม่ได้ขายให้ในกรณีดังกล่าวเธอย้ำอีกครั้งว่า หากลูกค้าต้องการสินค้าเพิ่มเติม เธอสามารถแถมให้ได้อยู่แล้ว และหากสินค้าชิ้นใดหลุด QC ร้านก็จะแยกไว้เพื่อจัดการตามความเหมาะสม ลูกค้าจึงตอบกลับว่า “ก็พี่ไม่รู้หนิ” ก่อนอธิบายเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่วันนั้นขอกล้วยเพียงชิ้นเดียว เพราะกำลังจะไปหาหมอ และคุณหมอไม่อนุญาตให้รับประทานของทอด เธอจึงไม่อยากซื้อเยอะ โดยลูกค้ารายนี้มีอายุมากกว่าคุณแม่ของเธออีกด้วย คุณมัมจึงมองย้อนกลับไปว่า หากในวันนั้นลูกค้าอธิบายเหตุผลให้ฟังตั้งแต่แรกว่าไม่สามารถกินของทอดได้ และต้องการเพียงชิ้นเดียว เรื่องราวทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะหน้าร้านมีป้ายระบุชัดเจนว่า กล้วยขายแยกชิ้น ชิ้นละ 5 บาท แม้ว่าปกติร้านจะขายเป็นชุด และเปิดทางเลือกให้ลูกค้าสามารถซื้อเพิ่มเป็นชิ้น ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่าลูกค้าบางคนอาจไม่ได้อ่านป้ายหน้าร้าน จึงทำให้เธอรู้สึกว่า หากวันนั้นลูกค้าใช้คำพูดอีกแบบ เหตุการณ์และคลิปดังกล่าวก็คงไม่เกิดขึ้น เพราะสำหรับเธอ คลิปนี้เกิดจากความรู้สึกว่าเธอถูกทำให้รู้สึกด้อยค่ากับสินค้าที่ตั้งใจทำมาโดยตลอด คุณมัมยังเล่าว่า เธอได้พูดกับลูกน้องภายในร้านว่า เธอเคารพการตัดสินใจของลูกค้า แม้ลูกค้าคนนี้จะเลือกไม่กลับมาอุดหนุนอีกต่อ แต่สิ่งที่ยังติดอยู่ในใจของเธอคือคำถามว่า การที่เธอนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาเล่าในช่อง TikTok ของตัวเอง โดยไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิดหรือหลักฐานอื่น มีเพียงการถ่ายภาพกล้วยในร้าน เธอทำผิดหรือไม่ หลังจากส่งเรื่องเข้ามาปรึกษาในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เธอได้ลองถามความคิดเห็นจากเพื่อน 2 คน โดยเพื่อนคนหนึ่งมองว่าเธอไม่ควรทำคอนเทนต์ในลักษณะนี้ ขณะที่อีกคนแนะนำว่า หากยังต้องการเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง อาจไม่ควรลงแบบเรียลไทม์ แต่ควรปล่อยให้เหตุการณ์ผ่านไปประมาณ 2–3 วันก่อน เพื่อให้มีเวลาไตร่ตรองและลดอารมณ์จากเหตุการณ์ อย่างไรก็ตาม คุณมัมยังมองว่า ต่อให้ไม่ใช่ลูกค้าคนนี้ เธอก็ทำร้านมา 9 ปีและพบเจอลูกค้ามาหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะลูกค้าที่มีอายุมาก ซึ่งบางครั้งอาจฟังหรือทำความเข้าใจสิ่งที่ร้านอธิบายได้ไม่ครบถ้วน เธอยืนยันว่าเธอรักงานบริการและตั้งใจทำทุกอย่างที่ร้าน แต่เมื่อเจอลูกค้าที่มีพฤติกรรมไม่น่ารักสะสม เธอก็ต้องการพื้นที่สำหรับระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ สำหรับ TikTok เธอย้ำว่าไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อเรียกยอดผู้ติดตามจำนวนมาก หรือวางแผนว่าจะต้องไลฟ์ขายของอย่างจริงจัง แต่เลือกทำเพราะเป็นสิ่งที่สามารถแทรกอยู่ในชีวิตประจำวันได้โดยธรรมชาติ ไม่ต้องคิดทุกวันว่าวันนี้จะถ่ายอะไร เพราะเธอสามารถหยิบเรื่องที่เกิดขึ้นจริงจากหน้าร้าน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า สินค้า หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ มาเล่าได้ เธอยังมองว่าการทำคอนเทนต์เหล่านี้เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้ลูกค้าหน้าร้านเข้าใจตัวตนและรูปแบบการขายของเธอมากขึ้น เพราะปกติเธอไม่ได้มีเวลาพูดคุยกับลูกค้าแต่ละคนนาน ๆ และต้องพบเจอลูกค้าหลากหลายรูปแบบในแต่ละวัน เธอจึงอยากมีพื้นที่พูดถึงเรื่องที่ไม่สามารถพูดออกมาตรง ๆ หน้าร้าน รวมถึงเรื่องที่ตัวเองรู้สึกอัดอั้น และหากลูกค้าที่เดินผ่านร้านหรือคนในพื้นที่บังเอิญเห็นคอนเทนต์ของเธอ เธอก็ไม่ได้ติดใจ เพราะตั้งใจอยู่แล้วว่าหากคนเหล่านั้นเห็น ก็อยากให้พวกเขาได้รู้จักร้านและรู้ว่าร้านของเธอเป็นอย่างไร คุณมัมจึงอยากขอคำปรึกษาจากเหล่าดีเจว่า การนำเรื่องราวของลูกค้าที่ขอกล้วยเพิ่มไปเล่าลง TikTok ทั้งที่ไม่ได้เอ่ยชื่อหรือระบุว่าเป็นใคร ถือว่าตนเองทำผิดหรือไม่ ? ในด้านของ ‘ดีเจต้นหอม’ ได้ให้มุมมองว่า “ลูกค้าประจำหายไปคนนึงแล้ว กับเรื่องไม่เป็นเรื่องเลย แล้วเขาคงมองว่าเขาอะเป็นลูกค้าประจำนาน เขาก็ซื้ออยู่แล้ว แต่หนู ณ วันนั้นที่เขาถามว่าเขาขอกินชิ้นนี้ได้มั้ยคะ หนูก็ไม่ได้บอกนี่ว่า เอาเป็นเซ็ตแบบนี้มั้ยคะพี่ รวมกัน 3 อย่าง 5 อย่าง หนูก็ไม่ได้พูด หนู say yes ถูกมั้ยคะ แปลว่าสิ่งนั้นได้รับอนุญาตเรียบร้อย ถูกมั้ยคะ เมื่อมันได้รับอนุญาตเรียบร้อยแล้ว มันไม่ควรถูกว่านินทาลับหลัง อันนี้คือนินทาลับหลัง แต่ลับหลังในนี้มันอยู่ในโซเชียล ถามว่ามัมผิดมั้ย มัมไม่ผิด แต่ร้านนี้แม่ค้าไม่ได้น่ารัก แล้วสิ่งที่หนูทำ หนูลง TikTok อะ มันได้เอนเกจเท่าไหร่ มันทำให้หนูมีตัวตนเลยไหม ก็ไม่ เสียลูกค้าด้วย แล้วคนที่มาตามหนู มาดูหนู เขาเป็นใคร ใช่ลูกค้าหนูมั้ย ก็ไม่ใช่ แต่คนที่ให้ผลประโยชน์กับเรา เรากลับไม่ได้ดูแลรักษา พี่อยากปรับให้มันเป็นร้านค้าที่น่ารัก ถ้ามัมจะขายของ งั้นก็ต้องเปลี่ยนวิธีการสื่อสารค่ะ เพราะหนูอยากบอกว่าต่อไปนี้ ถ้าใครอยากจะกินกล้วยสักหนึ่งชิ้น อยากกินแค่กล้วยไม่กินมัน ก็เอาตรงนี้มาประกอบกับสิ่งนี้ สิ่งนี้ อันนี้แนะนำวิธีในการสื่อสาร แต่การที่หนูพูดถึงเขา แล้วยกตัวอย่างเคส แล้วเจ้าของเรื่องมาฟัง เขารู้สึกว่าเขากำลังถูกทำให้อับอาย จำเป็นบทเรียนว่าสิ่งแบบนี้ไม่ควรทำ จริง ๆ การทำกล้วยทอด เอนเกจโคตรดีเลย บางทีไม่ต้องเล่าอะไรเลยก็ได้ ตั้งกล้องอย่างเดียว รณรงค์ให้เป็นแม่ค้าและลูกค้าที่น่ารักกันนะคะ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเติ้ล’ ได้ให้มุมมองว่า “เรื่องเม้าท์ลูกค้า อันนี้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่ประโยคที่เขาบอกว่า ‘กินชิ้นเล็กชิ้นนึง ชิ้นนั้นหน่อยได้มั้ย’ พี่ฟัง พี่รู้สึกว่าทำไมคุณมัมถึงไปคิดว่าเขาด้อยค่ากล้วยชิ้นนั้น ในมุมพี่อะ พี่ฟังแล้วคือวิธีขอแถม พูดว่ามันชิ้นเล็ก มันทำให้ดูไม่น่าเกลียด เพราะเขาก็ซื้อเผือกคุณมัมไป 20 บาทใช่มั้ย ไม่ได้ขอเยอะ เพราะถ้าคิดว่ามันคือกล้วย 1 ชิ้น แล้วคิดว่าเขาคือลูกค้าประจำเราแล้วซื้อด้วย พี่ว่าเรื่องนี้ไม่คุ้มเสียเลย กับสิ่งที่หนูเสียลูกค้าไปคนนึง ถ้าเขาไม่มากินอีก พี่รู้สึกว่ามัมอาจจะไม่รู้ตัวว่ามัมเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย สำหรับหลายคนจะคิดว่าเขาไม่ได้ทำอะไรผิด แต่มันพูดไปเหมือนเขาทำผิด คือถ้าเป็นเคสที่มันผิดจริง ๆ นิสัยแย่มากจริง ๆ” ในฝั่งของ ‘ดีเจเผือก’ ได้ให้มุมมองว่า “แค่กล้วยชิ้นเดียวมันไม่น่าบานปลายขนาดนี้ เนี่ยรู้สึกเหมือนกันว่าเขาอาจจะขอชิม อยากกิน มันเหมือนกับร้านขายของกินที่เขาบอกว่าชิมได้นะ อันนี้เราจะรู้สึกว่าเออ ร้านนี้ใจกว้างดี เอาอย่างงี้ ร้านอาหารที่กล้าชนกับลูกค้าโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม หรือว่ากล้าที่จะเอ่ยถึงลูกค้าในทางไม่ดี แล้วทำเป็นคอนเทนต์ถามว่าในประเทศนี้มีมั้ย มี แต่สิ่งที่ทำให้เขาอยู่ได้มันก็ไม่ใช่ทุกร้านจะอยู่ได้ด้วย เมื่อวาง position เป็นแบบนี้ การที่เราจะทำคอนเทนต์เอ่ยถึงลูกค้าในเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็นมุมไหนก็ตาม แล้วยิ่งเรื่องนี้เนี่ยเคสมันเบามาก กล้วย 1 ชิ้น มันไม่รู้นะ เราเป็นบุคคลที่ 3 เราฟังรู้สึกมันเบามาก ๆ แต่ถ้าจะมาทางนี้ มันมีไม่กี่ร้านที่อยู่รอดด้วยการด่าลูกค้า มันเสี่ยงมาก คนที่เป็นแม่ค้าแม่ขายอะ เราชอบที่แม่ค้าเฟรนด์ลี่ แล้วก็ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อย ให้ลองหารกล้วยชิ้นหนึ่งเป็นเงิน กล้วยลูกนั้นราคาเท่าไหร่ คำนวณออกมาแล้วไม่คุ้มกับการที่เราจะเสียลูกค้าไป เข้าใจว่าขายของ เราคงไม่อยากให้ใครมาเอาเปรียบเรา แต่อยากให้มองร้านที่เขามีจิตวิญญาณการเป็นแม่ค้าที่น่ารัก เขาจะไม่คิดเล็กคิดน้อย เขาจะอยากให้คนได้ทานของเขา ซื้อมากซื้อน้อยไม่เป็นไร จะซื้อสิบบาทก็แบ่งขายให้ได้ เราก็ยังเห็นมัมคอมเมนต์กับการที่คนมาซื้อกินแค่สิบบาท ทั้งที่เราขายขั้นต่ำ 20 หรืออะไรก็แล้วแต่ พี่รู้สึกแปลก ๆ เรารู้สึกว่าเขาก็ไม่ได้ทำผิดอะไรขนาดนั้น ไม่ได้แย่ขนาดนั้น แต่ในเคสนี้เขาจะมองว่าโถ่ เขาขอกินกล้วยหนึ่งชิ้นอะ คือถ้าจะให้ก็ให้ไป แต่ถ้าไม่ให้ก็ไม่ต้องถึงกับทำคอนเทนต์ Educate คนไหมว่า ‘มาขอกล้วยฟรี’ โอโหมันไม่คุ้ม และมัมจะลงอะไรมันควรคิดรอบคอบว่ามันจะส่งผลกระทบถึงร้านหรือเปล่า เราจะเป็นแม่ค้าใจแคบรึเปล่า ไม่ใช่แค่เรา Educate คนซื้อมาอย่างเดียว คอนเทนต์หนึ่งอะมันส่งผลได้หลายด้าน สิ่งที่มัมจะเสีย มันเสียมากกว่ากล้วยชิ้นเดียว” ดีเจทั้งสามทิ้งท้ายว่า อยากรณรงค์ให้ทั้งแม่ค้าและลูกค้าน่ารักต่อกัน เพราะการค้าขายที่ดีควรเกิดจากความเข้าใจและความน่ารักของทั้งสองฝ่ายเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

พี่สะใภ้ส่งเสียงดัง ตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง! จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย

14 ส.ค. 2026

พี่สะใภ้ส่งเสียงดัง ตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง! จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย

พี่สะใภ้ส่งเสียงดังตอนทำกิจกรรมเข้าจังหวะเป็นระยะเวลานานเกือบชั่วโมง!จะแก้ปัญหาอย่างไรดีคะ หนูนอนไม่หลับเลย ‘คุณมะลิ (นามสมมุติ)’ สายที่ 2 ในรายการ พุธทอล์คพุธโทร เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 สิงหาคม 2569) ได้โทรมาปรึกษา ‘ดีเผือก - ดีเจเติ้ล - ดีเจต้นหอม’ เกี่ยวกับเรื่องที่พี่สะใภ้ส่งเสียงดังขณะทำกิจกรรมเข้าจังหวะ เสียงนี้เองทำให้เธอนอนไม่หลับ ‘คุณมะลิ (นามสมมุติ)’ อายุ 23 ปี ได้โทรมาเล่าว่า เธอได้ย้ายเข้ามาอยู่กับแฟนเข้าปีที่ 4 แล้ว โดยสมาชิกในบ้านจะมี คุณมะลิ แฟน และคุณย่าของแฟนอาศัยอยู่ แต่ปัจจุบันนี้พี่ชายของแฟนเพิ่งกลับมาอยู่บ้านพร้อมกับพาแฟนสาวมาอยู่ด้วย รวมแล้วตอนนี้จะมีสมาชิกอยู่ทั้งหมด 5 คน ปัญหาก็คือว่าพี่ชายและแฟนสาวชอบมีอะไรกันเสียงดังมาก โดยปกติจะเป็นช่วงเวลาประมาณตี 2-3 แต่ล่าสุดเขามีอะไรกันช่วง 9-10 โมงเช้า ซึ่งเสียงค่อนข้างจะดังลั่น ได้ยินกันทั้งบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งในช่วงที่คุณมะลิกำลังเตรียมตัวไปทำงาน เขามีอะไรกันเสียงดังจนทำให้คุณย่าและคุณมะลิถึงกับต้องหันมองหน้ากันด้วยความตกใจ ตัวคุณมะลิเองก็เคยบอกแฟนให้ไปคุยกับพี่ชายว่า “ช่วยลดเสียงตอนทำกิจกรรมได้ไหม เสียงค่อนข้างดังมาก และระยะเวลาที่นานเกือบชั่วโมงทำให้เธอนอนไม่หลับ ถึงแม้ว่าจะไม่เกรงใจเธอ อย่างน้อยก็อยากให้เกรงใจคุณย่าบ้าง ท่านมีอายุแล้ว” แต่แฟนก็ไม่ได้ไปคุยให้ เพราะทั้งคู่เป็นพี่น้องที่ไม่ค่อยพูดคุยกัน ไม่สนิทกัน และคุณมะลิก็มองว่าตนนั้นไม่สามารถไปพูดด้วยตนเองได้เพราะเธอก็เป็นเพียงผู้อาศัย ในส่วนของแฟนพี่ชายก็ไม่ค่อยออกจากห้องมาพูดคุยกันเลย คุณมะลิคาดว่าข้างบ้านคงได้ยินเสียงด้วยเพราะเป็นบ้านติดกัน และชั้นบนก็เป็นบ้านไม้เพียงแค่เดินก็ได้ยินเสียงแล้ว ด้านคุณมะลิก็เจอกับข้างบ้านบ่อย คิดว่าเขาอาจเข้าใจผิดว่าเป็นเธอกับแฟนก็ได้ ‘ดีเจเผือก’ จึงบอกว่าหากมีเสียงกิจกรรมดังขึ้นให้ออกไปรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านให้ข้างบ้านรู้ว่าไม่ใช่เสียงของเรา ซึ่งคุณมะลิเคยมีความคิดที่ว่า หรือเธอจะร้องสวนไปเลยดี แข่งกันไปเลย นอกจากนี้ ‘ดีเจทั้งสามท่าน’ แนะนำให้ส่งสัญญาณโดยการเคาะพื้นให้เขาเบาเสียงลง แต่ดีเจทั้งสามก็มองว่า เขาต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่ากิจกกรมของพวกเขาส่งเสียงดังคนอื่นได้ยิน คุณมะลิจึงอยากขอคำแนะนำว่ามีวิธีแก้อย่างไรบ้าง เพราะเหตุการณ์นี้เกิดถี่ขึ้นเรื่อย ๆ และเธอไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดดีเจได้เริ่มให้คำแนะนำโดยเริ่มจาก ‘ดีเจต้นหอม‘ กล่าวว่า "ต้องทำให้เขาหมดอารมณ์ เพื่อให้เขารู้ว่าควรจะต้องทำกิจกรรมกันเงียบ ๆ เพราะมันรบกวนเรา" และ ‘ดีเจทั้งสามท่าน’ เห็นตรงกันว่าคุณมะลิสามารถทำได้สองวิธีคือ ลองอ้างว่าเพื่อนบ้านแจ้งมาว่าเสียงดังให้เบาเสียงลง หากพี่ชายถามกลับว่าหลังไหนให้ตอบว่ากลับว่าไม่ทราบเพราะเขาเดินมาแจ้ง หรือหากไม่อยากพูดให้พิมพ์เป็นจดหมายไปยื่นให้พี่ชาย โดยต้องขอความร่วมมือจากแฟนหรือคุณย่าเป็นคนพูดเท่านั้น เพราะคุณมะลิเป็นผู้อาศัยไม่ควรเข้าไปพูดเองเด็ดขาด หรือไม่ก็ลองเปิดคลิปคอนเทนต์ตลก หรือบทสวดมนต์สวนขึ้นไปทุกครั้งที่เขาส่งเสียง เขาจะได้รู้ตัวเรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามรับชมได้ทางมีปัญหาอยากโทรเข้ามาในรายการInboxฝากเรื่องมาที่FacebookFanpageEFM STATIONรับชมรายการสดได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00–23.00น.ทางรายการวิทยุ EFM94 และ App Atime Fung Fin

อังคารคลุมโปง RECAP

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

24 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากน้ำหวาน TripFlyp 'แกรกก... แกรก... แกรก....' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน” คำพูดจากพี่สะใภ้ หลังพี่กอกลับจากอินเดีย ทำให้เขานึกถึงเงาผู้ชายที่เคยเห็นในคืนหลอนที่ เลห์ลาดักห์ และเสียง เเกรกก…เเกรก…เเกรก.... ในยามค่ำคืน หรือสิ่งที่เห็นในคืนนั้น จะตามเขากลับมาถึงประเทศไทยด้วย? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ – น้ำหวาน [18 ส.ค. 2569] ’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเเนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เเกรกก…เเกรก…เเกรก’ ‘คุณน้ำหวาน’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศอินเดียกับกลุ่มเพื่อน เมื่อเดือนเมษายน ปี 2025 โดยทริปนี้เป็นทริปที่เธอ และเพื่อน ๆ วางแผนร่วมกันล่วงหน้าถึง 2 ปี เพราะตั้งใจรอเดินทางไปเที่ยวด้วยกัน หลังจากเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเรียนจบการศึกษาแพทย์ ขณะที่คุณน้ำหวานเรียนอยู่คณะนิเทศศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 โดยเพื่อนของเธอเรียนแพทย์หลักสูตร 6 ปี ทำให้มีกำหนดจบช้ากว่าเธอประมาณ 2 ปีจุดหมายปลายทางของทริปนี้คือ “เลห์ ลาดักห์” ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยภูเขาและมีลักษณะคล้ายกับภาคเหนือของประเทศไทย โดยการท่องเที่ยวที่นี่ส่วนใหญ่เป็นการเดินทางแบบประหยัด และย้ายไปตามเมืองต่าง ๆ ทำให้ต้องเปลี่ยนโรงแรมแทบทุกคืน บางคืนพักเพียง 1 คืน และบางคืนพัก 2 คืนในช่วง 3 วันแรก ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น คุณน้ำหวานประทับใจกับความสวยงามของเลห์ ลาดักห์เป็นอย่างมาก ทั้งบรรยากาศ และวิวภูเขาที่สวยงาม แม้จะมีข้อจำกัดเรื่องอาหารที่อาจรับประทานยากเล็กน้อย แต่โดยรวมถือเป็นทริปที่เธอประทับใจมาก และอยากแนะนำให้คนที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้เดินทางไกลจากประเทศไทยมาก ลองไปสัมผัส กระทั่งเข้าสู่วันที่ 4–5 ของทริป กลุ่มของคุณน้ำหวานเดินทางมาถึง Nubra Valley ในช่วงเย็น ก่อนจะเข้าที่พักเพื่อพักผ่อน โดยเธอเล่าว่า ทริปนี้ถือเป็นทริปที่คุ้มค่ามาก เพราะแม้จะมีค่าใช้จ่ายไม่สูง แต่กลับได้พักโรงแรมที่สะดวกสบายแทบทุกคืน ด้วยค่าเงิน และค่าที่พักของอินเดียจนมีการพูดเปรียบเปรยกันว่า “วิวยุโรปเเต่คนอินเดีย”แต่ในคืนหนึ่ง กลับเกิดเหตุการณ์ชวนขนลุกขึ้นกับ “พี่กอ” เป็นนามสมมติ ซึ่งเป็นผู้ร่วมทริปของคุณน้ำหวาน โรงแรมที่พักในคืนนั้นมีลักษณะเป็นรีสอร์ตอยู่ริมภูเขา สามารถมองเห็นวิวเทือกเขาหิมาลัย และมีพื้นที่ป่าอยู่โดยรอบ แม้จะดูวังเวงในช่วงกลางคืน แต่ตอนกลางวันกลับเป็นสถานที่ที่สวยงาม และไม่ได้ดูน่ากลัวแต่อย่างใดห้องพักมีลักษณะคล้ายรีสอร์ตริมทะเล โดยแต่ละห้องอยู่ติดกัน ด้านหนึ่งเป็นประตูที่เชื่อมไปยังทางเดิน ส่วนอีกด้านเป็นหน้าต่างที่เชื่อมกับระเบียง และระเบียงของแต่ละห้องจะอยู่ติดกัน โดยมีระแนงไม้กั้นระหว่างห้อง คืนนั้น พี่กอพักอยู่กับ “พี่จอ” นามสมมติ ซึ่งหลับไปแล้ว ส่วนพี่กอยังคงนั่งดูซีรีส์ตามปกติ เนื่องจากภายในห้องมีกลิ่นอับเล็กน้อย จึงเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เล็กน้อยเพื่อระบายอากาศ และตั้งใจว่าจะลุกไปปิดเมื่อถึงเวลานอน กระทั่งถึงเวลานอน พี่กอหันไปมองหน้าต่างเพื่อเตรียมตัวลุกไปปิด แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้ต้องหยุดชะงัก เพราะตรงบริเวณหน้าต่างมีเงาปริศนาเป็นเงาดำของผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่พี่กอเล่าว่า เห็นเงานั้นอย่างชัดเจน ก่อนที่เงาดำจะเคลื่อนผ่านไปทางห้องที่อยู่ถัดไปจากหน้าต่าง ทั้งที่บริเวณนั้นไม่มีทางที่คนธรรมดาจะสามารถเดินผ่านไปยังระเบียงอีกห้องได้ แม้จะพบกับเหตุการณ์ผิดปกติ แต่พี่กอเป็นคนค่อนข้างใจแข็ง และไม่กลัวอะไรง่าย ๆ จึงคิดเพียงว่า “เออ ได้ ขอดูหน่อย ” เพราะไหน ๆ ก็ต้องเดินไปปิดหน้าต่างอยู่แล้ว พี่กอจึงลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง และก้าวออกไปยังระเบียง ก่อนจะนั่งลงพร้อมบุหรี่ 1 ตัว เพื่อรอดูว่าเงาปริศนานั้นจะปรากฏขึ้นอีกหรือไม่ระหว่างที่นั่งอยู่ จู่ ๆ พี่กอก็ได้ยินเสียงบางอย่างดังขึ้นจากบริเวณใกล้ ๆ“ เเกรกก…เเกรก…เเกรก’’เสียงนั้นดังเป็นจังหวะ และชัดเจนราวกับอยู่ใกล้มาก พี่กอพยายามหาที่มาของเสียง ก่อนจะสังเกตเห็นระแนงไม้บริเวณระเบียง จึงลองใช้เล็บขูดกับระแนงเพื่อทดสอบว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเดียวกันหรือไม่เมื่อทดลองขูดดู กลับพบว่าเป็นเสียงเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้พี่กอเริ่มผิดสังเกตคือ ในขณะที่เขากำลังขูดระแนงอยู่นั้น เสียงปริศนายังคงดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่ไม่ได้เกิดจากมือของเขาเมื่อรู้แล้วว่าเสียงนั้น คือเสียงอะไร พี่กอกลับไม่ได้รีบหนี แต่เลือกนั่งสูบบุหรี่ต่อเพื่อรอดูว่าสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นจะปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ โดยคิดเพียงว่า “ขอดูหน่อย”ไม่นาน เสียงดังกล่าวก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะมีเสียงหมาหอนดังตามมาในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นเสียงทุกอย่างจึงค่อย ๆ เบาลง และเงียบหายไป พี่กอยังคงนั่งรอว่า สิ่งที่เห็นจะปรากฏตัวออกมาที่ระเบียง หรือจะกลับเข้ามาในห้อง จนกระทั่งบุหรี่หมดมวน แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรปรากฏขึ้นอีกพี่กอจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ ไม่กล้าเล่าให้เพื่อนร่วมทริปฟังในทันที เพราะกลัวว่าเพื่อนจะเกิดความกลัว และกลุ่มของคุณน้ำหวานก็พักอยู่ที่โรงแรมดังกล่าวต่ออีก 1 คืน ก่อนที่พี่กอจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อน ๆ ฟังในวันที่ 2 ขณะกำลังออกจากโรงแรมหลังจากนั้นทุกคนเดินทางท่องเที่ยวต่อจนจบทริป 7 วัน ก่อนบินกลับประเทศไทย โดยไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโรงแรมกลางหุบเขาจะยังตามต่อมาถึงบ้านเมื่อพี่กอกลับถึงบ้านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ผ่านไปไม่เกิน 1 สัปดาห์ พี่สะใภ้เดินทางมาหาที่บ้านและจู่ ๆ ก็ถามขึ้นว่า“กอไปไหนมารึเปล่า“พี่กอตอบกลับไปว่าไม่ได้ไปไหน พร้อมถามว่าทำไม พี่สะใภ้จึงบอกว่า“เหมือนมีผู้ชายยืนอยู่หน้าบ้าน”ทันทีที่ได้ยิน พี่กอก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเลห์ ลาดักห์ขึ้นมา พร้อมคิดว่า “เฮ้ยเจอที่เลห์ลาดักห์” อย่างไรก็ตาม พี่กอเองก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ชายที่พี่สะใภ้เห็นหน้าบ้านในประเทศไทย เป็นคนเดียวกับเงาดำที่เขาเห็นในอินเดียหรือไม่ เพราะทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นคนละประเทศด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่าควรทำอย่างไร ก่อนที่พี่สะใภ้จะแนะนำว่าให้ลองถวายสังฆทาน พี่กอจึงทำตามคำแนะนำ และเดินทางไปวัดเพื่อถวายสังฆทาน แต่ในระหว่างที่กำลังทำพิธี จู่ ๆ หลวงพ่อกลับหยุดชะงัก พี่กอจึงถามว่าหยุดทำไม ก่อนที่หลวงพ่อจะตอบว่า“ตั้งเเต่ทำสังฆทานมาไม่เคยขนลุกมาก่อนเลยตอนนี้ขนลุกอยู่”จากคำพูดของหลวงพ่อ ทำให้พี่กอที่ตอนแรกไม่ได้รู้สึกกลัวมากนัก เริ่มรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที แต่ในขณะเดียวกัน ความรู้สึกภายในกลับมีทั้งความกลัว และความโมโหปะปนกันหลังจากกลับถึงบ้าน พี่กอจึงถามพี่สะใภ้ว่า“ยังอยู่มั้ย’’พี่สะใภ้ตอบว่าไม่เห็นอะไรแล้วแต่เช้าวันถัดมา พี่กอกลับถามซ้ำอีกครั้งว่า“ยังเห็นมั้ย”พี่สะใภ้ตอบกลับว่า“เออ เห็น’’คำตอบดังกล่าวยิ่งทำให้พี่กอรู้สึกโมโหมากขึ้น จึงสบถออกไปว่า“ มึงมาเองมึงก็กลับไปเองกูไม่ไปส่งมึงนะ’’หลังจากพี่กอพูดประโยคนั้น สิ่งที่พี่สะใภ้เคยเห็นกลับหายไปจริง ๆ และเมื่อพี่กอลองถามย้ำในเวลาต่อมา พี่สะใภ้ก็ยืนยันว่าไม่เห็นผู้ชายคนนั้นอีกแล้ว เหตุการณ์ทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ว่า เงาผู้ชายที่ปรากฏตัวในคืนหนึ่ง ณ โรงแรมกลางหุบเขาที่เลห์ ลาดักห์ และชายปริศนาที่ปรากฏตัวหน้าบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น เป็นคนเดียวกัน หรือไม่? เพราะแม้พี่กอจะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ แต่จังหวะที่เงาปริศนาปรากฏตัวในอินเดีย ก่อนจะมีชายปริศนาปรากฏขึ้นที่หน้าบ้านหลังกลับประเทศไทย ก็ยังคงเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า สิ่งที่พี่กอเห็นที่เลห์ ลาดักห์นั้น หยุดอยู่ที่อินเดียจริง ๆ หรือสิ่งนั้น…เดินทางกลับประเทศไทยมาพร้อมกับเขากันแน่(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

21 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล 'พยาบาลคนที่ 6' l อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

สิ้นสุดเสียงให้กำลังใจจากพี่พยาบาลคนเก่ง... เมื่อหันหลังกลับไปมอง กลับเห็นร่างของเธอเดินทะลุกำแพงไปต่อหน้าต่อตา! ทั้งที่ความจริงเวรดึกคืนนั้นมีพยาบาลเพียง 5 คน... แล้วพยาบาลปริศนาผู้แสนใจดีคนนี้มาจากไหน หรือเธอไม่มีตัวตนอยู่จริง! เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 สิงหาคม 2569]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องเล่าจากคุณสุ อดีตเวรเปล ‘พยาบาลคนที่ 6’ ‘คุณสุ’ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของพยาบาลท่านหนึ่ง ให้นามสมมุติว่า ‘น้ำฝน’ ในช่วงที่เธอเพิ่งเข้ามาทำงานในห้องฉุกเฉินใหม่ ๆ เธอรู้สึกเหมือนกำลังโดนรับน้อง เพราะทันทีที่เริ่มงาน เคสก็ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย น้ำฝนเล่าว่าวันนั้นเป็นวันที่ 11 หรือ 12 ของการขึ้นเวร และได้เกิดเหตุอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ด้วยความที่เธอเป็นพยาบาลจบใหม่ ทั้งยังเพิ่งมาเริ่มงาน พอต้องเผชิญหน้ากับอุบัติเหตุหมู่ตรงหน้า เธอกลับเกิดอาการแพนิก รับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าไม่ไหว ทุกอย่างชุลมุนวุ่นวายไปหมด จนเธอไม่สามารถจัดการหน้างานได้ว่าควรเริ่มช่วยเหลือจากตรงไหนก่อน...จู่ ๆ ก็มีพยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาแตะที่ไหล่เธอแล้วพูดว่า “ไปช่วยเด็กคนนี้กับพี่ก่อน” ก่อนจะจูงมือน้ำฝนเดินไป ซึ่งตั้งแต่เริ่มทำงานมา น้ำฝนไม่เคยพบกับพยาบาลคนนี้มาก่อนเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอ ซึ่งพี่คนนี้เก่งมาก สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้อย่างคล่องแคล่ว และพยาบาลทุกคนในห้องฉุกเฉินต่างทำงานเข้าขากับพี่คนนี้ได้อย่างดี ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระบบตามการนำของเธอคนนั้น เมื่อสถานการณ์ถูกควบคุมได้ จึงสามารถเคลียร์คนไข้ไปตามวอร์ดต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้นทว่าเมื่อทุกอย่างสงบลง กลับไม่พบพี่พยาบาลคนนั้นแล้ว น้ำฝนรู้สึกประทับใจในตัวพี่พยาบาลคนนี้มาก เพราะในขณะที่เธอกำลังลนลาน พี่เขากลับดูมืออาชีพมาก ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสแกนนิ้วลงเวร น้ำฝนจึงนำเรื่องนี้ไปถามพี่พยาบาลในทีมว่า “พี่คนนั้นเขามาจากวอร์ดไหน เขาใจดีจังที่มาช่วยเรา” หัวหน้าเวรในวันนั้นชื่อ ‘พี่ลูกตาล’ ได้บอกว่า “ไม่มี ทีมเราขึ้นเวรกันแค่ 5 คน วิ่งกันหัวหมุนอยู่แค่นี้” น้ำฝนจึงถามต่อว่า “เขามาจากแผนกอื่นหรือเปล่า” แต่พี่ลูกตาลยืนยันว่า ไม่ใช่ เพราะที่อื่นเขาก็มีพยาบาลจำกัดในแต่ละวอร์ดเหมือนกัน สำหรับเวรดึกจึงไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอก พร้อมถามกลับว่า “แกเห็นใครหรือเปล่า?” ก่อนจะพูดต่อว่า “หรืออาจจะเป็นทีมพยาบาลที่มากับรถฉุกเฉินก็ได้ อย่าคิดมาก” น้ำฝนเห็นด้วยกับสิ่งที่หัวหน้าเวรพูด จึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่ 3 ของการทำงาน อาการแพนิกของเธอก็ยังไม่หายไป จนน้ำฝนวางแผนกับตัวเองว่า “นี่จะเป็นเดือนสุดท้ายแล้ว สิ้นเดือนนี้จะลาออก” เพราะเธอต้องการไปรักษาอาการแพนิกก่อน ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถทำงานกับนาทีชีวิตคนได้ หรือเธออาจต้องย้ายไปอยู่แผนกอื่นที่ไม่ใช่ห้องฉุกเฉินแทน และในวันนั้นเอง ได้เกิดเหตุไฟดับ พร้อมทั้งเกิดอุบัติเหตุหมู่รถบัสคว่ำ ทุกอย่างโกลาหล และอาการแพนิกของเธอก็กำเริบขึ้นมาอีกครั้ง... จู่ ๆ พี่พยาบาลเดียวกับที่เธอเคยเจอในวันนั้น ก็ได้เดินเข้ามาตบไหล่เธอจากด้านหลังอีกครั้ง แล้วพูดให้กำลังใจว่า “หนูไม่เป็นไร ด้านหน้าเขาเคลียร์เสร็จแล้ว ถ้าไม่ไหวให้พักก่อน โรงพยาบาลขาดเราไปแค่คนเดียวเขาจ้างคนใหม่ได้ แต่ครอบครัวมีหนูแค่คนเดียวนะ เพราะฉะนั้นตั้งสติแล้วพักก่อน” น้ำฝนรู้สึกซาบซึ้ง และปลื้มใจกับคำพูดนั้นมาก จึงอยากเห็นว่าเจ้าของเสียงคือใครในจังหวะที่หันหลังกลับไปมอง เธอกลับเห็นพี่พยาบาลคนนั้นเดินทะลุกำแพงออกไปทำงานต่อหน้าต่อตา... ในวินาทีนั้นน้ำฝนถึงกับอึ้ง ทั้งเศร้า ทั้งดีใจ และสับสนว่าเธอต้องกลัวด้วยใช่ไหม ความรู้สึกตีกันไปหมดในใจ และทุกอย่างก็ชัดเจนกระจ่างแจ้งทันทีว่าเธอโดนผีหลอกเข้าให้แล้ว! หลังเจอเหตุการณ์ดังกล่าว น้ำฝนรีบเรียกสติตัวเองกลับมาเพื่อไปทำงานต่อจนกระทั่งถึงเวลาลงเวร เธอตัดสินใจเขียนหนังสือลาออกจากงาน เพื่อไปรักษาอาการแพนิกไม่อย่างนั้นเธอจะไม่สามารถทำงานต่อได้ พร้อมทั้งเล่าเรื่องพี่พยาบาลที่เดินทะลุกำแพงต่อหน้าต่อตาให้หัวหน้าวอร์ดแผนกฉุกเฉินฟัง รวมถึงเรื่องที่พยาบาลคนนั้นเตือนสติให้เธอรักตัวเองก่อนงานด้วย หัวหน้าจึงได้เล่าเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 20-30 ปีก่อนให้ฟังว่าตึกแห่งนี้เคยเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้น และทุกครั้งที่แผนกฉุกเฉินเกิดความวุ่นวายหรือมีอุบัติเหตุหมู่ขึ้น ในวอร์ดจะมีพยาบาลเพิ่มขึ้นมา 1 คนเสมอ น้ำฝนจึงถามกลับว่าแล้วพยาบาลคนนี้เกี่ยวข้องอย่างไรกับเหตุการณ์ไฟไหม้ หัวหน้าจึงบอกว่า ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น มีพยาบาลคนหนึ่งติดอยู่ข้างในตึกไม่สามารถออกมาได้ เธอจึงถูกไฟคลอกเสียชีวิตอยู่ภายในวอร์ด หลังจากนั้นก็มีข่าวออกมาเพียงว่ามีพยาบาลเวรดึกเสียชีวิต 1 ราย แต่ไม่มีรูปหรือชื่อประกอบ และตั้งแต่ตึกถูกรีโนเวทใหม่ ทุกคนก็กลับมาทำงานตามปกติ และทุกคนต่างก็เคยเจอกับพี่พยาบาลคนนั้น น้ำฝนเองก็คงเจอกับคนเดียวกัน “แต่เขาไม่ได้มาทำร้าย เขามาเพื่อช่วยเรา” น้ำฝนจึงแสดงความเห็นด้วยว่า “เธอจะเห็นเขาในวันที่วุ่นวายที่สุดจริง ๆ” พี่หัวหน้ายืนยันว่า “ใช่ เขาเป็นแบบนั้น”นี่จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่อง ‘พยาบาลคนที่ 6’ เพราะแม้ในเวรดึกจะมีพยาบาลประจำการเพียง 5 คน แต่เมื่อเกิดเหตุโกลาหลวุ่นวายขึ้นก็จะมีพี่คนนี้เพิ่มขึ้นมาเป็นคนที่ 6 เสมอ และทุกคนก็สามารถทำงานรับส่งกันได้อย่างดีราวกับรู้กันอยู่แล้ว ทำงานกันเป็นทีมอย่างเป็นระบบเข้าขากัน โดยไม่ได้มีใครสงสัยเลยว่า พี่คนนี้เป็นใครมาจากไหนเลย...(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

19 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากเจน The Ghost Radio ‘คนสุดท้าย’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

ไปพักโรงแรมกับกลุ่มเพื่อนครู แต่กลับเจอเสาโทริอิตั้งอยู่หน้าโรงแรม และกฎประหลาด 3 ข้อ ทั้งต้องเคาะประตู 3 ครั้งพร้อมขออนุญาตก่อนเข้าพัก และห้ามอยู่ในออนเซ็นคนเดียวหลัง 5 ทุ่ม แต่เพื่อนอีก 2 คนดันไม่ทำตาม พอใกล้เวลาที่ต้องลุกออกมาจากออนเซ็น เพื่อนก็เจอกับหญิงชราที่กำลังส่งยิ้มให้ผ่านกระจก ทำให้ทั้งคู่ตกใจสติแตกวิ่งกลับห้องก็ดันเปิดห้องไม่ได้ และยังได้ยินเสียงของผู้ชายหลายคนดังร้อง ‘คัมไป’ ออกมาจากห้องของพวกเธออีก!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘คนสุดท้าย’ เจน The Ghost Radio ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวของ ‘คุณคาโน่’ เพื่อนสาวชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนที่อยู่นิวซีแลนด์โดยขณะนั้นคุณคาโน่ กำลังศึกษาอยู่ในสายศึกษาศาสตร์ เพื่อเตรียมตัวประกอบอาชีพครู ด้วยภาระด้านการเรียนของทั้งคู่ ทำให้พวกเธอไม่ค่อยมีโอกาสได้พบเจอกันบ่อยนักวันเวลาผ่านไปจน คุณคาโน่เรียนจบ และได้กลับไปประกอบอาชีพครูที่ประเทศญี่ปุ่น กระทั่งทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้ง เธอจึงได้เล่าให้คุณเจนฟังว่า กว่าที่ตัวเองจะได้มาเป็นครูนั้น ต้องผ่านเหตุการณ์มากมายในชีวิต ทั้งยังต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของดวงชะตา และเผชิญแต่เรื่องราวเลวร้ายจนถึงขั้นเกือบเอาชีวิตไม่รอดด้วยความสงสัย คุณเจนจึงถามถึงเหตุการณ์เหล่านั้น คุณคาโน่จึงเล่าว่า ต้นเหตุที่ทำให้เธอเกือบเสียชีวิตนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และเหตุการณ์แปลกประหลาดมากมายที่เกิดขึ้นตลอดช่วงชีวิต ก็ทำให้เธอค่อย ๆ มองความน่ากลัวเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาไปในที่สุดย้อนกลับไปหลังจากเรียนจบ คุณคาโน่ได้เข้าทำงานเป็นครูในจังหวัดแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น เธอทำหน้าที่อยู่ที่โรงเรียนแห่งนั้นเป็นเวลาหลายปี จนได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ในโรงเรียน อีกทั้งยังได้รับคำชื่นชมจากผลงานที่ทำจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมดูแลกิจกรรมสันทนาการต่าง ๆ ภายในโรงเรียนกระทั่งปีหนึ่ง ‘ฮานะ’ และ ‘มิเอะ’ ครูสาวสองคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานใหม่ได้ไม่นาน ต้องเผชิญกับปัญหาในการปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงาน เนื่องจากทั้งคู่ยังมีนิสัย และความคิดแบบวัยรุ่น ทำให้ไม่ค่อยสามารถเข้ากับครูคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้ ทางโรงเรียนจึงมอบหมายให้คุณคาโน่ จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อช่วยให้ครูสาวทั้งสองได้ทำความรู้จัก และปรับตัวเข้ากับเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ มากขึ้น คุณคาโน่จึงของบประมาณสำหรับจัดกิจกรรม พร้อมวางแผนว่าจะพาทุกคนออกไปเที่ยวด้วยกันในวันศุกร์หลังเลิกงาน โดยตกลงเดินทางด้วยรถส่วนตัว เพื่อมุ่งหน้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงแห่งหนึ่ง ทริปนี้มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 6 คน ประกอบด้วยครูคนใหม่ 2 คน คุณคาโน่ และครูผู้หญิงอีก 1 คน รวมถึงครูผู้ชายอีก 2 คน พวกเขาออกเดินทางตามเส้นทางที่ GPS แนะนำ ในช่วงแรกทุกอย่างเป็นไปอย่างปกติ แต่เมื่อเดินทางไปได้สักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง ถนนหนทางรอบข้างค่อย ๆ มองเห็นได้ยากขึ้น กระทั่งเส้นทางที่ GPS นำทางเริ่มเปลี่ยนไป จากถนนปกติกลายเป็นเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านทุ่งนา และเข้าไปตามป่าเขา ซึ่งเวลานั้นมืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัวถึงจะเริ่มรู้สึกแปลกใจกับเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไป แต่พวกเขาก็ยังคงขับรถตาม GPS ต่อไปเรื่อย ๆจนกระทั่งจู่ ๆ ระบบนำทางก็แจ้งให้เลี้ยวขวา พร้อมระบุว่าโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางอยู่ไม่ไกลจากบริเวณนั้น เมื่อเลี้ยวรถเข้าไปตามเส้นทางที่ GPS แนะนำสิ่งที่เขาเห็นกลับทำให้เขานึกแปลกใจเมื่อตรงหน้าทางเข้าที่ควรจะเป็นซุ้มประตูโรงแรมมันกลับกลายเป็น ‘เสาโทริอิ’ เสาแดงในศาลเจ้า ซึ่งโดยปกติแล้วตามความเชื่อของญี่ปุ่น ในศาสนาชินโตบอกไว้ว่าเสาโทริอิจะเป็นเส้นแบ่งดินแดนระหว่างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ นั่นก็คือศาลเจ้ากับพื้นที่ที่มีมลทิน หรือก็คือที่ที่มนุษย์อาศัยอยู่หากไปที่ศาลเจ้า พื้นที่แห่งนี้ก็จะเป็นการชำระล้างสิ่งไม่ดีออกมา เพราะฉะนั้นพื้นดินของศาลเจ้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่บริสุทธิ์เสมอ ซึ่งเมื่อนำความเชื่อนี้มาประกอบกับภาพโรงแรมที่อยู่ตรงหน้า ความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้จึงยิ่งทำให้คุณคาโน่ เกิดความสงสัยมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อได้ขับรถเข้าไปใกล้เสาโทริอิ ก็สังเกตเห็นว่าเสาต้นนี้ไม่ได้ทำจากไม้เหมือนที่พบเห็นทั่วไป แต่กลับเป็นเสาหินที่ดูเก่าแก่ มีอายุราวเกือบ 100 ปี ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังคงขับรถผ่านเสาโทริอิเข้าไปด้านใน และในที่สุดก็พบกับโรงแรมซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง เหตุผลที่คุณคาโน่ เลือกจองโรงแรมแห่งนี้ เป็นเพราะในอดีตที่นี่เคยเป็นโรงแรมระดับ 4-5 ดาวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อนจะปิดตัวลงในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้เข้าพักส่วนใหญ่ในสมัยนั้นมักเป็นนักธุรกิจ ภายในโรงแรมตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์คลาสสิก ให้บรรยากาศหรูหราเมื่อถึงที่หมาย... คุณคาโน่ก็เดินตรงเข้าไปที่ฟร้อนท์ของโรงแรม ทางด้านพนักงานได้ยื่นกุญแจมาให้เขา แต่ที่ดึงดูดสายตาของเขาคงจะเป็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่แนบมาพร้อมกับลูกกุญแจของโรงแรม เมื่อคุณคาโน่ เปิดดูก็พบกับข้อความที่เขียนไว้ประมาณ 4-5 ภาษา ในกระดาษใบนี้เขียนไว้ว่าเป็นคำแนะนำ และระเบียบในการอยู่ร่วมกันภายในโรงแรม แต่คำบรรยายที่เขียนไว้นั้นกลับทำให้เขาคิ้วขมวดด้วยความฉงน เมื่อข้อความข้างในมันถูกระบุไว้ว่าข้อที่ 1 ก่อนที่จะเข้าไปภายในห้องพักให้เคาะประตู 3 ครั้งและพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้ฉันเข้าพักด้วย’ข้อที่ 2 ถ้าตอนกลางคืนได้ยินเสียงเด็กเสียงดังกลางโถงทางเดิน ขอความกรุณาไม่เปิดประตูออกมาดู และไม่ส่องที่ตาแมว ให้อดทนรอสักพักแล้วคุณจะได้ยินเสียงกระดิ่ง นั่นคือพนักงานของเรากำลังพาเด็ก ๆ เข้าห้อง’ข้อที่ 3 ได้เขียนเวลาเปิด - ปิดของออนเซ็นไว้ว่า ‘ออนเซ็นแห่งนี้เปิดตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเที่ยงคืนแต่หลัง 5 ทุ่มเป็นต้นไป ห้ามแช่คนเดียว ให้แช่แบบมีเพื่อน และห้ามมีใครออกเป็นคนสุดท้าย’ และมีหมายเหตุที่ใต้กระดาษขนาดเล็กว่า ‘เพื่อความปลอดภัยและความสงบสุข ในการเข้าพักโรงแรม’ กฎระเบียบในการเข้าพักที่แปลกประหลาดสร้างความสงสัยให้แก่พวกเขายกเว้นแต่ครูสาว 2 คนที่มองเป็นเพียงเรื่องไร้สาระและไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ด้วยตัวของคุณคาโน่ที่ได้พบเจอเรื่องลี้ลับมาค่อนข้างบ่อยจึงได้เอ่ยเตือนไปด้วยความหวังดีว่าอย่างน้อยถ้าพวกเราทำตามไปก็คงไม่มีอะไรเสียหาย ทว่าคำเตือนดังกล่าวกลับทำให้ครูสาวทั้งสองไม่พอใจ พวกเธอแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินฟึดฟัดแยกขึ้นห้องพักของตัวเองไปห้องพักของพวกเขาทั้ง 6 คนอยู่เรียงติดกัน 3 ห้อง ในจังหวะที่ทุกคนกำลังเข้าห้องพักของตัวเองไป คุณคาโน่ก็หันไปเห็นว่าครูใหม่ 2 คนไม่ได้เคาะประตูตามคำแนะนำของโรงแรมที่ได้ระบุไว้ เขาเห็นแบบนั้นจึงเข้าไปเตือนทั้งคู่ ไปอีกครั้งว่าระหว่างที่มีเวลาก็ให้ทำตามที่ทางโรงแรมนั้นบอกไป ทางด้านครูฮานะ และครูมิเอะที่ได้ยินแบบนั้นก็เกิดอาการไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรกับคำพูดที่เขาได้เอ่ยตักเตือน คุณคาโน่สังเกตเห็นว่าเวลานั้นค่อนข้างหมิ่นเหม่ และใกล้เคียงกับช่วงเวลาที่โรงแรมระบุไว้ในคำเตือนก่อนหน้านี้ แต่เมื่อคิดว่าหากไปกันหลาย ๆ คนก็คงไม่น่าจะเป็นอะไรจึงตัดสินใจลงไปพร้อมกับทุกคนทุกคนจึงขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดของโรงแรมที่เป็นสถานที่ตั้งของออนเซ็น เมื่อเดินออกจากลิฟท์ไปก็จะเห็นฝั่งชายและฝั่งหญิงแยกเป็น 2 ฝั่ง ภายในของออนเซ็นฝั่งผู้หญิงเมื่อเดินแหวกผ้าม่านเข้าไปก็จะเจอกับโซนแห้งเป็นจุดแรกที่มีไว้สำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของไว้ในตู้ล็อกเกอร์ ถัดไปจะเป็นประตูกระจกบานขุ่นที่ต้องเดินเข้าไปใกล้ ๆ จึงจะเห็นว่ามีคนอยู่ เมื่อคุณคาโน่เปิดประตูบานนั้นเข้าไปปุ๊ป ควันไอจากน้ำร้อนในห้องออนเซ็นก็พุ่งออกมา และในทางขวาของห้องนั้นก็จะเป็นบ่อน้ำร้อน ส่วนทางซ้ายจะมีเก้าอี้ประมาณ 5 ตัว สำหรับผู้หญิงที่เข้ามาใช้บริการ 5 คนนั่งเรียงกัน ตรงหน้าบริเวณเก้าอี้จะเป็นฝักบัว และกระจกส่องโดยหากตามมารยาทแล้วนั้นเราไม่ควรจดจ้องร่างกายของเพื่อนที่มาด้วยกันหรือคนที่เข้ามาใหม่ ครูสาวทั้ง 4 คนนั่งเก้าอี้บริเวณชิดกำแพงทำให้ที่นั่งติดข้างประตูทางออกนั้นว่างเปล่า ครูคุณคาโน่นั่งอยู่ถัดจากเก้าอี้ตัวนั้นพอดี ส่วนตำแหน่งติดกำแพงเป็นที่ของครูมิเอะ และครูฮานะ ซึ่งนั่งอยู่ข้างกัน ครูฮานะเล่าว่าในตอนที่เธออาบน้ำอยู่ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามา ผิวกายของผู้หญิงคนนั้นขาว ผมดำมัดรวบสง่า รูปร่างสวย และหน้าตาดี พอผู้หญิงคนนั้นเข้ามานั่ง ทุกคนจึงลุกขึ้นเพื่อไปแช่ออนเซ็น จนเวลาล่วงเลยมาเกิน 5 ทุ่ม คุณคาโน่เลยตัดสินใจขึ้นจากบ่อน้ำร้อน และชวนครูสาวอีกคนไปด้วยกัน แต่ก่อนจะออกจากออนเซ็น คุณคาโน่ก็ได้หันกลับไปเตือนครูมิเอะ และครูฮานะอีกครั้งว่า ‘หากจะทำอะไรให้คิดดี ๆ และให้เชื่อในสิ่งที่คนเขาเตือนมาเพราะมันไม่ได้เสียหายอะไร รอบนี้เข้ามา 2 คนก็ขอให้กลับไป 2 คนโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นนะ’ และในจังหวะที่คุณคาโน่ลุกขึ้นไปอาบน้ำ สาวสวยที่เข้ามาใหม่คนนั้นก็ได้เดินสวนลงไปแช่ในอ่างออนเซ็น ตลอดช่วงเวลาในออนเซ็นก็จะมีผู้คนเวียนเข้า-ออกอยู่ตลอดแต่ก็จะอยู่เพียงไม่นาน พอคุณคาโน่เดินออกมาจากโซนออนเซ็น และต้องการที่จะกลับขึ้นห้องพัก ทางด้านครูมิเอะ และครูฮานะเองก็เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องเวลา เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยผ่าน 5 ทุ่มมาแล้ว ทั้งคู่จึงเริ่มลังเล และตัดสินใจว่าพวกเธอควรขึ้นจากบ่อออนเซ็นได้แล้วหรือยัง ฝั่งของครูฮานะก็บอกครูมิเอะไปว่าตนนั้นยังไม่อยากขึ้นให้ครูมิเอะขึ้นไปก่อนเลยแล้วตนเองจะอยู่กับหญิงสาวอีกคนที่แช่อยู่ด้วยกันกับเธอแทน ด้านผู้หญิงคนนั้นได้ยินก็ยิ้มรับ และพยักหน้าตอบตกลงครูฮานะไป ผ่านไปเพียงไม่นานครูมิเอะก็อาบน้ำเสร็จ และบอกกับครูฮานะไปว่าตนจะไปรอที่โซนนั่งเล่นข้างนอก ครูฮานะได้ยินเช่นนั้นก็ตอบรับ และแช่ออนเซ็นต่อภายในห้องแช่ออนเซ็นตอนนี้เหลือเพียงครูฮานะ และหญิงสาวคนนั้นแค่ 2 คน ด้วยความที่ตำแหน่งของออนเซ็นอยู่ชั้นบนสุดของโรงแรม ภายในห้องจึงมีบานกระจกไว้สำหรับมองวิวต่าง ๆ รอบนอก ครูฮานะจึงค่อย ๆ ขยับตัวไปตรงบานกระจกนั้นแต่แล้วเธอกลับมีความรู้สึกแปลก ๆ ขึ้นมาอย่างไม่ชอบมาพากล บรรยากาศเริ่มอึดอัดทำให้หายใจไม่ออก ควันเริ่มเพิ่มมากขึ้น น้ำในบ่อก็เริ่มร้อนขึ้น ในใจยังคงคิดแค่ว่าอาจจะเป็นเพราะอยู่กันเพียง 2 คน น้ำในบ่อจึงร้อนแต่ความรู้สึกเริ่มไม่สบายตัวทำให้ครูฮานะมีอาการฟึดฟัด กระสับกระส่ายจากสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในบ่อน้ำร้อนแห่งนี้แต่ถึงอย่างนั้นสายตาของครูฮานะยังคงจับจ้องที่วิวภายนอก แต่ภาพเงาสะท้อนกระจกตรงหน้าก็ทำเธอผวา เมื่อพบว่าข้างหลังของเธอดันมีผู้หญิงอีก 10 กว่าชีวิตแช่ออนเซ็นอยู่ด้วย! ด้วยความตกใจครูฮานะจึงรีบหันหลับไปดูแต่ปรากฎว่าผู้หญิงเหล่านั้นก็หายไปเหลือเพียงแต่ควันร้อนจากบ่อออนเซ็นเท่านั้น และมีผู้หญิงคนเดิมนั่งอยู่ ครูฮานะจึงบอกกับผู้หญิงคนนั้นไปว่า ‘จะขึ้นแล้วนะ ขึ้นด้วยกันเถอะ’ แต่ก็ไร้เสียงตอบรับกลับมา มีเพียงใบหน้าที่หลับตาพลิ้มสบายกับการแช่น้ำร้อน ครูฮานะเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้สนใจ และรีบเดินไปนั่งเก้าอี้อาบน้ำในโซนฝั่งตรงข้าม ในวินาทีที่ครูฮานะกำลังจะอาบน้ำ ภาพสะท้อนในกระจกตรงหน้าที่เธอเห็นไม่ใช่ผู้หญิงคนเดิมอีกต่อไปแต่เป็นคนแก่ร่างกายเหี่ยวย่นทั้งตัว ทุกอย่างในร่างหย่อนยาน และกำลังยิ้มเผยเขี้ยวแหลมมาให้เธอมาตรงที่กระจก ความหลอนที่ปรากฎตรงหน้าทำให้ครูฮานะรีบวิ่งออกมาจากตรงนั้นด้วยร่างเปลื่อยเปล่า และมาเจอกับครูมิเอะที่มายืนดักไว้‘ทำบ้าอะไร ทำไมออกมาสภาพแบบนี้’ ครูมิเอะเห็นแบบนั้นจึงถามด้วยความสงสั ยและพยายามพาตัวกลับไปครูฮานะด้วยความกลัวจึงตอบกลับไปว่า ‘ไม่กลับ ๆ มันมีผี!’ แต่ครูมิเอะ ก็ตอบกลับไปว่าไม่สามารถให้เธอไปด้วยสภาพเปลื่อยเปล่าแบบนี้ได้และจำเป็นที่จะต้องกลับไปเอาชุดยูกาตะของครูฮานะ ทั้ง 2 คนจึงจับมือกันเข้าไปข้างในอีกครั้ง และเมื่อหันกลับไปมองในห้องออนเซ็นนั้นก็เจอเพียงแต่ความว่างเปล่า ร่างของผู้หญิงคนนั้นได้หายไปแล้วนั่นหมายความว่าครูฮานะคือผู้ใช้บริการคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้ ทั้งคู่จึงรีบวิ่งกันออกมาจากออนเซ็น และกดลิฟท์ลงไปที่ชั้นของห้องพักตัวเอง ในระหว่างที่ลิฟท์เคลื่อนตัวลง จู่ ๆ บรรยากาศในโรงแรมก็เริ่มเงียบสงัดจนหูทั้งสองข้างอื้ออึง เมื่อถึงห้องพักพวกเธอก็พยายามที่จะไขกุญแจเพื่อจะเข้าไปในห้องแต่กลายเป็นว่าพยายามจะเปิดเท่าไหร่มันก็เปิดไม่ออก แม้จะใช้ตัวช่วยดันกระแทกเข้าไปก็ยังไม่สามารถเปิดได้ จนจู่ ๆ ครูฮานะก็ได้ยินเสียงผู้ชายประมาณ 3-4 คนคุยกันราวกับว่ามีงานเลี้ยงอยู่แถวนั้น เธอจึงพยายามหาต้นตอของเสียง ปรากฎว่าเสียงที่เธอได้ยินนั้นมันดังออกมาจากห้องของเธอเอง! ครูฮานะจึงตรวจเช็คเลขห้องแต่ก็พบว่าเลขมันตรงกับกุญแจที่เธอนั้นถืออยู่ เธอเลยบอกให้ครูมิเอะไปกดลิฟท์แต่กลายเป็นว่ากดยังไงก็ไม่ติด เปลี่ยนทางไปประตูหนีไฟก็ยังเปิดไม่ออก คราวนี้ครูมิเอะเลยตัดสินใจเคาะประตูทุกห้องในชั้นเรียงไปแต่ก็ไม่มีใครออกมาเปิดประตูให้เลยสักคน ทางด้านครูฮานะที่พยายามดันตัวกระแทกไปที่ประตูห้องเธอนั้นก็กลับกลายเป็นว่ายิ่งเธอดันเข้าไปเท่าไหร่ เสียงในห้องก็ยิ่งดังชัดขึ้นมากเท่านั้น จากเสียงที่สังสรรค์อยู่ที่เตียง ขยับมาเป็นกลางห้อง และค่อย ๆ ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตู เป็นเสียงของผู้ชายที่ตะโกนร้องว่า ‘คัมไป!’ ดังชัดอย่างสนุกสนาน และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะดัง ‘ฮิ ๆ ๆ’ คล้ายกับคนที่ต้องการจะกลั่นแกล้ง จนกระทั่งจู่ ๆ ไม่รู้มีอะไรดลใจให้ครูฮานะเอื้อมมือไปเคาะที่ประตู 3 ครั้งพร้อมพูดว่า ‘ขอความกรุณาให้เราเข้าพักด้วยนะคะ’ สิ้นเสียงประโยคนั้นราวกับทุกอย่างถูกตัดไปทันที สถานการณ์รอบข้างกลับมาเป็นปกติ เสียงที่เคยได้ยินในห้องเงียบหายไปเหมือนไม่เคยมีคนอยู่เมื่อทั้ง 2 คนได้สติก็ตื่นมาเจอแขกของโรงแรมหลายคนยืนมองด้วยความสงสัย และคุณคาโน่ก็คือหนึ่งในนั้น‘เป็นอะไร’ ครูคาโน่ถามครูสาวทั้ง 2 คน‘แล้วพี่เป็นอะไร เคาะประตูทำไมไม่เปิด’ ครูมิเอะและครูฮานะก็ตอบกลับว่าด้วยความโกรธทุกคนที่ได้ยินก็แปลกใจ และตอบกลับไปว่าตนนั้นเปิดตั้งแต่ที่ได้ยินเสียงเคาะครั้งแรกแล้ว อาการหวาดกลัวกับสิ่งที่ได้เจอนั้นทำให้ทั้งครูมิเอะ และครูฮานะวิ่งไปวิ่งมาคล้ายกับคนสติแตก เมื่อสถานการณ์กลับมาเป็นปกติ ทั้งคู่ก็ไม่กล้าที่จะกลับไปนอนห้องตัวเองอีกต่อไป พวกเธอจึงมานอนค้างที่ห้องของคุณคาโน่ เช้าวันถัดมาทุกคนก็เอาเหตุการณ์ทั้งหมดที่เจอไปบอกกับทางโรงแรม ผู้จัดการก็ได้บอกกลับมาว่า ‘ยังไงคืนนี้ขอให้ทำตามกฎด้วยนะ’ แม้ความกลัวจะไม่ได้หายไปแต่ทุกคนก็ยังคงตัดสินใจพักที่โรงแรมตามเดิม พอเข้าคืนที่ 2 ครูมิเอะ และครูฮานะก็ได้ทำตามกฎที่เคยไม่เชื่อในตอนแรกอย่างครบถ้วน ปรากฎว่าทุกอย่างปกติดี ไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณคาโน่เลยบอกครูมิเอะ และครูฮานะไปว่าอย่าเพิ่งค้นหาอะไรเกี่ยวกับโรงแรมแห่งนี้ ให้รอจนกว่าจะออกไปก่อนแล้วจึงค่อยหาดู เมื่อทุกคนออกมาจากโรงแรมเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงได้เสิร์ชหาเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น จนไปเจอเข้ากับกระทู้หนึ่ง ในนั้นเขียนไว้ว่าเมื่อก่อนพื้นที่ของโรงแรมแห่งนี้เป็นศาลเจ้า จึงทำให้มีเสาโทริอิตั้งอยู่ตรงทางเข้าของโรงแรม แต่ศาลเจ้าแห่งนี้เป็นสถานที่ทำธุรกิจ และก็ขาดทุนไป เลยได้ขายให้กับนักธุรกิจคนหนึ่ง ก่อนที่เขาคนนั้นจะนำพื้นที่นี้ไปสร้างเป็นโรงแรม ทว่าความผิดปกติของสถานที่แห่งนี้กลับอยู่ที่ตัวศาลเจ้าเอง ตามความเชื่อเดิมนั้น พลังงานขาวดำควรแยกออกจากกันอย่างชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าศาลเจ้านี้ดันไปรับกิจเพิ่มซึ่งนั้นก็คือการทำ ‘สุสาน’ นั่นแปลว่าเป็นการเอาของสีดำหรือของที่ไม่ดีเข้าไปในศาลเจ้า นั้นทำให้พลังงานขาวดำที่อยู่ในนั้นมันตีกันอยู่ภายในพื้นที่ สลับผลัดเปลี่ยนกันทำลายกันแต่ก็ไม่สำเร็จ ดวงวิญญาณก็ไม่สามารถเอาโรงแรมลงได้เพราะเป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียง ส่วนโรงแรมก็ไม่สามารถกำจัดเหล่าดวงวิญญาณไปได้เช่นกัน จึงจำเป็นที่สองสิ่งนี้จะต้องอยู่ร่วมกัน และสิ่งสุดท้ายที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่พวกเขาเผชิญ ก็คือข่าวของหญิงสาวคนหนึ่งที่เสียชีวิตภายในออนเซ็น โดยมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว ทำให้เธอเกิดอาการไหลตายขณะกำลังแช่น้ำอยู่ที่น่าขนลุกไปกว่านั้นคือ เวลาที่หญิงสาวเสียชีวิตตรงกับช่วง 5 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ระบุไว้ในกฎของโรงแรม และคำเตือนที่พวกเขาได้รับตั้งแต่แรก…(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณปีใหม่ ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

14 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณปีใหม่ ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’ l อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

เพราะความฝันที่เหมือนทำนายความเป็นความตายของชีวิต หรือเพราะคำพูดที่ไม่ทันคิดของเพื่อนร่วมทาง ทำให้มีเพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญมาเพิ่มโดยไม่รู้ตัว จนโดนทักว่ามีคนนั่งห้อยขาอยู่บนหลังคารถเต็มไปหมดเลย แต่ความจริงแล้วไม่มีใครอยู่ด้านบนหลังคา แล้วสิ่งที่เห็นด้านบนคือใครกันแน่ !? เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]’ ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เพื่อนร่วมทางที่ไม่ได้รับเชิญ’ ‘คุณปีใหม่’ เล่าว่าเรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ในตอนนั้นตัวของคุณปีใหม่ อยู่ประมาณประถมปลาย และที่บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ที่ชอบไปทำบุญในช่วงเข้าพรรษา โดยจะชอบนำพระประธานองค์ใหญ่ไปถวายตามวัดที่ต่างจังหวัด ซึ่งในปีนั้นก็ได้นัดกับครอบครัวว่าครั้งนี้จะนำไปถวายที่วัดในจังหวัดบ้านเกิด และจะเดินทางโดยรถทัวร์ เพราะไปกันหลายคนมาก ๆ ด้วยความที่บ้านของคุณปีใหม่ทำธุรกิจตลาด ทำให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาดขอร่วมไปทำบุญด้วยกัน ทางครอบครัวจัดการนัดวันเดินทางเรียบร้อยทุกอย่างปกติจนถึงวันเดินทางก็เริ่มออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด ประมาณตี 4 ระหว่างที่เดินทางกันมาเรื่อย ๆ จนถึงช่วงทางโค้งที่กำลังจะเข้าสู่ตัวจังหวัด จำเป็นต้องขึ้นเขาเพื่อเข้าไปในตัวเมือง ในจังหวะที่กำลังขับรถขึ้นเขานั้นก็เริ่มมีควันลอยออกมาจากหน้ารถฝั่งคนขับ จากที่ทุกคนกำลังเฮฮา และร้องเพลงกันอย่างสนุกสนานในรถก็เงียบลง จากตอนแรกที่มีแค่ควันก็เริ่มมีกลิ่นไหม้ คุณลุงที่มาด้วยกันจึงเดินไปดูเหตุการณ์ด้านหน้ารถ จนรู้เรื่องว่ารถเบรกแตก ทำให้ในตอนนั้นรถไม่สามารถเบรกได้ ต้องคอยประคอง และปล่อยไหลตามแนวเขาเรื่อย ๆ เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเมื่อเริ่มมีสะเก็ดไฟลอยขึ้นมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ คุณปีใหม่รู้สึกตัวเลยว่าในตอนนั้นเองเหมือนกำลังตกจากที่สูง แต่คุณปีใหม่ก็สะดุ้งตื่นในทันที ทำให้รู้ว่าทั้งหมดเป็นแค่เพียงความฝัน ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เธอรู้สึกไม่ดี เพราะวันนี้คือวันที่ต้องออกเดินทาง จึงตัดสินใจนำความฝันไปเล่าให้กับคุณแม่ฟัง แต่คุณแม่ก็ไม่เชื่อและพูดกลับมาว่า“ดูหนังเยอะเกินไปหรือเปล่า หรือดูอะไรก่อนนอนแล้วเก็บไปฝัน” พอโดนคุณแม่ตอบกลับมาแบบนั้น คุณปีใหม่จึงไม่เก็บเอามาใส่ใจ หลังจากที่จัดการอะไรต่าง ๆ เสร็จ คุณปีใหม่ก็เริ่มออกเดินทางต่อด้วยรถส่วนตัว ซึ่งคนที่จะเดินทางด้วยรถทัวร์ก็จะมีคุณแม่ ญาติบางส่วน และพ่อค้าแม่ค้า คุณปีใหม่เดินทางไปถึงสถานที่เตรียมงานตั้งแต่เวลาประมาณ 11 โมง และได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อรอต้อนรับคณะทัวร์ แต่คุณปีใหม่รอจนเวลาประมาณ 5 โมงเย็น แล้วรถทัวร์ก็ยังเดินทางมาไม่ถึง ทันใดนั้นเองผู้ใหญ่บ้านก็โทรมาหาคุณน้าที่อยู่กับคุณปีใหม่ว่า“รถทัวร์เบรกแตกอยู่บนเขา” นั่นทำให้คุณปีใหม่ตกใจมาก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตรงกับสิ่งที่ฝันมาเมื่อคืนเลย และในฝันไม่มีใครรอดจากเหตุการณ์นี้สักคน แต่ผู้ใหญ่บ้านก็รีบบอกต่อว่า “ไม่มีใครเป็นอะไร ให้ออกไปรับคนจากรถทัวร์” ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นจึงนำรถยนต์ของชาวบ้านในหมู่บ้านไปรับคนที่อยู่บนรถทัวร์กลับมาที่หมู่บ้าน พอทุกคนมาถึงก็พูดคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกอย่างก็ตรงกับที่คุณปีใหม่ฝันทั้งหมด เธอจึงรีบทักแม่ว่า “เห็นมั้ย มันเป็นแบบที่หนูบอกแม่ทุกอย่างเลย” แต่คนขับรถก็บอกว่าที่เบรกแตก เพราะพอขึ้นเขาจำเป็นต้องใช้เบรกเยอะ ทำให้ผ้าเบรกไหม้และแตกในที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนก็ยังคงคุยกันต่อถึงเหตุการณ์นี้ว่า เพราะมันเกิดจากสิ่งที่มองไม่เห็น หรือเปล่า? ทำให้ทุกคนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะออกเดินทางว่า รถทัวร์คันนั้นไปรับทุกคนขึ้นรถที่ลานจอดรถที่เป็นสุสานรถของกลางของสถานีตำรวจนครบาลแถวบางเขน ซึ่งตลาดของบ้านคุณปีใหม่อยู่ข้าง ๆ ลานจอดรถนี้พอดี แล้วเมื่อเช้าตอนตี 4 จังหวะที่รถเข้าไปจอดรับพ่อค้าแม่ค้า ก็มีคุณลุงในตลาดพูดขึ้นมาว่า “ทุกคน ขึ้นรถกันเถอะ” ในตอนนั้นไม่ได้มีใครคิดอะไรกับคำพูดนี้ แต่ระหว่างเดินทางจนขึ้นทางด่วน ก็ได้มีตำรวจทางหลวงขับรถตามและบีบแตรเรียกให้จอดรถ และตำรวจก็พูดขึ้นมาว่า“ทำไมถึงปล่อยให้มีคนนั่งบนหลังคารถและห้อยขาลงมาเต็มไปหมดเลย เขาเห็นมาแต่ไกลที่นี่บนทางด่วนนะ ทำไมถึงปล่อยให้ขึ้นมาแบบนี้”ซึ่งทุกคนที่อยู่บนรถก็งงและยืนยันว่าไม่มีใครนั่งบนหลังคารถทั้งนั้น ทุกคนจึงอนุมานกันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากที่คุณลุงคนนั้นพูดขึ้นมาแบบไม่ทันคิด และสิ่งที่มองไม่เห็นอาจจะตามมาตั้งแต่ที่ลานจอดรถนั้น(เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

09 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณเปา ‘สวนยางหน้าฝน’ l อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

วันหนึ่งคนเฝ้าสวนออกไปจับกบ ดันไปเจอซากกบที่เหลือแต่ตัวเพราะหัว และขาถูกกัดไป!เลยเก็บตัวกบไปกะจะเอาไปทำเหยื่อ ระหว่างทางจะกลับไม่รู้มีอะไรดลใจให้ส่องไฟกบไปบนต้นยาง ก็เห็นเป็นเงาแปลกๆวิ่งตามไฟที่ส่อง กลับเจอคนแก่หลังค่อมไม่ใส่เสื้อผ้า ก้มทำอะไรสักอย่าง พอสาดไฟไปอีกครั้งก็เจอควันลอยมาเป็นหน้าคนแก่ แล้วพูดว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ตกดึกกลับบ้านมาได้ยินเสียงเท้าเดินรอบเถียงนาพร้อมกับเสียงโหยหวน ไม่จบแค่นั้น เด็กในหมู่บ้านเกิดอุบัติเหตุ น้องก็เล่าว่าขับรถผ่านสวนยางหันไปเห็นคนไม่ใส่เสื้อวิ่งตามรถจนแหกโค้ง!เรื่องราวจะเป็นอย่างไร ติดตามได้ใน‘อังคารคลุมโปง Xครูตรีมีเรื่องเล่า[4ส.ค. 2569 ]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจแนน’ ‘ดีเจโซเซฟ’ และ ‘ดีเจมดดำ’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า‘สวนยางหน้าฝน’ ‘คุณเปา’ได้เข้ามาถ่ายทอดเรื่องราวสุดหลอนที่เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของตนเองในจังหวัดกาฬิสินธุ์โดยครอบครัวของคุณเปา ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและมีสวนยางที่คุณพ่อได้ปลูกเอาไว้ราว ๆ 20 กว่าไร่ ซึ่งโดยปกติในช่วงหน้าฝนนั้นจะไม่สามารถกรีดยาง หรือทำการเกษตรอื่นๆ ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลยเพราะภายในสวนยางจะมีขี้ยาง หรือก้อนยางที่เมื่อโดนน้ำกรดจะส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่สามารถเอาเข้ามาในหมู่บ้านได้บริเวณบ้านจึงมีเถียงนาที่เป็นพื้นที่ไว้สำหรับคนเฝ้าสวนยางแห่งนี้ในช่วงเวลานั้นพ่อ และแม่ของคุณเปา ต้องไปทำธุระที่ต่างจังหวัดเป็นเวลาลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ จึงทำให้ต้องจ้างวานคนเฝ้าสวนมาดูแลสวนยางในระหว่างที่ตนเองไม่อยู่เลยได้เจอกับ‘พี่บี’ชายหนุ่มในครอบครัวชาวลาวที่กำลังตกงานอยู่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็ขึ้นในช่วงหน้าฝน ซึ่งโดยปกติของคนภาคอีสาน เมื่อเข้าสู่หน้าฝนชาวบ้านหลายคนก็จะออกมาจับกบ จับอึ่งนำไปทำอาหารกินกันอยู่มาวันหนึ่ง ในวันฝนตกพี่บีที่กำลังเตรียมตัวออกไปจับกบบนหัวของเขาสวมไฟส่องกบ และขาทั้งสองสวมรองเท้าบูธทันใดนั้นเองในตอนที่เขากำลังจะก้าวขาลงไปที่เถียงนา เขากลับมองเห็นดวงไฟสีส้มนวลอยู่ห่างออกไปจากเถียงหน้าประมาณหลายกิโล ภายในใจเขาคิดว่าคงเป็นชาวบ้านที่กำลังออกมาจับกบเหมือนกันกับเขา จึงไม่ได้เอะใจอะไรระหว่างทางเขาก็ค่อย ๆ เดินลงไปเรื่อย ๆเพราะบริเวณไร่นาที่จะมีกบนั้นจะต้องเดินลัดผ่านสวนยางไปในตอนก่อนที่เขาจะเดินลงไปในเถียงนาเป็นปกติที่จะเขาได้ยินเสียงกบ เสียงอึ่งส่งเสียงร้องดังไปทั่วผืนนาแต่เมื่อเขาลงไปถึงข้างล่าง บรรยากาศรอบข้างกลับเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของตัวเขาเองเขาเดินไปตามทางคันนาเรื่อย ๆ ก็ไม่เจออะไรแต่แล้วที่สิ่งปรากฏตรงหน้ากลับทำให้เขาประหลาดใจ เมื่อเขาเจอซากกบ!ที่ส่วนหัว และแขนขาของมันถูกกัดกินไปเหลือไว้เพียงลำตัวเขาคิดว่าคงเป็นพวกแมวหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘อีเห็น’ที่มากัดไปและเพราะตรงส่วนลำตัวของกบที่ยังสดอยู่ เห็นแบบนั้นพี่บีเลยตัดสินใจเก็บซากกบนั้นกลับไปเผื่อว่าจะเอาไปทำเป็นเหยื่อปลาหลังจากเดินไปได้สักพัก จนแล้วจนเล่าเขาก็ไม่เจออะไรจึงถอดใจและเตรียมตัวกลับบ้าน ในตอนที่พี่บีกำลังจะเดินกลับ แทนที่จะใช้ไฟบนหัวส่องนำทาง กลับมีอะไรดลใจให้เขาเลือกที่จะส่องไฟขึ้นไปบนสวนยางและในจังหวะที่เขามองขึ้นไปนั้น เขาก็เห็นเงาอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตามแสงไฟเขาอยู่ และเมื่อเขาขึ้นไปบนสวนยาง ด้วยเวลาการเดินข้างนานเลยทำให้ไฟบนหัวของเขาติด ๆ ดับ ๆเขาจึงพยายามเคาะจนเมื่อไฟกลับมาติดอีกครั้งในจังหวะที่เขาหันไปส่องไฟที่สวนยางเขากลับเห็นภาพของชายแก่ หลังค่อมคนหนึ่งที่เนื้อตัวไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแม้แต่ชิ้นเดียวกำลังก้มทำอะไรสักอย่างอยู่กลางสวนและด้วยความอยากรู้อยากเห็นเขาจึงตัดสินใจสาดไฟส่องไปตรงนั้นอีกครั้งหนึ่งเขาเห็นแสงไฟสีส้มนวลเหมือนกับตอนแรกที่เขาเจอไฟมันลอยมาตกแถวใกล้กับเถียงนา และค่อย ๆ จางไป ทันใดนั้นไฟบนหัวของเขาที่กำลังติด ๆ ดับ ๆเมื่อถึงจังหวะที่ไฟบนหัวเปิดขึ้น ภาพตรงหน้าเกือบทำเขาแทบล้มทั้งยืน!เมื่อสิ่งที่เขาเห็น คือใบหน้าของคนแก่ที่ลอยมาเป็นกลุ่มควันและยังพูดกับเขาอีกว่า‘เอากบกูไปหยัง! กูกินบ่ทันเบิ่ดอยู่’ใบหน้านั้นพูดกับเขาความกลัวเข้าครอบงำจนทำให้เขาร้องไห้ และปัสสาวะราดออกมาในทันที จนแฟนของพี่บีได้ยินจึงเข้าไปเรียกสติแล้วพากลับมาที่บ้าน หลังจากได้สติเขาก็เล่าเรื่องราวที่ไปเจอเจอมาให้แฟนสาวฟัง แฟนก็บอกว่า‘ไม่มีอะไรหรอก อยู่มาตั้งหลายเดือนไม่เคยมีอะไรแบบนี้เลย’ ถึงอย่างนั้นแฟนสาวของเขาก็พยายามบอกให้เขาไม่ต้องคิดมาก และข่มตาลงนอน แต่ในช่วงที่แฟนของเขาหลับไปแล้วเขากลับได้ยินเสียงคนเดินลากเท้าอยู่รอบ ๆ เถียงนาตลอดเวลา และทำเสียงโหยหวนคล้ายเสียงแมวตอนติดสัดพอเช้าวันถัดมา เขาก็มาเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีใครเชื่อว่าสิ่งที่เขาเจอมาจะเป็นเรื่องจริง แต่แล้ววันหนึ่งก็มีเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านประสบอุบัติเหตุอยู่ข้าง ๆ สวนยางแถวบ้านคุณเปา น้องเล่าว่าในจังหวะที่ขับมอเตอร์ไซค์ผ่านสวนยางไฟรถก็ส่องไปเห็นร่างของคนที่ไม่ใส่เสื้อผ้าวิ่งตามรถของน้องไม่ว่าน้องจะขับหนีไปเร็วแค่ไหนก็ยังวิ่งตามทำให้น้องกลัวจนหันมามองอีกทีถนนก็เป็นทางโค้งแล้ว ทำให้เลยโค้งไปจนมีคนหนึ่งที่ตอนนี้ยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ และจนท้ายที่สุดแล้วก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าสิ่งที่ได้เจอคืออะไรกันแน่.. (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

06 ส.ค. 2026

เรื่องเล่าจากคุณตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร l อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

“มึงคอยดูนะ บ้านมึงจะฉิบหาย” ไม่มีใครคิดว่าคำพูดของแม่ชีจะกลายเป็นจริง เพราะหลังจากวันนั้น บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยสงบอีกเลย ขณะที่แม่ชีคนนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย เรื่องราวจะเป็นอย่างไร สามารถติดตามได้ใน ‘อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร[21 ก.ค. 2569]’ไปพร้อมกับ ‘ดีเจเชาเชา’ และ ‘ดีเจเจ็ม’ กับเรื่องราวที่มีชื่อว่า ‘เหตุเกิดจากบายศรี’ คุณตุ๊กติ๊กได้ถ่ายทอดเรื่องราวชวนขนลุกของลูกดวงรายหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นจากการที่เจ้าตัวเข้ามาปรึกษา และเล่าให้เธอฟังว่า “บ้านพี่เนี่ยโดนทำของ” ลูกดวงเล่าว่า ลูกสาวของตนเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างน่าวิตก บางวันนอนหลับแล้วปลุกไม่ตื่น แต่เมื่อสามารถลืมตาขึ้นมาได้ ดวงตากลับปรากฏเพียงตาขาว ไม่มีตาดำให้เห็น จนสร้างความหวาดกลัวให้กับคนในครอบครัวเป็นอย่างมาก คุณตุ๊กติ๊กจึงสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคุณแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นลูกดวงของเธอ คุณแม่จึงเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมดว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวใช้ชีวิตกันอย่างสงบสุข โดยคุณตาเป็นหมอดูที่มีวิชาในระดับหนึ่ง คอยช่วยเหลือผู้คนทั้งการดูดวง และรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยสมุนไพรกระทั่งวันหนึ่ง คุณตามีความตั้งใจจะนำพระพุทธรูปปางนาคปรกเพื่อนำมาประดิษฐานไว้ภายในบ้าน ในวันนั้นคุณตาเพียงพูดว่าอยากซื้อดอกบัวมาใช้ในพิธี แต่จู่ ๆ ก็มีแม่ชีคนหนึ่งเดินเข้ามาทักว่า“เห้ย เนี่ยถ้าทำแบบนี้ไม่ได้นะ ต้องใช้บายศรี”พร้อมบอกว่าใช้ดอกบัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จากนั้นแม่ชีจึงพูดต่อว่า“ฉันทำบายศรีเป็น จ้างฉันสิ”แต่คุณตาปฏิเสธด้วยการตอบกลับว่า“ไม่เอา อยากได้ง่าย ๆ”ทันใดนั้น สีหน้าของแม่ชีก็เปลี่ยนไป ราวกับโกรธแค้นอย่างรุนแรง ก่อนจะด่าทอคุณตาอย่างหนัก และทิ้งท้ายด้วยคำพูดที่ไม่มีใครคาดคิดว่า “มึงคอยดูนะ บ้านมึงอ่ะจะฉิบหาย” แม้คุณตาจะไม่ได้เก็บคำพูดนั้นมาใส่ใจ และปล่อยผ่านเหตุการณ์ดังกล่าวไป แต่หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครพบแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย หลังเหตุการณ์นั้นไม่นาน คุณตาก็เริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง สุขภาพทรุดลงเรื่อย ๆ ขณะที่ลูกสาวของคุณตา ซึ่งเป็นผู้ที่มองเห็นดวงวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก กลับเล่าว่าเธอเห็นดวงวิญญาณมาขี่คอ คุณตาอยู่ทุกวันไม่นานหลังจากนั้น อาการของคุณตาก็ทรุดหนัก ก่อนจะเสียชีวิตในที่สุดแต่เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะหลังจากคุณตาจากไป ลูกสาวที่เคยเห็นวิญญาณขี่คอคุณตา กลับเริ่มมีอาการป่วยตามมา และมีอาการประหลาดเหมือนที่คุณตุ๊กติ๊กเล่าไว้ในข้างต้น ทั้งการนอนหลับปลุกไม่ตื่น ลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเพียงตาขาว ไม่มีตาดำ บางครั้งมีอาการเหม่อลอย และไม่รับรู้สิ่งรอบตัว คุณแม่พยายามช่วยลูกทุกวิถีทาง แม้กระทั่งนำน้ำมนต์มาหยอดปาก แต่เด็กกลับเม้มปากแน่น ไม่ยอมรับน้ำมนต์ ทั้งที่ยังไม่ยอมลืมตาตื่น และทุกครั้งที่พยายามเช็ดตัว ลูกจะดิ้นรนขัดขืน แต่ยังคงไม่รู้สึกตัว อาการเช่นนี้เกิดขึ้นแทบทุกวัน จนคุณแม่ตัดสินใจมาขอคำปรึกษาจากคุณตุ๊กติ๊กหลังจากพูดคุย และดูดวงร่วมกันอยู่ระยะหนึ่ง คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับคุณแม่ว่าจากที่เธอเห็นผ่านไพ่ดูดวง แม่ชีคนดังกล่าวไม่ได้ทำของใส่เพียงคนในครอบครัว แต่ทำของใส่ทั้งที่ดิน และตัวบ้านจนทำให้บ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ที่อยู่ได้ยาก ด้วยความที่ทั้งสองอยู่กันคนละจังหวัด โดยคุณแม่อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ส่วนคุณตุ๊กติ๊กอยู่จังหวัดนนทบุรี เธอจึงส่งสิ่งของสำหรับใช้ประกอบพิธีไปให้ ได้แก่ ทรายเสกของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ น้ำมนต์ และชายผ้าเหลืองของพระอาจารย์หนู เพื่อให้นำไปผูกแขนลูกสาว นอกจากนี้ คุณตุ๊กติ๊กยังแนะนำให้นำน้ำมนต์ไปแบ่งใส่ในขวดน้ำทุกขวดภายในบ้าน พร้อมอธิบายว่า “ยังไงคนเราก็ต้องกินน้ำ” เพื่อให้เด็กได้รับน้ำมนต์โดยไม่รู้ตัว ส่วนทรายเสก เธอให้คุณแม่นำไปประกอบพิธีร่วมกับเกลือสมุทร และเครื่องประกอบพิธีอื่น ๆ ตามที่แนะนำ โดยให้ทำพิธีในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และไม่เกินเวลา 11.00 น. เมื่อเสร็จพิธีแล้วให้นำทรายเสกไปโปรยรอบบ้าน พร้อมกล่าวถ้อยคำตามที่เธอสอน โดยให้เอ่ยแต่คำอันเป็นมงคล และกล่าวว่า ขอให้สิ่งไม่ดีทั้งหลายถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากบ้านหลังนี้ คุณแม่ทำทุกขั้นตอนตามคำแนะนำอย่างครบถ้วนเวลาผ่านไปราว 2 สัปดาห์ คุณแม่ได้ส่งข้อความกลับมาหาคุณตุ๊กติ๊ก พร้อมแจ้งข่าวกลับมาว่า ลูกสาวที่เคยป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อาการตาขาว เหม่อลอย รวมถึงอาการชักดิ้น และเกร็งหายไปอย่างกับปาฏิหาริย์ จนกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ไม่เพียงเท่านั้น ความรู้สึกอึดอัดภายในบ้านที่เคยมีมาตลอดก็หายไป บรรยากาศภายในบ้านกลับรู้สึกโปร่ง เบาสบาย และเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลัง คุณตุ๊กติ๊กได้พูดคุยกับคุณแม่เพิ่มเติม จึงทราบว่า ลูกสาวเป็นเด็กที่เคยสวดมนต์และปฏิบัติธรรมเป็นประจำ แต่ในช่วงที่เริ่มมีอาการผิดปกติ เพราะห่างจากการสวดมนต์และการปฏิบัติธรรมไปเป็นเวลานาน คุณตุ๊กติ๊กจึงบอกกับ คุณแม่อย่างตรงไปตรงมาว่า ตัวลูกสาวมีลักษณะคล้ายกับเธอแทบทุกอย่าง และเชื่อว่าเด็กคนนี้มีเส้นทางบางอย่างที่ต้องเลือกเดินด้วยตัวเองเธอจึงฝากคำแนะนำกับคุณแม่ว่า หน้าที่สำคัญที่สุดคือคอยประคับประคองลูกให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ดี อย่าให้ห่างจากการสวดมนต์ การปฏิบัติธรรม และการสร้างบุญ เพราะหากเริ่มห่างจากสิ่งเหล่านี้ อาจส่งผลไม่ดีในอนาคต อีกทั้งยังเตือนว่า ด้วยความที่ลูกยังอยู่ในวัยเด็ก อารมณ์มักจะมาก่อนเหตุผล จึงควรฝึกควบคุมอารมณ์ให้มากขึ้น หลังจากนั้นมา เหตุการณ์ประหลาดทั้งหมดก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลย คุณแม่ยืนยันกับคุณตุ๊กติ๊กว่า จนถึงปัจจุบันลูกสาวกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และไม่มีเรื่องน่ากลัวใด ๆ เกิดขึ้นภายในบ้านอีก อย่างไรก็ตาม คุณแม่ยังเชื่อว่าต้นเหตุของเหตุการณ์ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากคำสาปแช่งของแม่ชีในวันนั้น เพราะนับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ครอบครัวก็ต้องเผชิญแต่เรื่องร้ายมาโดยตลอด เธอจึงพยายามออกตามหาแม่ชีรูปนั้นเพื่อสอบถามความจริง แต่ไม่ว่าจะพยายามค้นหามากเพียงใด ก็ไม่พบร่องรอยของแม่ชีคนดังกล่าวอีกเลย ราวกับว่าเธอได้หายไปจากชีวิตของทุกคนอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงเรื่องราวชวนขนลุกที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน)

EFM FANDOM RECAP

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

19 ส.ค. 2026

ไม่ต้องย้อนเวลาเพื่อกลับไปรักกัน เพราะตอนนี้ก็รักกันสุด ๆ แล้ว ~~ EFM FANDOM LIVE ต้อนรับ มี่ภัทร - เอญ่า พร้อมนำความน่ารักสุดละมุน มาเติมให้จนแฟน ๆ ยิ้มตามไปกับความหวานของทั้งคู่ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 13 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Sweet Addiction รสหวานเกินหยุดยั้งนามปากกา : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ จะเป็นยังไง ถ้าโลกแห่งนี้มีแวมไพร์ร่วมอาศัยกับมนุษย์? เมนิต้า (มี่ภัทร) ลูกสาวคนเดียวแห่งตระกูลแวมไพร์ชั้นสูงที่หนีการหมั้นหมายเพียงเพราะไม่ชอบขี้หน้าฝั่งตรงข้าม เธอหนีมาพร้อมกับแมวสีเทาขนสลวยและเงินจำนวนหนึ่ง ด้วยความหิวจึงเข้าไปยังคาเฟ่และสั่งอาหารเพื่อประทังชีวิต ทันใดนั้นเอง ประสาทการได้กลิ่นของแวมไพร์ก็ทำให้เธอค้นพบกับหญิงสาวร่างเล็กที่ชื่อว่า แองเจิ้ล (เอญ่า) กลิ่นหอมหวานคาราเมลที่เตะจมูกเข้าอย่างจัง ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เมนิต้าพุ่งเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับดีดนิ้ว ป๊อก! เวลาได้หยุดเคลื่อนที่ กว่าจะรู้ตัว เมนิต้าก็อยู่ตรงหน้าเธอแล้ว “ฉันชื่อเมนิต้า เป็นแวมไพร์” “ห้ะ” เมนิต้าไม่พูดอะไรอีก แต่ขยับเข้าไปใกล้แองเจิ้ลกว่าเดิมจนอีกฝ่ายประหม่าและพูดว่า “เลือดเธอมันหอมหวานเหมือนคาราเมลที่เคี่ยวอย่างดี…ฉันขอดื่มได้มั้ย” แองเจิ้ลยืนอึ้งพร้อมกับพูดว่า “วอดส์” ใครจะไปคิดว่าเลือดหอมหวานในวันนั้น จะกลายเป็นดั่งยาเสพติดที่ทำให้เมนิต้าขาดแองเจิ้ลไม่ได้อีก ทั้งคู่ดำดิ่งไปกับรสชาติแสนหวานของความรักและความลุ่มหลง จนเมนิต้าลืมคิดถึงสิ่งที่ตัวเองหนีมา แล้วเธอจะทำยังไงต่อกันนะFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Sweet AddictionPen Name : พิ้งกี้พายหมอดูกระโดดน้ำ Imagine a world where vampires and humans coexist! Meet Menita (also known as Miephat), the heiress to a prominent vampire clan. She's just bolted from an arranged marriage because, frankly, she's not digging the groom. Armed with a ridiculously fluffy gray cat and a pocketful of cash, she seeks refuge in a cafe, craving some grub. Suddenly, her super-vamp senses tingle. A petite human named Angel (Aya) walks in, exuding a scent that’s pure, divine caramel. It’s enough to make Menita’s normally brown eyes flash crimson. In a blink, time freezes. Before Angel can even register what’s happening, Menita is right there. "I'm Menita, a vampire," she announces. Angel, understandably bewildered, can only muster a "Huh?" Menita, unperturbed, edges closer, making Angel’s heart race. "Your blood smells like the most perfect caramel, sweet and rich... May I have a taste?" Angel, utterly speechless, can only whisper, "Wow." Little did anyone know, that single taste would ignite an insatiable addiction. Menita found herself utterly captivated, unable to imagine life without Angel. Their world became a dizzying swirl of sweet indulgence and consuming obsession, pushing Menita’s original escape plan entirely out of her mind. So, what’s her next move in this intoxicating new reality?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... ย้อนเวลามาพบเธอนามปากกา : พี่พลัสเอ เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นท่ามกลางสายฝน ริน หญิงสาวผมยาวในเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาลขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจฝ่าถนนยามค่ำคืน เธอรีบตรงไปยังบริษัทของ เอวา คุณหนู CEO ที่เธอได้รับหน้าที่ดูแล แต่คืนนี้มีบางอย่างผิดปกติ “เอวาอยู่ไหน?” ไม่มีใครตอบได้ รินรีบขึ้นไปยังชั้นบนสุด และพบเอวายืนอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าของคุณหนูที่เคยสงบนิ่งกลับเต็มไปด้วยความกังวล “ริน… ฉันฝันเห็นอนาคต” “อนาคต?” เอวาหันกลับมา “อีกสามวัน ฉันจะเกิดอุบัติเหตุ และเธอจะเป็นคนที่มาถึงช้าที่สุด” รินนิ่งไป ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “งั้นฉันก็จะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ทันใดนั้น นาฬิกาบนผนังเริ่มหมุนย้อนกลับ เข็มนาฬิกาหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนทุกอย่างจะหยุดลง เอวาจ้องรินด้วยสายตาตกใจ “เธอ…เห็นเหมือนฉันใช่ไหม?” รินพยักหน้า “ฉันไม่ได้เพิ่งรู้จักเธอวันนี้” “หมายความว่าไง?” รินมองเธอ ก่อนตอบเสียงเบา “ฉันเคยช่วยเธอมาแล้วหลายครั้ง” “แต่ทุกครั้งที่เวลาถูกย้อนกลับ…” รินยื่นมือออกไป “เราจะลืมกัน” เอวาค่อย ๆ จับมือเธอ “งั้นครั้งนี้…อย่าลืมฉันนะ” รินยิ้ม “ไม่ลืมแน่นอน” เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้นอีกครั้ง และการย้อนเวลาครั้งสุดท้ายของพวกเธอก็เริ่มต้นขึ้น!!FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Just in the nick of time to catch up with you!Pen Name : พี่พลัสเอ The rumble of the engine cut through the downpour as Rin, a striking woman with flowing hair, navigated the slick, darkened city streets on her reliable motorcycle. Her destination was Ava, the CEO she was tasked with protecting. But tonight, a disquiet hung in the air. "Where's Ava?" The question echoed, unanswered. Rin raced to the uppermost floor, finding Ava by the window, her usually composed features etched with a palpable anxiety. "Rin… I had a vision of the future." Ava turned, her voice trembling. "In three days, an accident will happen, and I'll be the last one to reach you." A soft chuckle escaped Rin's lips. "Then I'll make sure it doesn't." Abruptly, the wall clock's hands began to spin backward, accelerating wildly before everything froze. Ava's eyes widened in astonishment, fixed on Rin. "You… you saw it too, didn't you?" Rin offered a nod. "This isn't our first meeting." "What do you mean?" Rin met her gaze, her voice gentle. "I've been here for you before." "But each time time rewinds…" Rin extended a hand. "We forget each other." Ava’s fingers met hers. "So this time… please, don't forget me." A warm smile touched Rin's lips. "I won't." Once more, the engine roared to life, signaling the beginning of their final temporal reset!FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ส่งรักข้ามทศวรรษนามปากกา : The Hammerhead shark ‘มนัสนันท์’ ทำความสะอาดโต๊ะไม้เก่าในเรือนไทยพิพิธภัณฑ์ เธอพบลิ้นชักลับ ด้วยความเหงายามดึกจึงเขียนจดหมายสอดไว้ ‘ถึงใครก็ตามที่เคยนั่งตรงนี้... เมืองใหญ่หมุนไวเกินไป ฉันเหงาเหลือเกิน’ เช้าวันรุ่งขึ้น เธอพบกระดาษสาลายมือหมึกจีนตอบกลับ ‘ถึงแม่มนัส... หากเหนื่อยนัก จงพักเสีย ฉันคือ ‘วาด’ ผู้เคยอาศัย ณ เรือนนี้เมื่อร้อยปีก่อน’ ลิ้นชักกลายเป็นสะพานเชื่อมเวลา สองสาวโต้ตอบจดหมายกันทุกคืน คุณวาดเล่าถึงชีวิตในรั้ววัง ส่วนมนัสนันท์เล่าเรื่องโลกอนาคต ความผูกพันซึมลึกเป็นความรักข้ามกาลเวลา จนคืนหนึ่ง คุณวาดเขียนด้วยมือสั่นระริก ‘พ่อจะให้ฉันแต่งงานกับชายที่ไม่ได้รัก... คืนนี้จะเป็นคืนสุดท้ายที่ฉันได้อยู่เรือนนี้’ มนัสนันท์ใจสลาย รีบเขียนตอบ ‘คุณวาด... ทิ้งบางอย่างไว้ให้รู้ว่าคุณเคยมีชีวิตอยู่จริงได้ไหม’ สัญญาณขาดหาย... ลิ้นชักกลายเป็นเพียงไม้ธรรมดา มนัสนันท์ร้องไห้ลูบโต๊ะ ทันใดนั้น แสงแดดส่องกระทบขอบลิ้นชัก เผยรอยสลักรูปดอกลีลาวดีพร้อมข้อความซ่อนอยู่ ‘ถึงมนัส... หัวใจของฉันจะอยู่กับเธอเสมอ’FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Sending heartfelt wishes through the years.Pen Name : The Hammerhead shark One quiet evening, while tidying up an antique wooden table in a charming old Thai house museum, Manasanan stumbled upon a secret compartment. Feeling a pang of loneliness as the night deepened, she penned a note and tucked it away: "To whoever once called this place home... The city's hustle feels overwhelming, and I'm quite alone." The following morning, a reply, written in elegant Chinese ink, awaited her: "To Mother Manas... If you're feeling weary, please find solace. I am Wad, who resided in this very house a century ago." This hidden drawer transformed into a magical conduit, bridging the chasm of time. Night after night, the two women exchanged heartfelt letters. Wad painted vivid pictures of life within the palace walls, while Manasanan shared glimpses of the future. Their connection blossomed into a profound love that defied the boundaries of time. Then, one somber night, Wad's hand trembled as she wrote, "My father insists I marry a man I do not love... Tonight will be my final night in this home." Heartbroken, Manasanan rushed to reply, "Wad... Is there anything you can leave behind, a small token, to assure me you once graced this place?" The subtle connection flickered and died. The drawer reverted to being just an ordinary part of the table. Tears streamed down Manasanan's face as she gently caressed the wood. Suddenly, a shaft of sunlight illuminated the edge of the drawer, revealing a delicately carved frangipani flower and a whispered message: "To Manas... My heart will forever remain with you."FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ปาฏิหาริย์รักใต้แสงเหนือ (Northern Lights Romance)นามปากกา : Blue hours "ลลิล / มี่ภัทร" นักดาราศาสตร์สาวผู้เงียบขรึม เดินทางมายังสถานีวิจัยกลางขั้วโลกเหนือ เพื่อเก็บข้อมูลปรากฏการณ์แสงออโรร่า ความสงบที่คาดหวังไว้กลับพังทลายลงตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้พบกับ "ซัมเมอร์ / เอญ่า" ช่างภาพสาวอารมณ์ดี ผู้มาพร้อมกับรอยยิ้มสดใสและกล้องโปรตัวใหญ่ที่คอยตามเก็บภาพทุกความเคลื่อนไหวทันใดที่เห็น "สวัสดีค่ะคุณนักดาราศาสตร์! สนใจเป็นนางแบบจำเป็นให้วิวแสงเหนือข้างหลังหน่อยไหมคะ?" ซัมเมอร์ทักทายด้วยน้ำเสียงสดใสท่าทางไร้เดียงสา ท่ามกลางอุณหภูมิ -20 องศา ขณะที่ลลิลมองแล้วทำได้เพียงถอนหายใจเบาๆ ส่ายหน้าปฏิเสธ แต่โชคชะตาจะชอบเล่นตลก เพราะเกิดพายุหิมะกะทันหัน ทำให้ทั้งคู่ต้องติดอยู่ในบ้านพักหลังเล็กกลางทุ่งน้ำแข็งเพียงลำพังเป็นเวลาสามวันเต็ม ในค่ำคืนที่ลมพัดกระหน่ำจนไฟฟ้าดับสนิท ซัมเมอร์พยายามจุดเทียนไขเพื่อสร้างความอบอุ่น แต่ความหนาวเย็นก็ยังทำให้ตัวเธอนั้นสั่นเทา ลลิลที่นั่งเงียบมานานจึงตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้ พร้อมกับหยิบผ้าห่มผืนหนามาคลุมไหล่ให้ช่างภาพสาว "หนาวขนาดนี้ ยังจะฝืนยิ้มไหวอีกเหรอคุณช่างภาพ" ลลิลเอ่ยแซวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเป็นครั้งแรก ซัมเมอร์เงยหน้าขึ้นสบตากับลลิลFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Northern Lights RomancePen Name : Blue hours Lalin / Miephat, a woman of quiet contemplation and a keen astronomer, journeyed to a remote polar research outpost with the sole purpose of gathering data on the magnificent aurora borealis. Her anticipation of serene solitude was instantly disrupted upon encountering Summer / Aya, a vivacious photographer whose infectious smile and professional camera seemed to capture Lalin's every move. "Hello there, Ms. Astronomer! Fancy being my spontaneous muse for a shot with the Northern Lights as a backdrop?" Summer chirped, her voice a bright contrast to the biting -20 degree Celsius air. Lalin responded with a soft sigh and a shake of her head, declining the offer. However, fate had other plans, and an unexpected blizzard soon confined them to a small cabin adrift in the icy expanse for three long days. One blustery night, as the wind raged and the power flickered out, Summer attempted to kindle a candle for warmth, but the relentless cold continued to send shivers through her. Lalin, who had remained largely silent, finally shifted closer, gently draping a thick blanket over the photographer's shoulders. "Still managing a smile despite the chill, aren't you, photographer?" Lalin teased softly, her first playful remark. Summer looked up, her eyes meeting Lalin's gaze.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... ส้นสูงปักรักกลางดงมันนามปากกา : OAT5678ท่ามกลางแดดเปรี้ยง "มีมี่" หนุ่มรับจ้างขุดมันสู้ชีวิต ก้มหน้าทำงานจนหน้าเปื้อนดิน จู่ๆ "ญาญ่า" เถ้าแก่ขาโหดประจำไร่ก็เดินสับส้นสูงปรี๊ดเข้ามากลางดงมันสำปะหลัง ​"นี่นาย... ขุดได้แค่นี้เมื่อไหร่ฉันจะรวย!" ญาญ่าเตรียมอ้าปากวีนต่อ แต่จังหวะที่มีมี่เงยหน้าขึ้นมาแล้วใช้หลังมือปาดเหงื่อเปื้อนดินออก เผยให้เห็นสันกรามคมกริบตัดกับแสงแดด เถ้าแก่สาวก็ถึงกับชะงักตาค้าง ลืมบทด่าไปชั่วขณะ ​เพราะมัวแต่ตะลึงความหล่อทะลุฝุ่น ส้นเข็มเจ้ากรรมดันปักพรวดลงไปในหลุมขุดมัน ร่างของญาญ่าเสียหลักหน้าคะมำ ทว่าพริบตานั้นมีมี่ก็โยนจอบทิ้ง พุ่งตัวเข้ามารับร่างเถ้าแก่ไว้ในอ้อมแขนได้อย่างนุ่มนวล พอสบตาซื่อๆ ของลูกจ้างหนุ่มในระยะประชิด ญาญ่าก็หน้าแดง ใจเต้นตึกตัก รีบผลักตัวเขาออก แกล้งทำเสียงดุ "นี่นายกล้าดียังไงมาถูกตัวฉัน! แล้วหน้าซีดแบบนี้ เดี๋ยวก็เป็นลมตายพอดี!"​ พูดจบเธอก็แย่งจอบมีมี่ไปโยนทิ้ง พร้อมยัดแก้วชานมไข่มุกใส่มือเขา "อะ...อะนี่! ฉันซื้อมาเกินหรอกนะ! รีบกินให้หมดจะได้มีแรงขุดต่อ!" เถ้าแก่เดินเขย่งส้นสูงหนีไปอย่างไว ปล่อยให้มีมี่ยืนงงกอดแก้วชามุก... สรุปนี่มาตรวจงาน หรือตั้งใจเอาชามุกมาส่งกันแน่เนี่ย!FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… High heels embroidered with love in the middle of a thicket.Pen Name : OAT5678 Under the relentless glare of the sun, Mimi, a young man whose life revolved around the back-breaking task of digging cassava, toiled away. His face, streaked with grime, was perpetually bowed over his work. Suddenly, the formidable Yaya, the overseer of the cassava farm, made a dramatic entrance, her high heels sinking into the very earth she commanded. "Hey you!" she boomed, her voice laced with impatience. "When am I ever going to strike it rich if you only manage to dig this little?" Just as Yaya was about to unleash a torrent of her displeasure, Mimi looked up, wiping a bead of sweat from his brow with the back of his hand. The sunlight caught the sharp angles of his jaw, creating a striking contrast that momentarily halted Yaya in her tracks. Forgetting her scolding, she was captivated. In her stunned state, her stiletto heel found a soft spot, plunging into a cassava hole and sending her wobbling precariously. Without missing a beat, Mimi dropped his hoe and, with surprising agility, caught the flustered boss in his arms. Eyeing him up close, his innocent gaze meeting hers, Yaya felt a blush creep up her neck, her heart doing a frantic drum solo. She quickly pulled away, attempting to regain her composure with a feigned sternness. "How dare you touch me! And look at that sickly complexion – you'll pass out!" With that, she snatched Mimi's shovel, tossed it aside, and thrust a bubble tea into his hand. "Here, take it! I bought way too many. Drink it up so you'll have the energy to keep digging!" Yaya then scurried off on tiptoe, leaving Mimi utterly perplexed, cradling the bubble tea. Was she here to check on his progress, or was this elaborate gesture just a disguised gift?เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “มี่ภัทร - เอญ่า”ที่มาเล่าเรื่องราวน่ารัก ๆ ให้แฟนๆ ชาว Plus A ฟัง จนอดใจไม่ไหวที่จะยิ้มตามไปกับทุกคำพูดของสองสาว( Plus A คือชื่อด้อมของเรา ! ) ชื่อด้อม “Plus A” มีที่มามาจากส่วนผสมของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ที่มี Plus (+) A เข้ามาร่วมด้วย ซึ่ง A มีทั้งหมด 5 ตัว คือ Aya , Aura , Alpha , Apex และ All ซึ่งแต่ละตัวก็มีความหมายที่สื่อถึงทั้งคู่ด้วย โดยตอนแรกจะให้แฟนคลับช่วย ๆ กันคิดชื่อด้อมมาเสนอ แต่ “มี่ภัทร” โพสต์เกี่ยวกับ 5A แล้วแฟนคลับชอบมาก เลยได้ข้อสรุปเป็นชื่อด้อมนี้ในที่สุด( สไตล์ที่คล้ายกันแต่ก็แตกต่าง ) “มี่ภัทร - เอญ่า” มีไลฟ์สไตล์ การแต่งตัว หรืออาหารการกินก็คล้ายกันไปหมด ทั้งคู่เล่าว่า มีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งที่เป็นเสื้อคาร์ดิแกนสีครีมเหมือนกัน แต่เวลาหยิบมาแต่งตัวก็แมทช์กันออกมาได้เป็นคนละสไตล์อยู่ดี ทางรายการจึงมีคำถามมาว่า ถ้าต้องไปเดทด้วยกัน จะแต่งตัวให้อีกฝ่ายยังไง โดยเริ่มที่ “เอญ่า” บอกว่าตัวเองรู้ใจว่า “มี่ภัทร” ชอบใส่อะไรที่สบายตัว ดังนั้นจะเลือกให้ใส่กางเกงยีนส์ทรงแบ็กกี้ และใส่กับเสื้อแจ็คแก็ตคล้าย ๆ กับลุควันนี้ ส่วน “มี่ภัทร” อยากเปลี่ยนลุคให้ “เอญ่า” โตขึ้นออกแนวเซ็กซี่ให้มีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะ “มี่ภัทร” ชอบลุคแบบ “รัณ” มาก ๆ แต่แต่งตัวสไตล์ปกติแบบนี้ที่ “เอญ่า” ชอบก็โอเค เอาที่เขาชอบดีกว่า( คนหนึ่งเร็ว คนหนึ่งช้า ) มีหลาย ๆ คนบอกว่า “มี่ภัทร” ชอบทำอะไรช้า ๆ ส่วนฝั่ง “เอญ่า” ชอบทำอะไรเร็ว ๆ แต่ทั้งคู่ก็เถียงกลับมาว่าจริง ๆ แล้วเป็น “มี่ภัทร” เองที่เร็ว และ “เอญ่า” เป็นคนที่ช้าเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่กำลังถ่ายทำซีรีส์และซีนนั้นทีมกำกับบอกให้คีพโรลได้เลย ถ้า “เอญ่า” จะร้องไห้ตอนไหนก็แสดงออกมาได้เลย ทีนี้น้องก็นั่งนิ่ง ๆ ไปพักหนึ่งแล้วจู่ ๆ ก็หันมาถามว่า ‘พร้อมถ่ายหรือยังคะ’ กลายเป็นว่า “เอญ่า” บอกว่าหูดับในช่วงที่ทีมกำกับบอกว่าคีพโรล แต่ด้วยความที่เขากำลังอินกับตัวละครอยู่เลยไม่รับอะไรแล้ว และอีกเหตุการณ์หนึ่งคือ “เอญ่า” กินข้าวช้ามาก ๆ และ “มี่ภัทร” เป็นคนที่กินข้าวเร็ว แต่มันก็เป็นข้อดีที่ทำให้ได้มีเวลามองหน้าเขาแทน[ เซ็ตคำถามพิเศษ : แม่จ๋าหนูมาแล้ว ]( ถ้าต้องจินตนาการว่า “เอญ่า” เป็นแม่ จะเป็นแม่สายไหน ? ) “มี่ภัทร” บอกว่า ยังไง “เอญ่า” ก็ต้องเป็นแม่ที่ตามใจลูก และไม่ลืมที่จะแต่งตัวแมทช์กับลูก ตามใจลูกทั้งหมด ถ้าลูกทำผิดก็จะไม่ดุ เพราะ “เอญ่า” ก็ดุใครไม่เป็นด้วย แถมเขายังไม่เคยโกรธใคร ขนาด “มี่ภัทร” ลองแกล้งแหย่เล่นให้โกรธก็ยังไม่โกรธกันเลย เผลอ ๆ “เอญ่า” ก็จะเป็นคนมาง้อเราด้วย( คิดว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในเรื่องอะไรบ้าง ? ) สำหรับ “เอญ่า” มองว่า “มี่ภัทร” เป็นตัวแม่ในการวางแผน เพราะเวลาจะไปไหนด้วยกันก็จะวางแผน หาสถานที่ หาร้านอาหารให้ตลอด จัดการให้ทั้งหมดเลย จน “เอญ่า” มีหน้าที่จ่ายอย่างเดียว แต่ก็มีสลับกันเลี้ยง สลับกันจ่ายบ้างในบางมื้อ( ถ้าทั้งสองคนได้เลี้ยงสัตว์เป็นลูกด้วยกัน จะเลี้ยงอะไร ? ) “มี่ภัทร - เอญ่า” บอกว่าจะเลี้ยง ‘วาฬมีเขา’ ซึ่งมาจากส่วนผสมของ ‘วาฬและยูนิคอร์น’ ที่เป็นตัวแทนของทั้งคู่ โดยน้องอาจจะเป็นครึ่งบกครึ่งน้ำ ใช้ครีบในการบิน และถ้าให้ตั้งชื่อ ก็จะตั้งชื่อว่า “ยูนิวาฬ” แต่ถ้าออกอินเตอร์ ๆ หน่อยก็จะเป็น “Uniwhale”( ความคิดถึงส่งไปให้พี่เลเน่และน้องรัณ ) ซีรีส์เรื่องนี้ “เอญ่า” รับบท “รัณ” เล่าว่าคิดถึงทุกโมเมนท์ในกองถ่าย เพราะตอนอยู่ในกองถ่ายอบอุ่น และสนุกมาก ๆ แถมยังท้าทายกับการรับบท “รัณ” สุด ๆ เพราะมีอารมณ์ดราม่าเยอะมาก ๆ แต่ในชีวิตจริงเราไม่ได้มีอารมณ์นี้เท่าเขา และเรื่องนี้ยังได้เป็นนักแสดงหลักเรื่องแรกด้วย ทุกอย่างมันยากมาก ๆ ได้มีการ Workshop แถมได้คุยกับพี่นักเขียน ทีมผู้จัดและผู้กำกับกันโดยตลอด คุยกันเรื่องการไต่ระดับอารมณ์ในซีนงานศพว่าจะเสียใจมากน้อยแค่ไหน พอได้อยู่ในซีนสถานการณ์จริง ๆ แล้วก็เหมือนว่า “เอญ่า” รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ เลย ส่วน “มี่ภัทร” ก็คิดถึงบทบาท “เลเน่” มาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตัวเขามีหลากหลายอารมณ์ เขาเหมือนลูกสาวมาเฟียที่เสียใจแต่ไม่แสดงออก ถ้าใครอยากรู้ก็ต้องเดาอารมณ์เอาเอง “มี่ภัทร” ทำการบ้านเกี่ยวกับตัวละครนี้เยอะมาก เพราะการแสดงออกทางอารมณ์มันขัดแย้งกันมาก ๆ ที่โกรธแต่ทำสายตาโหยหา เรียกได้ว่ายากมาก ๆ ช่วงนั้นผ่านมาได้คือตัวเองเก่งสุดยอด แถมยังมีฉากบู๊ที่ได้เรียน 2 วันเต็ม ๆ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็ฮึดสู้ พอได้เห็นผลงานในวันนี้ทั้งคู่ก็ดีใจมาก ๆ( Love Scene สุดเขิน ! ) พูดถึง Love Scene ของเรื่องนี้คือตามสไตล์ของ MeMindY เลย แต่เรื่องนี้ทีมผู้กำกับก็รับฟังความคิดเห็นของ “มี่ภัทร - เอญ่า” ว่าจะเล่นแบบไหน แต่ตอนที่คุยกันก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะเล่นยังไง พอได้ไปดูหน้าเซ็ตถึงนึกภาพตามออก เป็นกึ่ง ๆ การ Improvise ในซีนนั้น เพราะทีมก็มีการพูดคุยกันมาแล้วว่าซีนนี้อยากได้ Mood แบบไหนหรือเล่นแบบไหน “มี่ภัทร - เอญ่า” ก็จะลองเล่นกันให้ทีมดูก่อน ถ้าโอเคแล้วก็เล่นจริงแบบนั้นเลย ตอนที่เล่นซีนพวกนี้ก็เขิน เขินตั้งแต่ตอนซ้อมจนถึงตอนถ่ายทำจริง แม้ว่าตอนซ้อมจะเขินมาก ๆ แล้ว แต่ตอนถ่ายทำจริงก็เขินมากกว่าเดิมอีก( บทบาทในอนาคตที่อยากเล่น ) ในอนาคต “มี่ภัทร” อยากเล่นแนวแฟนตาซีบ้าง อย่างแวมไพร์ หรือจะเล่นบทคนธรรมดาปกติเลยก็ได้ เพราะอย่าง “เลเน่” เองเขาก็จะใส่ส้นสูงตลอดเวลา แถมยังขรึมมาก ๆ “มี่ภัทร” เลยอยากปล่อยตัวสบาย ๆ เป็นคนธรรมดาทั่วไปดูบ้าง ส่วน “เอญ่า” เองก็อยากได้เล่นแนวที่ฉีกออกจากตัว “รัณ” เหมือนกัน อยากลองแบดขึ้น เอาแต่ใจ หรืออาชีพที่น่าสนใจมากขึ้นอย่างหมอ หรือตำรวจ( ถ้าได้ย้อนเวลากลับไปในวันแรก จะพูดว่าอะไร ? ) สำหรับ “มี่ภัทร” จะพูดกับ “เอญ่า” ในทันทีว่า ‘อีก 3 ปีเตรียมเจอกันเลย’ เพราะทั้งคู่เคยได้เจอกันมาก่อนเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แถมช่วงปีใหม่ “เอญ่า” ก็ยังทักมา Happy New Year กันอยู่เลย จนซีรีส์เรื่องนี้เปิดแคสนักแสดงจนได้กลับมาเจอกันจริง ๆ อีกรอบ นั่นทำให้ “เอญ่า” บอกว่าถ้าได้พูดกับ “มี่ภัทร” ในตอนนั้นก็คงพูดว่า ‘เชื่อว่ายังไงเราก็จะได้เจอกันอีก’ นั่นทำให้ “มี่ภัทร” แซวว่าหรือนี่คือเหตุผลที่ “เอญ่า” มาขอ Instagram ของ “มี่ภัทร” ในวันนั้นใช่มั้ย ทำเอา “เอญ่า” เขินจนพูดไม่ออกเลย( เพลงประกอบซีรีส์จากเสียงน่ารัก ๆ ของทั้งคู่ ) “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้มาร้องเพลงประกอบให้ซีรีส์เรื่องนี้ด้วย โดย “มี่ภัทร” เล่าว่าเป็นครั้งแรกที่ได้ร้องเพลงจริงจังขนาดนี้ เพราะเสียงตัวเองค่อนข้างเล็ก ทำให้ไม่ค่อยมั่นใจในเสียงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ “เอญ่า” ก็คอยให้กำลังใจ และช่วยประสานเสียงจนผ่านกันมาได้และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “มี่ภัทร - เอญ่า” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อดีต ปัจจุบัน อนาคต เธอรู้ไหม? ฉันชอบที่เธอ ...”ในเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆสามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “มี่ภัทร - เอญ่า”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “มี่ภัทร - เอญ่า” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Love Beyond Dreams Series เพื่อเธออีกครั้ง” ดูได้ทาง YouTube : MemindY Official และเวอร์ชัน UNCUT ทางแอป iQIYI และสุดท้ายฝากเพลง ost. ของทั้งสองอย่างเพลง "เริ่มต้นใหม่ (Reset)" ที่ร้องคู่กัน และเพลง "เพื่อเธอ (Once Again)" ที่ร้องโดยเอญ่า ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

11 ส.ค. 2026

เล่นเกมได้อันดับที่เท่าไหร่ไม่รู้ แต่ทั้งคู่ก็เป็นอันดับที่หนึ่งในใจของกันและกันเสมอ ! “แม็กกี้ - บาส” มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE จนทำให้อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 6 สิงหาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “แม็กกี้ - บาส” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสาวสวย คารมดี “ดีเจดาว” และ “ดีเจแนน”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผมนามปากกา : def_mx บาส เด็กหนุ่มผู้ชื่นชอบในการฟังเพลงและแผ่นเสียง เค้ามักจะไปเดินหาร้านแผ่นเสียงในวันหยุดและวันนี้เค้าได้บังเอิญเจอร้านแผ่นเสียงร้านนึงที่มีมุมเล็ก ๆ ให้นั่งพักผ่อน เค้าจึงตัดสินใจเดินก้าวเข้าร้าน แต่ทว่าฝนก็ตกลงมาโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดและมันทำให้บรรยากาศภายในร้านเย็นสบาย บวกกับมีเสียงเพลงคลอเบา ๆ ทำให้บาสเคลิ้มหลับไป แม็กกี้ กลับมาก็เจอบาส หลับอยู่ที่โซฟาข้างหน้าต่าง แม้ตอนนี้จะเลยเวลาปิดของร้านไปนานแล้ว บาสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตื่น และแม็กกี้ก็ไม่คิดที่จะปลุกเค้า นั่งมองบาสหลับอยู่นานนับชั่วโมง คิดถึงสายตาที่เป็นประกายในเวลาที่บาสเล่าถึงสิ่งที่ชอบ ทั้งคู่บังเอิญเจอกันในร้านแผ่นเสียงแห่งนึงเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว เค้าทั้งคู่สนทนากันจึงทำให้รู้ว่าทั้งสองชอบหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน ตึ๊ง! มีเสียงข้อความจากโทรศัพท์ บาสจึงก้มมองจอและรีบวิ่งออกจากร้านไปโดยที่ไม่ได้ขอคอนแทคไว้ หลังจากนั้นแม็กกี้ก็ไม่ได้เจอกับบาสอีกเลย นั่นจึงทำให้เแม็กกี้ตัดสินใจเปิดร้านแผ่นเสียงเป็นของตัวเองเพื่อหวังว่าวันนึงจะได้เจอกับบาสอีกครั้ง และวันนี้เค้าก็ได้เจอบาสและเค้าจะไม่ปล่อยให้โอกาสครั้งนี้หลุดหายไปอีกแล้ว “สวัสดีครับคุณแผ่นเสียงของผม”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Hello, my record!Pen Name : def_mx Bas, a young man with a deep love for music and vinyl, habitually hunts for record shops during his free time. Today, his wanderings led him to a charming establishment boasting a cozy, tranquil nook, so he decided to step inside. As if on cue, a downpour began, lending the interior a wonderfully cool and inviting ambiance. The gentle melodies drifting from the speakers soon had Bas lost in a blissful daze. Maxky returned to discover Bas sound asleep on a sofa near the window. Though the shop was long past its closing hour, Bas remained deeply slumbering, and Maxky chose not to disturb him. He spent hours simply watching him, recalling the vibrant spark that ignited his eyes whenever he spoke of his passions. Their paths had crossed serendipitously five months earlier, also within the hallowed halls of a record store. Their initial chat quickly revealed a remarkable alignment of interests. Suddenly, a notification pinged on Bas's phone. He briefly checked the screen and then bolted from the store, leaving without a word or any way to reconnect. Maxky never laid eyes on Bas again after that day. This bittersweet memory is precisely why he eventually opened his own record shop, harboring a quiet hope of one day crossing paths with him again. And now, here he was, and he was determined not to let this moment slip through his fingers. "Hello, my record," he whispered.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... แบบบ้านที่ลงตัวนามปากกา : Phaploysirin แม็กกี้ สถาปนิกรุ่นพี่ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและไม่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ย แต่ต้องร่วมออกแบบบ้านตัวอย่างกับ บาส หมอดูฮวงจุ้ยรุ่นน้อง “ประตูควรขยับอีกนิดครับ” บาสยิ้ม “เสียสัดส่วน” แม็กกี้ตอบทันที ทั้งคู่เถียงกันแทบทุกวัน แต่แบบบ้านกลับสมบูรณ์ขึ้น เพราะต่างคนต่างเติมสิ่งที่อีกฝ่ายมองข้าม วันส่งงานเจ้าของโครงการเอ่ยชมว่า “บ้านหลังนี้อบอุ่นกว่าทุกแบบที่ผ่านมา” หลังทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งคู่ยืนมองบ้านหลังนั้นข้างกัน แสงเย็นทอดผ่านชายคา กระดิ่งลมไม้ไหวแผ่ว “ตอนแรกผมนึกว่าเราคงทำงานด้วยกันไม่ได้” บาสพูด “ผมก็คิดแบบนั้น” แม็กกี้หัวเราะ ทั้งคู่เงียบไปครู่หนึ่ง “แต่สุดท้าย บ้านหลังนี้ก็สมบูรณ์แบบกว่าที่คิด” บาสพยักหน้า “เพราะต่างคนต่างยอมขยับคนละนิดมั้งครับ” แม็กกี้มองบ้านก่อนเอ่ยเบา ๆ “บางทีบ้านที่อบอุ่น ไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์แบบ แค่มีคนที่อยากสร้างมันไปด้วยกันก็น่าจะพอ” บาสยิ้มโดยไม่ตอบ มีเพียงเสียงกระดิ่งลมที่ดังแผ่ว ราวกับบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่บ้านตัวอย่างอีกต่อไป แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมีใครสักคนให้เดินกลับมาหาFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... A perfect house designPen Name : Phaploysirin Maxky, a seasoned architect who prided himself on logic and dismissed feng shui as hocus pocus, found himself reluctantly paired with Bas, a younger feng shui devotee, to craft a model home. Bas, with a gentle smile, suggested, “A little nudge for the doorway, perhaps?” Maxky, ever the pragmatist, immediately countered, “It’s completely out of proportion!” Their days were a symphony of playful disagreements, yet, through their constant back-and-forth, the house design blossomed, each filling in the gaps the other missed. On the grand unveiling, the project owner beamed, declaring, “This home feels so much more inviting than any we’ve built before.” Later, the project wrapped, Maxky and Bas stood shoulder-to-shoulder, admiring their creation. The afternoon sun dappled through the eaves, while wooden wind chimes whispered a gentle melody. “Honestly, I wasn’t sure we’d pull it off together,” Bas admitted. Maxky chuckled, “Me neither!” A comfortable silence settled between them. “But in the end,” Bas continued, “this house turned out even better than we’d hoped.” Maxky nodded. “Perhaps it’s because we both softened our edges a bit.” He then mused, gazing at the house, “Sometimes, a truly welcoming home isn't about being flawless; it's about having someone to share the journey of building it.” Bas offered a quiet smile in response. The soft chime of the wind chimes seemed to hum a tune, hinting that this dwelling was no longer just a showcase, but the promise of a place to call home.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... รักสุกงอม...พร้อมเก็บเกี่ยวนามปากกา : F.Socute "เหนือ" นักศึกษาเกษตรจบใหม่ สอบติดเกษตรอำเภออย่างที่ตั้งใจ หลังเคยบนยอดเขาคิชฌกูฏไว้ว่า หากสอบติดจะเดินเท้าขึ้นไปแก้บน ทั้งที่คนส่วนใหญ่จะนั่งรถโฟวิลขึ้นไปกัน แล้วดันเลือกขึ้นเวลากลางคืนจนลื่นตกเขา โชคดีได้ "เสือ" เจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองชื่อดังแห่งจันทบุรีช่วยไว้ พร้อมบ่นหน้าตายว่า "บนทั้งที...ทำไมไม่เลือกกลางวัน...ไม่รักชีวิตเล้ยยย" ทั้งคู่คิดว่าคงไม่เจอกันอีก จนวันแรกของการรับราชการ เหนือกลับได้รับพื้นที่ดูแลที่มีสวนของเสืออยู่พอดี เจ้าของสวนจอมกวนคอยแหย่เกษตรอำเภอหน้าใหม่ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ ส่วนเหนือก็แพ้ทางคนปากร้ายแต่ใจดี จนชาวบ้านทั้งอำเภอลุ้นให้เป็นแฟนกัน ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ทั้งคู่ต้องร่วมมือฝ่าวิกฤตโรครากเน่า เพลี้ย ศัตรูพืช ภัยแล้ง ราคาทุเรียนตก และพ่อค้าคนกลางที่เอาเปรียบชาวสวน จากคู่กัดกลายเป็นคู่คิด จากคนช่วยชีวิตกลายเป็นคนที่อยากใช้ชีวิตด้วยกัน และเหนือก็ได้รู้ว่าพรที่สมหวังที่สุด ไม่ใช่การสอบติดราชการ แต่คือการได้พบ "เสือ" ผู้ทำให้หัวใจของเขาสุกงอม... หวานยิ่งกว่าหมอนทองในสวนFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Love has ripened...ready to be harvested.Pen Name : F.Socute Freshly minted agricultural graduate Nuea, true to his word, aced his civil service exam. He'd pledged to conquer Khao Khitchakut mountain on foot if he passed – a feat most folks opt out of, preferring a 4x4 ride. His chosen ascent? The dead of night. Predictably, he took a tumble down the slopes. Fortune, however, smiled upon him in the form of Suea, the charismatic owner of a renowned durian plantation in Chanthaburi. Suea, with a gruff but caring tone, chided him, "Why not pick daylight for your solemn promises? You're not exactly cherishing that life of yours!" Both men, in that moment, believed their paths would diverge forever. Fate, however, had other plans. On Nuea's very first day on the job, he was assigned to the very district housing Suea's famed orchard. The playful orchard owner couldn't resist teasing the new agricultural officer during his site visits, and Nuea found himself utterly charmed by Suea's sharp wit and underlying kindness. The entire village buzzed with the hope of them becoming a couple. Amidst the shared laughter, they joined forces to tackle a cascade of agricultural challenges: the dreaded root rot, an infestation of aphids, pesky pests, the sting of drought, plummeting durian prices, and the underhanded tactics of unscrupulous middlemen. From adversaries to allies, from a rescuer to the one person Nuea longed to spend his life with, he discovered his ultimate prize wasn't the civil service exam, but finding Suea – the man who made his heart blossom, sweeter than any durian from his celebrated orchard.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... พยากรณ์หัวใจวันนี้นามปากกา : ชอรอ888 'ฝนตกอีกแล้ว แอปไม่เห็นแจ้งเตือนเลยทำไงเนี่ย เอกสารสำคัญอยู่ด้วย' เสียงเล็ก ๆ พูดขึ้นท่ามกลางสายฝนขณะที่รถเมล์กำลังวิ่ง 3 ทุ่มเป็นเวลาเลิกงานของ แม็ก นักพยากรณ์อากาศหนุ่ม จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงคนนั่งตรงหน้า พูดเบา ๆ พร้อมทำท่าคอตก ก่อนที่เขาจะยื่นร่มให้ ซึ่งเจ้าของเสียงที่บ่นเมื่อครู่ก็ดูงง ๆ กับการกระทำของเขา "พอดีผมมีเสื้อกันฝนครับ ไม่เป็นไร ดูท่าเอกสารคุณน่าจะเยอะ อ่อแล้วพรุ่งนี้พกร่มมาด้วยนะครับ ฝนจะตกเวลาเดิม" เจ้าของเสียงบ่น ทำท่ายิ้มกว้างขอบคุณ พร้อมก้มหัวเบา ๆ ก่อนจะลงจากรถไป ซึ่งเลิกงานวันนี้ก็เหมือนเดิม เวลาเดิมกับรถเมล์สายเดิม จู่ ๆ ดันมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมา 'คุณเจ้าของร่ม ขอบคุณนะครับเมื่อวานช่วยได้มากเลย' คนตรงหน้าพูดขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่สดใสก่อนจะถามกลับมาอีกว่า 'ว่าแต่พรุ่งนี้จะมีฝนอีกไหมครับคุณเจ้าของร่ม' "เอ่อ.. มีครับช่วงนี้พายุเข้าครับ" 'ขอบคุณมากนะครับ เมื่อวานถ้าคุณไม่บอกให้พกร่มมา วันนี้ผมแย่อีกแน่ ๆ ครับคุณนักพยากรณ์' ยิ้มอีกแล้วแฮะ "ไม่เป็นไรครับ ยินดีครับ" ผมไม่เข้าใจตัวเอง พยากรณ์อากาศมาตั้งนาน แต่ทำไมกับหัวใจตัวเองถึงพยากรณ์ไม่ได้ว่า ทำไมใจสั่นกับคนแปลกหน้าที่อยู่ตรงหน้าได้มากขนาดนี้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Heart forecast for todayPen Name : ชอรอ888 The sky had opened up again, a relentless downpour, and not a peep from the weather app. "What am I going to do? I've got important papers!" a small voice wailed, barely audible above the drumming rain as the bus rumbled on. It was 9 PM, the end of a long shift for Max, a young chap who made his living predicting the weather. He noticed the person in front of him, head bowed, muttering their woes. Without a second thought, Max offered his umbrella. The complaining passenger looked taken aback. "Oh, no, thank you! I've got a raincoat. I'm fine. You've got quite the stack of documents there. By the way, you should definitely bring an umbrella tomorrow, around this time. It'll be raining again." A wide, grateful smile spread across the passenger's face, accompanied by a slight bow before they disembarked. It was the usual routine: same time, same bus. Then, another voice cut through the quiet. "Thanks a million, Mr. Umbrella Man! You were a lifesaver yesterday!" the person from earlier chirped, beaming. "Say, will it rain again tomorrow, Mr. Umbrella Man?" Max, a bit flustered, replied, "Uh... yeah, looks like a stormy spell is coming." "Fantastic! Thank you so much. If you hadn't told me to grab an umbrella yesterday, I'd have been in a real pickle again today, Mr. Weather Guy," they said with another grin. "You're most welcome," Max managed. He found himself completely baffled. He could chart the course of hurricanes and predict frost patterns with uncanny accuracy, yet his own heart was an enigma. Why did it leap and flutter like a trapped bird whenever this stranger stood before him? It was a mystery far more perplexing than any weather system he'd ever encountered.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... เพื่อนบ้านสายเผือกนามปากกา : เซเลอร์เจ้อ “ห้อง 502 เอาผู้ชายขึ้นห้องอีกแล้วค่ะ” ข้อความใหม่เด้งขึ้นในกลุ่มไลน์ “ชาวหอไม่หลับไม่นอน” ก่อนจะมีรูปเบลอ ๆ ตามมาติด ๆ “นั่นพี่ส่งผิดห้อง… นั่นกูเอง” บาส พิมพ์สวนกลับทันที พร้อมอิโมจิหัวเราะกวนประสาท จนแอดมินกลุ่มอย่าง แม็กกี้ กดลบข้อความแล้วแท็กชื่อเขา “ถ้ามึงไม่สร้างเรื่องสักวัน โลกจะหยุดหมุนหรือไง” บาสกับแม็กกี้เป็นเพื่อนบ้านห้องตรงข้าม และเป็นคู่กัดประจำหอพัก คนหนึ่งชอบปั่น คนหนึ่งชอบบ่น เจอหน้ากันเมื่อไหร่ เป็นได้เถียงกันตั้งแต่หน้าลิฟต์ยันร้านข้าวใต้หอ จนลูกบ้านทั้งตึกเปิดวงพนันว่าวันนี้ใครจะเป็นฝ่ายแพ้ แต่เรื่องแปลกเริ่มขึ้น เมื่อทุกความลับของคนในหอ ไม่ว่าจะใครแอบเลี้ยงแมว ใครค้างค่าเช่า หรือใครพาแฟนมานอน ล้วนถูกถ่ายรูปไปโพสต์ในกลุ่มแบบรู้ความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าว จากที่เคยสงสัยกันเอง ทั้งคู่กลับต้องจำใจจับมือสืบหาตัว “สายเผือกปริศนา” ที่ซ่อนตัวอยู่ในหอพัก ระหว่างที่ต้องแกล้งเป็นมิตรต่อหน้าคนอื่น แต่กัดกันลับหลังทุกห้านาที ความวุ่นวายก็ยิ่งบานปลาย เพราะยิ่งสืบ… ความลับของตัวเองก็ยิ่งถูกแฉ และตอนนี้ คนที่ทั้งหอสงสัยที่สุด… ดันเป็น แม็กกี้กับบาส เสียเองFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Nosy neighborPen Name : เซเลอร์เจ้อ A new message pinged in the "Sleepless Dorm Residents" LINE group, accompanied by a grainy photo: "Someone's back in Room 502 again." Bas, spotting the pic, immediately replied, "Uh, wrong room... that's me," punctuating it with a sarcastic laughing emoji. Maxky, the group admin and Bas's across-the-hall neighbor and sworn dorm rival, promptly deleted his comment and tagged him. "Will the world stop turning if you don't stir up some drama for one single day?" he quipped. Their rivalry was legendary; Bas lived to poke fun, Maxky to grumble. Their encounters, whether in the elevator or the downstairs diner, always devolved into arguments, so much so that the entire building had a running bet on who'd 'win' next. But then things took a weird turn. Suddenly, every dorm secret – the clandestine cat owner, the rent dodgers, the sneaky overnight guests – was being snapped and posted in the group, meticulously documenting everyone's movements. Initially, suspicion fell on each other. However, they soon found themselves compelled to join forces to unmask the "secretive snooper" lurking within the dorm. While they put on a show of truce for the rest of the residents, behind closed doors, they were bickering non-stop. The situation spiraled into utter chaos, amplified by the fact that their own secrets were being exposed with every investigative step they took. Now, the dorm's prime suspects... are none other than Maxky and Bas themselves.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมาขอต้อนรับ “แม็กกี้ - บาส”ที่มาแจกความตลก เฮฮาตามสไตล์สองหนุ่มที่จะเรียกเสียงหัวเราะตลอดการพูดคุย ( ด้อมนี้ขึ้นชื่อเรื่องความแปลกทั้งศิลปินและแฟนคลับ ) ใคร ๆ ก็บอกว่าด้อมนี้ทั้งศิลปินและแฟนคลับซีนเสมอกันมาก ๆ ทั้งตลกและแปลก เหตุการณ์ที่แปลกมาก ๆ จนโดนเส้น “แม็กกี้ - บาส” ก็คือมีแฟนคลับใส่หน้ากากม้ามาหา เป็นหน้ากากม้าที่สวมเข้าไปทั้งหัวเลย แล้วแฟนคลับก็มาร้องฮี่ ๆๆ ใส่ “แม็กกี้” และถึง “บาส” จะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ก็ได้เห็นเหมือนกันว่าตลกมาก และทั้งคู่ยังเสริมอีกว่า พี่ ๆ แฟนคลับชอบตัดคลิปแต่งแฟนฟิคในโลกออนไลน์กันเยอะมาก มีทั้งพล็อตประธานบริษัท หรือแม้กระทั่งมาเฟีย และทุกคนทำกันจริงจังมาก ทั้งคู่เลยยืนยันว่าที่ “แม็กกี้ - บาส” แปลกก็เพราะติดมาจากเหล่าแฟนคลับทั้งนั้น( งานวันเกิดแสนอบอุ่น ) งานวันเกิด ‘Maxky Tiny Smiles, Big Giving 2026’ ที่ผ่านมา “แม็กกี้” เล่าว่าบรรยากาศดีมาก ๆ เพราะตัวเองชอบทำบุญ ก็เลยอยากมาทำบุญกับเหล่าแฟนคลับด้วยกัน ซึ่งปีที่แล้วก็ได้ทำบุญพร้อมแฟนคลับเหมือนกัน และถ้าพูดถึงวันเกิดก็จะต้องไม่ลืมของขวัญ “บาส” เองก็ได้ให้ของขวัญกับ “แม็กกี้” ไปแล้ว แต่จะเป็นของขวัญอะไรก็ให้เจ้าตัวออกมาเล่าเอง ให้แฟนคลับรอลุ้นไปพร้อมกัน( ความตั้งใจที่จะทำให้ได้ของปีนี้ ! ) สำหรับ “บาส” อยากลดความอ้วนบ้าง เพราะที่ผ่านมามีแต่ ‘#บาสเด็กอ้วนที่แท้จริง’ อยากจะให้เปลี่ยนเป็นเด็กผอม หรือเด็กกล้ามดูบ้าง ในอนาคตแฮชแท็กประจำตัวอาจจะกลายเป็น ‘#บาสเด็กกล้ามที่แท้จริง’ ส่วน “แม็กกี้” ก็อยากจะลดน้ำหนักเช่นเดียวกัน เพราะถึงแม้ว่าจะเพิ่งปิดกองไปเมื่อเร็ว ๆ ที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นพักกองถ่ายไปเกือบ 1 เดือน ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าจบหมดแล้ว ระยะเวลาที่พักกองไปทำให้น้ำหนักขึ้น 5 กิโลกรัมเลยทีเดียว แถมคิวสุดท้ายก่อนพักกอง “บาส” ก็สั่งพิซซ่ามากินฉลองกันในกองด้วย ทำให้ต้องกลับมาฟิตหุ่น และดูแลสุขภาพกันมากขึ้นแล้วล่ะ[ เซ็ตคำถาม : สวัสดีครับคุณเพื่อนบ้าน ]( อีกฝ่ายจะเป็นเพื่อนบ้านแบบไหน ) “แม็กกี้” พูดเลยว่า “บาส” ต้องมาป่วนแน่นอน ซิ่งมอเตอร์ไซค์มาถึงบ้านเพื่อเข้ามาป่วน แต่ก็ไว้ใจให้ “บาส” ดูแลบ้านให้นะ มั่นใจว่าของในบ้านจะไม่หาย เผลอ ๆ ได้ของเพิ่มด้วย เพราะ “บาส” ชอบฝากเสื้อผ้าไว้ที่บ้าน “แม็กกี้” เพราะตู้เสื้อผ้าที่บ้านของ “บาส” เต็มแล้วเลยเอามาฝาก ส่วน “บาส” คิดว่า “แม็กกี้” จะมาทำอาหารให้กิน เพราะพี่เขาทำอาหารเก่ง มีดีกรีเป็นถึงลูกเชฟ และเมนูเด็ดที่พร้อมจะนำเสนอก็คือ ข้าวผัด เพราะเป็นข้าวผัดแบบจีน หอมกระทะมาก ๆ เลย( แลกของขวัญต้อนรับเข้าบ้านให้อีกฝ่ายจะเป็นอะไร ) ถ้าต้องแลกของขวัญให้กัน “แม็กกี้” ก็จะให้ตู้เสื้อผ้าและไม้แขวนเสื้อกับ “บาส” เพราะถ้าตู้เก่าเต็ม จะได้ให้ตู้ใหม่ไปใส่เสื้อผ้าเพิ่ม และในส่วนของ “บาส” ก็จะให้พระพุทธรูป พอดีกับที่ช่วงนี้กำลังอิน และอยากให้ “แม็กกี้” ร่ำรวยเงินทองจากการบูชาพระพุทธรูป( ที่สิงสถิตในบ้านของอีกฝ่าย ) “บาส” เลือกที่จะสิงสถิตอยู่ในห้องของ “แม็กกี้” เลย โดยเฉพาะที่มุมเครื่องเล่นเกมขับรถ คงจะนั่งเล่นจริงจังสนุกสนานเลยล่ะ ส่วน “แม็กกี้” ขอสิงสถิตที่ห้องพระ ไปนั่งสมาธิให้จิตใจสงบ เพราะที่บ้านของ “บาส” จะมีห้องสำหรับพระพุทธรูปโดยเฉพาะ แถมยังเปิดไฟและเปิดแอร์ให้ทั้งวันเพื่อความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ( คำพูดต้อนรับเพื่อนบ้าน ) คำพูดสั้น ๆ ที่จะพูดตอนต้อนรับเพื่อนบ้านของกันและกัน ถึงแม้จะสั้น ๆ แต่ก็ประทับใจอย่าง “แม็กกี้” ก็จะพูดว่า ‘อยู่ตรงนี้นะ อย่าเพิ่งหนีกันไปไหน’ และ “บาส” ก็จะพูดว่า ‘ชิว ๆ เลยนะ บ้านของผมก็เหมือนบ้านของพี่’ เรียกได้ว่าเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นสุด ๆ( การเดินทางของซอโซ่ล่ามธีร์ ) สำหรับซอโซ่ล่ามธีร์เริ่มพูดคุยโปรเจกต์กันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และเริ่มถ่ายทำตั้งแต่ประมาณเดือนเมษา เรียกได้ว่าถ่ายทำกันเกือบครึ่งปีเลยทีเดียว “แม็กกี้ - บาส” อยู่ด้วยกันกับโปรเจกต์นี้มานานจริง ๆ แถม “แม็กกี้” ยังพูดอีกว่าการเป็นพี่ธีร์ก็ใช้ Energy เยอะมาก ๆ ถึงแม้ว่าทุกคนจะแซวว่าตัวเขาเองและธีร์จะเหมือนกัน แต่ “แม็กกี้” ก็ขอเถียงขาดใจว่าเหนื่อยมากจริง ๆ จะมีคล้ายกันแค่ตอนถ่าย YouTube เท่านั้นที่ใกล้เคียงกับตัวเขาเอง แถมเรื่องนี้ยังได้ขึ้นไปถ่ายบนดอยด้วย และได้ยินเรื่องเล่ามาว่า “แม็กกี้” เมาดอยแต่ก็มีลูกชิ้นเห็ดมาเสิร์ฟถึงหน้าประตูห้อง โดยเหตุการณ์ในวันนั้นคือ “แม็กกี้” อยากกินลูกชิ้นเห็ดมาก ๆ เพราะเป็น Signature ของที่นั่นเลย แต่พอขึ้นถึงดอยก็คอพับเลย เมาดอยสุด ๆ “บาส” เลยไปซื้อลูกชิ้นเห็ดมาให้แทน ถึงจะไม่ได้ช่วยแก้เมาแต่แก้หิวได้ดี จนเหล่าแฟนคลับแซวว่าคงเป็นเห็ดที่หวานที่สุดในโลกเลยล่ะ( เปรียบอีกฝ่ายกับฮีโร่ใน ROV จะเป็นตัวไหน ? ) “แม็กกี้” จะให้ “บาส” เป็น Alice (อลิซ) เพราะเป็นตัวละครที่ขนปุย ๆ อีกทั้งยังเป็นตำแหน่งซัพพอร์ต ที่ถ้าได้ออกเวทก็ดาเมจแรงมาก ๆ เหมือนกัน ส่วน “บาส” จะให้ “แม็กกี้” เป็น Florentino (ฟลอเรนติโน่) เพราะหล่อเหมือนกันกับ “แม็กกี้” แถมเป็นตัวละครที่เก่งมาก ๆ และยังเล่นยากอีกด้วย( สกิลการเล่นเกมของสองหนุ่ม ) สำหรับสกิลการเล่นเกมของ “แม็กกี้ - บาส” เรียกได้ว่าเล่นเกมเก่งกันทุกคนเลย แถม “แม็กกี้” ขออวดด้วยว่าเคยจัดการ Pro Player ของเกม ROV มาแล้วอย่าง “กิตงาย” เพราะขนาดรุม 5:1 แล้วเขายังรอด แต่ “แม็กกี้” อาศัยจังหวะเผลอ ทำให้จัดการกับ “กิตงาย” ได้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจไปเลย “บาส” ยังเอ่ยปากชมว่าพี่เขาเก่งมากจริง ๆและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “แม็กกี้ - บาส” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ROV หลบไป ขอทางให้ MKB !!”ในเกมนี้ “แม็กกี้ - บาส” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “แม็กกี้ - บาส”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “แม็กกี้ - บาส” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "ซอโซ่ล่ามธีร์ Be My Player Two" ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 20.00 น. และรับชมแบบเวอร์ชัน Uncut ได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น! สุดท้ายฝากเพลง ost. อย่างเพลง Birthday But With Me - Proxie และเพลง แกล้งๆ (Playing It Cool) - บอย สมภพ ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

04 ส.ค. 2026

ความห่างของอายุ 8 ปี ทำให้เคมีของคู่นี้ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก ! “อิน - องศา” นำความน่ารักสุดละมุน มาเติมเต็มสตู EFM FANDOM LIVE จนทุกคนยิ้มกันแก้มปริ แถมเรียกคะแนนความน่ารัก น่าเอ็นดูจากแฟน ๆ ตลอดทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 30 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้พบกับ “อิน - องศา” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสุดหล่อ คารมดี “ดีเจโซเซฟ” และ “ดีเจเคเบิ้ล”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Love me, Love My Mango. คุณครับ รับรักพร้อมมะม่วงไหมนามปากกา : เจดเอ็นส่า “องศา” เป็นเด็กหนุ่มที่รักการทานมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ วันหนึ่งองศาซื้อมะม่วงจากซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน มะม่วงผลนั้นหวานหอมจนรู้สึกว่าอร่อยที่สุดในชีวิต บนเปลือกมะม่วงมีเพียงสติกเกอร์คำว่า “ไร่จักราสินธุ์” ติดอยู่ องศาออกเดินทางตามหาต้นกำเนิดของรสชาตินั้น จนมาถึงสวนมะม่วงจักราสินธุ์ สวนมะม่วงชื่อดังที่ส่งผลผลิตทั่วประเทศ และได้พบ “อิน” เจ้าของสวนผู้ดูแลต้นมะม่วงทุกต้นด้วยตัวเอง อินพาองศาเดินชมสวน เล่าเรื่องดิน น้ำ และการรอคอยให้ผลสุกตามธรรมชาติ องศาเพิ่งเข้าใจว่าความอร่อยไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากความรักและใส่ใจในทุกขั้นตอน ก่อนกลับ... อินยื่นชิ้นมะม่วงให้องศาพร้อมรอยยิ้ม “ลูกนี้เด็ดเมื่อเช้า ลองชิมมะม่วงจากสวนดูสิ” องศาชิมคำแรกแล้วหัวเราะ “อร่อยยิ่งกว่าที่เคยทานอีก” ตั้งแต่นั้นองศากลายเป็นแขกประจำของสวน และค่อย ๆ เปลี่ยนจากคนที่หลงรักมะม่วง มาเป็นคนที่หลงรักเจ้าของสวนโดยไม่รู้ตัว ส่วนอินก็เริ่มรอคอยวันที่องศาจะกลับมา พร้อมมะม่วงลูกที่หวานที่สุดของฤดูกาลเสมอFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Love me, Love My Mango.Pen Name : เจดเอ็นส่า Ongsa, a young man whose heart truly belongs to mangoes. One day, a supermarket haul yields a particularly sensational mango – so bursting with sweetness and fragrance that Ongsa declares it the absolute best he's ever encountered. The only clue to its origin? A simple sticker reading 'Chakrasin Orchard.' Driven by this revelation of flavor, Ongsa embarks on a quest that leads him to the renowned Chakrasin Mango Orchard, a national supplier of these delectable fruits. There, he encounters Inn, the orchard's dedicated owner, who personally tends to each and every mango tree. In graciously guides Ongsa through the lush grounds, sharing insights into the rich soil, the life-giving water, and the patient art of allowing the fruit to ripen naturally. It dawns on Ongsa that such exceptional taste isn't mere chance, but the profound outcome of unwavering love and meticulous care woven into every stage of cultivation. As Ongsa prepares to depart, Inn offers him a perfectly ripe mango, plucked that very morning. 'Taste a mango straight from the orchard,' Inn prompts with a warm smile. Ongsa's first bite is met with an exclamation of pure delight, 'It's even more incredible than any I've had before!' From that day forward, Ongsa becomes a familiar face at the orchard, his initial passion for mangoes slowly blossoming into a deeper affection, one that he doesn't quite realize is directed towards the orchard's owner. Meanwhile, Inn finds himself eagerly anticipating Ongsa's return, always hoping to share the season's sweetest harvest with him.FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... หัวใจใต้ชั้นหิน Love Beyond the Fossilsนามปากกา : linlin "คนหนึ่งใช้ชีวิตขุดค้นอดีตที่ถูกฝังกลบมาหลายล้านปี... ส่วนอีกคนกลับค่อย ๆ ขุดพบหัวใจของใครบางคน ที่เคยปิดตายจนไม่คิดว่าจะกลับมาเต้นเพื่อใครอีกครั้ง" ศิลา นักบรรพชีวินวิทยาวัย 34 ปี หัวหน้าทีมขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ ชายหนุ่มร่างสูง สุขุม เย็นชา และปากร้าย ผู้ใช้ชีวิตอยู่กับร่องรอยของอดีตมากกว่าผู้คน จนกระทั่งเขาได้พบกับ ดิน นักศึกษาธรณีวิทยา ปี 4 สาขาบรรพชีวินวิทยา เด็กหนุ่มร่างเล็กที่ลงภาคสนามเพื่อทำวิจัยจบ แม้จะดูบอบบาง แต่กลับดื้อ เถียงเก่ง และไม่เคยยอมแพ้ การพบกันของทั้งคู่ไม่ต่างจากชั้นหินคนละยุคที่ไม่น่าจะมาบรรจบกัน คนหนึ่งเชื่อในประสบการณ์ อีกคนเชื่อในความคิดใหม่ จึงกลายเป็นคู่กัดที่ปะทะกันทุกวัน "คุณศิลา บ่นเก่งขนาดนี้ ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าคุณอายุ 34 จริง ๆ หรือเป็นฟอสซิลยุคจูแรสซิกที่เพิ่งถูกขุดขึ้นมา" จากเด็กฝึกงานที่ศิลามองว่าเป็นตัวปัญหา กลับกลายเป็นคนที่ทำให้เขาเริ่มจดจำเรื่องเล็ก ๆ ได้มากกว่าฟอสซิล เพราะบางที... การค้นพบครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา อาจไม่ใช่ฟอสซิลอายุหลายล้านปี แต่อาจเป็นหัวใจของใครบางคน... ที่รอให้เขาค้นพบมาตลอดFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Love Beyond the FossilsPen Name : linlin Imagine one soul dedicating their existence to uncovering echoes from eons past, buried deep within the earth. Simultaneously, another soul embarks on a slow, tender excavation of a heart that had long since sealed itself off, convinced it would never beat for anyone again. Sila, a 34-year-old paleontologist leading a dinosaur fossil dig. He’s a towering presence, cool, collected, and armed with a sharp wit. He seems more at home with ancient relics than with living people. That is, until he encounters Din, a fourth-year geology student specializing in paleontology. Din, a diminutive and seemingly delicate young man, is on fieldwork for his final research project. Beneath his fragile exterior, however, lies a stubborn, argumentative spirit that simply refuses to yield. Their meeting feels like a collision of ancient geological formations – two distinct eras that were never meant to intersect. One operates on the bedrock of experience, the other on the fresh currents of new ideas, making them constant sparring partners. Din’s playful jabs, like, “Mr. Sila, you grumble so much, I’m starting to think you’re not 34 but a newly unearthed Jurassic fossil,” highlight their dynamic. What began as Sila seeing Din as a troublesome intern evolves into Din becoming the one who reminds him of life’s smaller wonders, eclipsing even the grandest fossils. Perhaps, the most profound discovery of Sila’s life isn't a relic from millennia ago, but the heart of someone... who had been patiently waiting for him to find it all along.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ปลูกผักเพราะรักเธอนามปากกา : Red Capsule (เรด - แคป-ซูล) "ต้นกล้า" พนักงานออฟฟิศหนุ่มเมืองกรุงที่ต้องเผชิญภาวะ Burnout ร่างกายและจิตใจ ตัดสินใจทิ้งความวุ่นวาย ย้ายมาพักกาย พักใจที่บ้านสวนเก่าของย่าในจังหวัดพะเยา เขาตั้งใจจะเริ่มชีวิตใหม่ด้วยการทำแปลงผักออร์แกนิกเล็กๆ แต่ชีวิตจริงกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะคนเมืองอย่างเขา แม้แต่การแยกวัชพืชกับต้นกล้ายังทำไม่เป็น แถมยังรดน้ำผักกลางแดดเปรี้ยงจนแปลงผักเกือบพัง โชคดีที่เขาได้พบกับ "พี่ภู" (ภูผา) เจ้าของฟาร์มผักสุขภาพข้างบ้าน ชายหนุ่มสายอบอุ่นเปรียบเสมือนไมโครเวฟเดินได้ พี่ภูยื่นมือเข้ามาช่วยสอนวิธีจับจอบ พรวนดิน และย้ายกล้าไม้ด้วยความอดทนและใจเย็น บรรยากาศสงบยามเช้าที่มีหมอกบาง ๆ ปกคลุมทิวเขา และการปั่นจักรยานชมพระอาทิตย์ตกดินริมกว๊านพะเยา คอยหล่อเลี้ยงจิตใจที่เคยแห้งแล้งของต้นกล้าให้กลับมามีความสุขอีกครั้ง ยิ่งต้นกล้าผักเติบโตความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ยิ่งผูกพันแน่นแฟ้น ในวันที่แปลงผักเริ่มออกดอกออกผล ทางบริษัทเดิมในกรุงเทพฯ ติดต่อให้เขากลับไปทำงาน เขาต้องเลือกระหว่างชีวิตเมืองกรุงที่คุ้นเคยกับชีวิตสโลว์ไลฟ์ที่เรียบง่ายพร้อมกับผู้ชายที่สอนให้เขารู้จักคำว่า "บ้าน" ที่แท้จริงFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Cultivating these veggies, all for the love of you.Pen Name : Red Capsule Feeling utterly drained, both physically and mentally, from his demanding office job in bustling Bangkok, a young man named Tonkla decides to trade the urban chaos for a quieter existence. He retreats to his grandmother's old garden in the serene province of Phayao, dreaming of a fresh start cultivating a small organic vegetable patch. However, the reality of farming proves far more challenging than he anticipated. As a city slicker, Tonkla struggles to even distinguish weeds from precious seedlings, and his initial attempts at watering under the intense sun nearly spell disaster for his nascent garden. Fortuitously, he crosses paths with Pee Phu (Phupha), the friendly proprietor of a thriving organic farm next door. Pee Phu, with his comforting warmth and kindness, becomes Tonkla's patient mentor, guiding him through the fundamentals of using a hoe, preparing the soil, and carefully transplanting young plants. The tranquil mornings, softened by a gentle mist blanketing the mountains, and leisurely bike rides to witness breathtaking sunsets over Phayao Lake, begin to mend Tonkla's weary spirit, rekindling a lost sense of joy. As Tonkla's vegetables flourish, so too does his connection with Pee Phu. Just as his garden starts to yield its bounty, an offer arrives from his former Bangkok company – a tempting job proposition. Tonkla now faces a pivotal decision: return to the familiar rhythm of city life or embrace the simple, unhurried existence alongside the man who has shown him the true meaning of 'home'.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... หวานเสียยิ่งกว่าน้ำตาลปั้นนามปากกา : HobKub (ฮ๊อป - คับ) ท่ามกลางแสงไฟหลากสีจากหลอดไฟ ซึ่งขึงโยงตามต้นไม้พาดผ่านเจดีย์เก่า คุณชายศา และ คุณชายอิน เดินเคียงกันตัดผ่านผู้คนเบียดเสียดในตลาด ไปยังลานแสดงโขนที่จัดขึ้น ณ คลองริมน้ำ ระหว่างทางคุณชายอินก็ลอบซื้อน้ำตาลปั้นรูปดอกกุหลาบมาให้คุณชายศาด้วย คาดหวังว่าคนที่ตนกำลังตามจีบจะพึงใจ จนสุดท้ายก็สามารถทำให้น้องหน้าแดงได้สมใจหวัง ครั้นเดินมาถึงหน้าเวทีแสดง หม่อมราชวงศ์ชายสองคนก็รับชมการแสดงด้วยความเพลิดเพลิน “รำได้งามนัก สมแล้วที่เป็นคณะโขนชื่อดัง” คุณชายศาพึมพำขณะทอดสายตาชมการร่ายรำตรงหน้า “พี่เห็นด้วย” คุณชายอินพยักหน้า “นางสุพรรณมัจฉาก็งาม มิแปลกที่หนุมานจะตามตื๊อจนได้เป็นภรรยา” ศากำลังจะพยักหน้าเห็นด้วย ทว่าพอทวนประโยคนั้นแล้ว มันกลับชวนให้น่าขมวดคิ้วอย่างมิชอบใจนัก “งาม? อืม... เห็นทีนางรำคนนี้คงต้องตาพี่อินมากกว่าน้อง ถึงได้ชื่นชมและมองไม่วางตาเช่นนี้” “ไม่ใช่ซี่” อินที่รู้ตัวว่าคงทำให้น้องแง่งอนเสียแล้วจึงรีบเอ่ยแก้ “พี่บอกว่านางงาม” “…” “แต่มิได้บอกว่างามเท่าชายศา ใครเล่าจะมาเทียบเคียงน้องได้” อืม ดูทีน้ำตาลปั้นในมือของเขาคงไม่จำเป็น เพราะมันคงหวานสู้วาจาคนข้างกายมิได้FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Sweeter than sugar candy.Pen Name : HobKub Underneath the twinkling lights that adorned the trees around the ancient pagoda, Khunchai Sa and Khunchai Inn strolled together through the bustling market, making their way towards the Khon performance stage nestled by the canal. As they ambled along, Khunchai Inn discreetly purchased a rose-shaped candy, a sweet gesture intended to charm his admirer. His mission was a success, as a faint blush bloomed on his younger brother's cheeks. Once they arrived, the two noblemen settled in to watch the show, thoroughly captivated. "The artistry of the dancers is truly remarkable, as one would expect from such a celebrated Khon troupe," Khunchai Sa commented, his eyes glued to the stage. Khunchai Inn readily agreed, nodding his head. "Indeed. And Suphannamatcha himself is quite stunning. It's no wonder Hanuman was so smitten he made her his wife." Sa was about to voice his assent, but on repeating Khunchai Inn's words, a subtle crease of displeasure appeared on his brow. "Beautiful, you say? Hmm... it seems this particular dancer has captured your attention more than I have, Khunchai Inn, judging by the intensity of your gaze." Sensing he might have inadvertently ruffled his younger brother's feathers, Khunchai Inn quickly clarified, "No, that's not it at all." "You said I was beautiful," Khunchai Sa prompted. "..." "But you didn't say I was as beautiful as a man. Who could possibly compare to you?" It dawned on Khunchai Inn that the sugar candy he held might be entirely superfluous, for it paled in comparison to the sweetness of the words spoken by the person beside him.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... HIS FILMนามปากกา : butter 25% “กล้องฟิล์ม” กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในหมู่วัยรุ่น ด้วยเสน่ห์ที่ชวนให้นึกถึงอดีตที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหน มันก็ไม่เคยเก่าเลย “องศา” ก็เป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่ตกหลุมรักในกล้องเก่า เขาชอบสะสมและใช้มันถ่ายรูป จนกระทั่ง... กล้องฟิล์มตัวล่าสุดที่เขาเพิ่งซื้อมาจากออนไลน์ มีเพียงข้อมูลเล็กน้อยจากคนขายเท่านั้น แต่เขากลับตกลงซื้อทันที มันเป็นกล้องที่ไม่ได้ถูกใช้งานอีกเลยหลังจากเจ้าของเก่าจบชีวิตตัวเองไปเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เมื่อสำรวจตัวกล้องที่เพิ่งได้มา ก็พบว่าด้านล่างนั้นมีเทปขุ่นเล็ก ๆแปะอยู่ มันถูกเขียนไว้ว่า “อิน” นอกจากนี้ยังมีฟิล์มสีที่ยังถ่ายไม่หมดติดมาด้วย ไม่รู้อะไรดลใจให้เขานำไปล้าง แม้เวลาจะผ่านมานาน แต่รูปที่ออกมานั้นราวกับว่าเพิ่งถูกถ่ายไปเมื่อวาน มันก็เป็นแค่รูปถ่ายวิวทั่ว ๆ ไป แต่มีเพียงใบเดียวที่ต่างออกไป ในภาพนั้นเขาเห็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง น่าจะโตกว่าเขาไม่มาก นาทีที่เผลอสบเข้ากับนัยย์ตาสีสวยนั้น มันสะกดเขาอย่างบอกไม่ถูก แชะ! เมื่อลองลั่นชัตเตอร์เพียงครั้งเดียว สิ่งต่าง ๆ ก็พลันเปลี่ยนไป ข้างหน้าเขาตอนนี้กลับกลายเป็นร้านอาหารที่ไม่คุ้นตา และที่นั่นองศาได้เจอกับ “คนในภาพ” เป็นครั้งแรกFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… HIS FILMPen Name : butter 25% There's a cool resurgence of film cameras happening with teens, totally drawn to their timeless, nostalgic vibe. Ongsa's totally on board with this vintage camera craze, collecting and snapping pics with them. Then, he snagged this latest film camera online. Despite the seller giving him hardly any deets, he went for it. Turns out, this camera hadn't seen the light of day since its last owner shuffled off this mortal coil over 30 years ago. While checking it out, Ongsa spotted a tiny piece of see-through tape on the bottom with the word 'Inn' scrawled on it. And get this, there was still an unexposed roll of film inside. For reasons unknown, he decided to get it developed. Even after all that time, the shots looked like they were taken yesterday. They were mostly just standard landscape snaps, but one was a total outlier. In this particular photo, there was just one guy, looking pretty close to Ongsa's own age. The instant their eyes seemed to lock, Ongsa was completely mesmerized by this dude's striking gaze. *Click!* One press of the shutter, and bam, everything shifted. Suddenly, Ongsa found himself in front of an unfamiliar restaurant, and there, he met 'the man from the picture' for the very first time.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อิน - องศา”ที่จะมาแจกความน่ารัก สดใส และความน่าเอ็นดูที่ทำเอาเหล่าแม่ ๆ ใจละลายกันตาม ๆ ไป( ทำไมถึงเป็นมะม่วง ? ) สาเหตุเกิดจากแฟนฟิคที่เหล่าแฟนคลับส่งมา มี Detail เกี่ยวกับมะม่วงเยอะมาก นั่นก็เพราะ “องศา” เป็นคนที่ชอบกินมะม่วงมาก แฟนคลับรู้กันหมดว่าชอบเป็นชีวิตจิตใจ ถึงแม้ว่า “องศา” จะแยกสายพันธุ์ไม่ออก แต่ก็กินได้ทั้งหมดเลย ทั้งแบบเปรี้ยว หวาน มัน หรือแม้กระทั่งมะม่วงแปรรูปก็กินเหมือนกัน ยกเว้นมะม่วงดองที่จะไม่กิน “องศา” เล่าว่าชวน “อิน” กินด้วยกันตลอด แต่ถ้าเขาลีลา ไม่กินเลย มะม่วงก็จะไม่เหลือถึงเขา เพราะ “องศา” กินหมดแล้ว ในฝั่งของ “อิน” จะชอบกินแค่มะม่วงที่หวาน แล้วบางที “องศา” ก็จะแกล้งเอามะม่วงเปรี้ยวมาให้กิน แต่ “องศา” รีบแย้งกลับว่าไม่ได้มีเจตนาจะแกล้ง ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนที่กินเปรี้ยวได้เยอะ ทำให้แยกไม่ออกว่าอันนี้คือเปรี้ยวสำหรับ “อิน” หรือยัง( ถ้าต้องมีไร่ มีสวนเป็นของตัวเอง ) สำหรับ “อิน” คงเป็นไร่องุ่น เพราะส่วนตัวชอบไปเที่ยวเขาใหญ่ และที่เขาใหญ่มีไร่องุ่นเยอะ เป็นบรรยากาศที่ดี เราก็เลยอยากมีไร่องุ่นเป็นของตัวเองบ้าง และสำหรับ “องศา” แน่นอนว่าต้องเป็นส่วนมะม่วงอยู่แล้ว กินได้ไม่มีเบื่อ กินมะม่วงเรื่อย ๆ ได้เป็นกะละมังเลยล่ะ( บรรยากาศการรวมพลครั้งแรก ) หลังจากได้มีการรวมพลครั้งแรกของ “อิน - องศา” อย่างเป็นทางการไป “อิน” รู้สึกตกใจมาก เห็นแฟนคลับทุกคนที่มารอแล้วตื้นตันใจสุด ๆ เพราะไม่คิดว่าจะมีคนมาหาเยอะขนาดนี้ เรียกได้ว่าพูดไม่ออกกันเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจมาหากัน และ “องศา” ก็ตกใจมาก ๆ เช่นเดียวกัน เพราะตอนที่ค่อย ๆ เดินออกไปแล้วค่อย ๆ เห็นว่าคนเยอะมาก รู้สึกขอบคุณทุกคนที่มาซัพพอร์ต “อิน - องศา” นึกถึงกี่ครั้งก็ยังยิ้มอยู่ตลอด และขอบคุณสำหรับทะเลดาวที่ทุกคนทำให้ทั้งคู่ด้วย( ด้อมที่ขี้แซวที่สุดจนพี่ดาราต้องยอม ) สำหรับ “อิน - องศา” ยังไม่ได้มีชื่อด้อมอย่างเป็นทางการ แต่อยากให้แฟน ๆ ทุกคนมาช่วยกัน Brainstorm และมีส่วนร่วมด้วยกันไปกับการตั้งชื่อด้อม ซึ่งปกติแล้วด้อมของ “อิน -องศา” เป็นด้อมที่ขี้แกล้ง และขี้แซวกันสุด ๆ เพราะตั้งแต่ EP. แรกออนแอร์มาจนถึงตอนนี้ “อิน” เล่าว่าตัวเองมีฉายาใหม่มาตลอด บางครั้งแฟนคลับก็เรียก “อิน” ว่า ‘หมูเด้ง’ เพราะชื่อนี้มีมาตั้งแต่เรื่องที่แล้วอย่าง หงสาวดี ที่ “อิน” เองก็ตัวใหญ่กว่าตอนนี้มาก แต่ตอนนี้ก็มีฉายาใหม่อย่าง ‘ตู้เย็น 40 คิว, ตัวใหญ่เท่าวัง, ตัวเท่าต้นไม้, จ่าเด้ง, บิ๊กเด้ง’ หรือแม้กระทั่ง ‘ยุง’ เพราะมันมีซีนที่ “อิน” ต้องฝากรอยไว้ที่คอของ “องศา” แฟนคลับก็แซวว่า ‘ยุงตัวใหญ่เท่าวังเลย’ บางทีแฟนคลับก็กลัว “อิน” จะนอยด์ แต่ไม่ต้องห่วง เพราะเขาชอบมาก แต่แฟนคลับก็ไม่ค่อยแซว “องศา” เลย ทำเอา “อิน” บ่นว่าแฟน ๆ สองมาตรฐานแล้ว ซึ่ง “องศา” ก็บอกว่าถึงแม้แฟน ๆ จะไม่แซวตัวเขาเอง แต่แฟน ๆ ก็แซวพฤติกรรมของหม่อมเจ้าในซีรีส์แทน เรียกได้ว่าแม่ ๆ ปวดหัวกันทุก EP. เลยทีเดียว( บรรยากาศหลังจากที่ดู EP.6 ไปด้วยกัน ) EP.6 ได้มีงาน ‘อรุณรุ่ง The Edge of Horizon Fan Screen EP 6 With INNONGSA’ ที่ “อิน - องศา” ได้ดูสดไปพร้อมกับแฟน ๆ “อิน” เล่าว่าส่วนตัวชอบบรรยากาศแบบนี้มาก เพราะได้ดู Reaction สดจากทุกคน บางซีนเหมือนเชียร์มวย หรือบางทีทุกคนก็ให้กำลังใจกับซีน ๆ นั้น ดีใจที่ได้มาดูด้วยกัน แถม EP.6 มีฉากแบบนั้นเยอะด้วย แฟน ๆ เขาก็มี Reaction ที่เยอะและสนุกดี ฝั่งของ “องศา” ก็ดีใจที่ได้มาดูกับแฟน ๆ เช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าการตั้งใจทำงานของทั้งเบื้องหลัง และเบื้องหลังมันส่งไปถึงใจคนดูได้จริง ๆ แถมบางคนอินกับเรื่องราวมากจนไปศึกษาประวัติศาสตร์เพิ่มเติมอีก ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราตั้งใจถ่ายทอดมันส่งไปถึงคนดูจริง ๆ ก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก( เตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ) “อิน - องศา” บอกว่าเตรียมตัวรับแรงกระแทกของ EP.7 ได้เลย เตรียมหมอนและทิชชู่เอาไว้ด้วย จาก EP.6 ที่หวานมาก ๆ ทำให้ EP.7 มันเข้มข้นขึ้นตามกันไป ความสัมพันธ์มันจะหวานไปตลอดไม่ได้หรอก และ “องศา” แอบสปอยล์ว่า ทุกคนอาจจะได้เห็นทินกรในแบบที่ทุกคนไม่เคยได้เห็นมาก่อน อะไรก็เกิดขึ้นได้ใน EP.7 อย่าไว้ใจช่องวันเด็ดขาด !( สิ่งที่เปลี่ยนไปหลังจากซีรีส์ออนแอร์ ) ด้วยความที่เป็นเรื่องแรกที่ “อิน - องศา” แสดงคู่กัน การที่มีแฟนคลับเพิ่มขึ้นมาเยอะขนาดนี้ “อิน” บอกว่ามันเปลี่ยนไปเยอะมาก ๆ เวลาที่จะทำอะไรก็ต้องมีสติ และรอบคอบมากขึ้น แม้กระทั่งเราจะออกไปข้างนอก หรือเล่นโซเชียลก็ต้องระมัดระวังมากขึ้น แต่สิ่งที่ “อิน - องศา” จะไม่เปลี่ยนคือความตั้งใจและความพยายามของทั้งคู่ และ “อิน - องศา” จะไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง โอกาสแบบนี้มันไม่ได้มาง่าย ๆ เพราะฉะนั้นทั้งคู่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด และ “องศา” ก็ดีใจที่มีคนรู้จักตัวเองมากขึ้นจากบททินกร และจะดีใจมากถ้าออกไปข้างนอก แล้วมีคนเข้ามาทักเกี่ยวกับซีรีส์ และนั่นจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เราต้องพัฒนาขึ้นในทุก ๆ วัน และขอบคุณทุกคนที่เขามาติดตามและซัพพอร์ต “อิน - องศา”[ เซ็ตคำถาม : เกิดก่อนเป็นพี่ เกิดทีหลังเป็นน้อง แล้วเกิดเมื่อไหร่จะได้เป็นแฟนกัน ]( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นพี่ของอิน ) สำหรับ “อิน” บอกว่า อย่างแรกเลยจะได้รับความอบอุ่น มีความเป็นผู้นำที่จะทำให้ไว้ใจได้ สามารถปกป้องอีกฝ่ายได้ และที่สำคัญเลยคือเป็นสายเปย์ แถมถ้าจะคบรุ่นน้องสักคนจะห่างสัก 8 ปีก็ได้ไม่ติด( ข้อดีของการมีแฟนเป็นรุ่นน้องขององศา ) ในฝั่งของ “องศา” บอกว่า ทุกคนจะได้รับความสดใส ยิ้มง่าย ตื่นมาก็จะได้ Energy ดี ๆ แถมมีกำลังใจกองโต เพิ่มเติมคือมีมะม่วงให้กินไม่มีเบื่อ และถ้าจะคบรุ่นพี่สักคนก็ห่างหลายปีก็ได้หมดเลยเช่นเดียวกัน( ถ้า “อิน – องศา” ได้เป็นแฟนกัน ชีวิตคู่จะเป็นอย่างไร ) “อิน - องศา” บอกว่าสีสันชีวิตคู่มันก็มีการตีกันบ้าง แต่สุดท้าย “อิน” ก็จะตามใจ “องศา” แน่นอน จะดูแลเทคแคร์ แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าจะตามใจหรือตีกัน แถม “องศา” แซวปิดท้ายว่าใครจะผิดก็ได้ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน( เพลงแสงแรกที่ปังที่สุดในตอนนี้ ! ) เพลง ‘แสงแรก (เพลงจากซีรีส์ อรุณรุ่ง The Edge of Horizon) - องศา ธีธัช’ เรียกได้ว่าตอนนี้กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลอย่างมาก เพราะศิลปินรุ่นพี่ T-POP และนักแสดงหลาย ๆ คนมา Cover เพลงนี้กันเยอะมาก รับรู้ได้เลยว่าทุกคนชอบเพลงนี้กันมากสุด ๆ “องศา” บอกว่าดีใจมาก ๆ ที่ทุกคนชอบ ทุกครั้งที่เห็นคนพูดถึงเพลงนี้ก็ยิ้มตลอด ขอบคุณทุกคนที่ชอบเพลงนี้ เพราะตัวของ “องศา” เองก็ถ่ายทอดเพลงนี้ออกมาในฐานะทินกร “องศา” ก็จะมีวิธีการถ่ายทอดออกมาในแบบของเรา แต่พอได้ฟังที่หลาย ๆ คนเข้ามา Cover ก็ได้เห็นการถ่ายทอดในแบบฉบับของทุกคนเอง เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานที่ “องศา” รักมาก ๆ แถมได้ “พี่แอ้ม อัจฉริยา” มาแต่งให้ด้วย เนื้อเพลงและเมโลดี้มันบาดใจมากตั้งแต่ฟังตัว Demo แค่ฟังครั้งแรกก็ชอบทุกอย่างในเพลงนี้เลยและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อิน - องศา” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “อิน - อง ขอร้อง อย่าหยุดรัก...”ในเกมนี้ “อิน - องศา” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อิน - องศา”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อิน - องศา” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “อรุณรุ่ง (The Edge of Horizon)” ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง one31 และสามารถรับชมย้อนหลังได้ทางแอป oneD สุดท้ายอย่าลืมไปฟังเพลง “แสงแรก” ที่ประกอบซีรีส์จากองศาด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

27 ก.ค. 2026

เพราะฉันเสียอาการทุกที ที่เราได้อยู่ด้วยกัน EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนที่ผ่านมา “เอมี่ – บอนนี่” พกความน่ารัก ทะเล้นขี้เล่นมาเติมกันจนล้นสตูดิโอ จนเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะทั้งคืน

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 23 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “เอมี่ - บอนนี่” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกัน FANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... Tomorrow,againนามปากกา : Slowache ทุกคืนเวลา 00:00 น. จะมีโรงแรมแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในสถานที่ที่ไม่มีใครรู้ บางคืนอยู่กลางเมือง บางคืนอยู่ริมทะเล พอพระอาทิตย์ขึ้น โรงแรมก็หายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ ไม่มีใครจองห้องพักที่นี่ได้ เพราะโรงแรมจะเป็นคนเลือกแขกเอง แขกทุกคนคือ “คนจากวันพรุ่งนี้” คนที่กำลังจะเจอวันสำคัญในชีวิต ก่อนถึงวันนั้น พวกเขาจะได้มาพักที่นี่เพียงหนึ่งคืน แล้วตื่นขึ้นไปใช้ชีวิตต่อ โดยไม่เหลือความทรงจำเกี่ยวกับโรงแรม “บอนนี่”เด็กฝึกงานแผนกต้อนรับ ได้รับกฎสามข้อ ห้ามถามแขกถึงอนาคต ห้ามเปลี่ยนชะตา และห้ามเปิดทะเบียนห้อง 717 คืนแรกของการทำงาน หญิงสาวผมสั้นเจ้าของรอยยิ้มอบอุ่นเดินเข้ามาเช็กอิน “เอมี่” แต่ข้อมูลของเธอกลับมีเพียงคำว่า Status : No Tomorrow ทั้งที่แขกทุกคนต้องมีวันพรุ่งนี้ เอมี่กลับมาที่โรงแรมทุกคืน และจำบอนนี่ได้ทุกครั้ง จนคืนหนึ่งบอนนี่แอบเปิดทะเบียนห้อง 717 ข้างในมีเพียงรูปถ่ายเก่า ๆ และในทุกรูป… เอมี่ยืนอยู่ที่เดิม ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย บอนนี่เริ่มสงสัยว่า… เอมี่เป็นแค่แขกของโรงแรม หรือ เธอคือความลับที่โรงแรมซ่อนไว้มาตลอดFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Tomorrow,againPen Name : Slowache Imagine a hotel that materializes precisely at midnight, its location a mystery each night – sometimes nestled in the bustling city center, other times perched by the serene sea. As dawn breaks, it dissolves as if it were never there. This isn't a place you can book; the hotel handpicks its visitors. Each guest is a 'person from tomorrow,' someone on the cusp of a life-altering event. They're granted a single night's stay before returning to their lives, the hotel experience erased from their memory. Bonnie, an intern receptionist, is entrusted with three cardinal rules: never pry into a guest's future, never interfere with their destiny, and absolutely do not unlock room 717. On her very first night, a woman with short hair and a welcoming smile checks in, introducing herself as 'Emi.' But Emi's file is an anomaly, listing her 'Status: No Tomorrow,' a stark contradiction to the hotel's supposed clientele. Strangely, Emi reappears at the hotel night after night, always recognizing Bonnie. One particular evening, Bonnie can't resist and secretly opens room 717. Inside, she discovers a collection of old photographs, each one featuring Emi in the exact same spot, seemingly timeless. A seed of suspicion is planted in Bonnie's mind: is Emi merely a guest, or could she be the very secret the hotel has been guarding all along?FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... BACKUPนามปากกา : เชิ้ตรูบี้ ในโลกที่ไม่มีใครตายจริง ๆ ทุกครั้งที่ใครสักคนเสียชีวิต จักรวาลจะดึงตัวจากอีกเส้นเวลาหนึ่งเข้ามาใช้ชีวิตแทนทันทีในจักรวาลที่เรียกว่า จักรวาลหลัก ความทรงจำของผู้คนจะถูกแก้ไขโดยอัตโนมัติจนไม่มีใครสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ เอมี่ เริ่มสงสัยเมื่อ บอนนี่ เปลี่ยนนิสัยหลังรอดจากอุบัติเหตุหลายครั้ง จากคนชอบกาแฟกลับดื่มชา จากคนกลัวน้ำกลับว่ายน้ำเก่ง จากคนถนัดซ้ายกลายเป็นถนัดขวา ทุกความผิดปกติถูกอธิบายว่า เป็นผลจากอุบัติเหตุ แต่เอมี่กลับจำบอนนี่คนก่อนได้ดีจนค้นพบความจริงว่า บอนนี่ที่เธอรักได้ตายไปแล้วหลายสิบครั้งและคนที่อยู่ตรงหน้า คือ บอนนี่จากจักรวาลที่แตกต่างกัน เมื่อจำนวนจักรวาลเริ่มลดลง ตัวสำรองก็เหลือน้อยลงเรื่อย ๆ และความตายครั้งถัดไปจะไม่มีใครกลับมาแทนได้อีก เอมี่จึงต้องเลือกระหว่างใช้ชีวิตต่อกับบอนนี่คนนี้ที่เปรียบเหมือนคนแปลกหน้า หรือออกตามหาบอนนี่คนแรกที่อาจยังติดอยู่ในรอยแยกระหว่างจักรวาล แม้ว่าการพาเธอกลับมาจะทำให้บอนนี่ทุกคนที่เคยมีอยู่ต้องหายไป หรือแม้แต่ตัวเธอเองก็เริ่มลืมความรู้สึกรักที่มีต่อบอนนี่คนแรกแล้วก็ตามFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... BACKUPPen Name : เชิ้ตรูบี้ Imagine a reality where true death is impossible. Instead, whenever someone 'dies,' the universe seamlessly plucks a substitute from another dimension to inhabit their life in what's known as the 'Main Universe.' Our memories get a convenient cosmic update, so we never notice the cosmic switcheroo. But Emi starts to get a weird feeling when her friend Bonnie undergoes a series of baffling transformations after surviving a few close calls. One minute Bonnie's a coffee fiend, the next she's a tea enthusiast. She goes from fearing water to being an absolute swimming pro, and even shifts from left-handedness to right. Everyone chalks it up to the accidents, but Emi has crystal-clear memories of the *original* Bonnie. She cracks the truth: the Bonnie she adores has shuffled off this mortal coil countless times, and the person standing before her is a Bonnie from a parallel world. Here's the kicker: as the multiverse shrinks, so do the available replacements, meaning no one can step in for Bonnie's next inevitable 'death.' Emi faces a gut-wrenching choice: stick with this new Bonnie who feels like a stranger, or embark on a quest to find the first Bonnie, who might be lost in a cosmic void. This choice comes with a heavy price – it could erase every Bonnie that ever was, and Emi herself is starting to feel the love for her original friend fading.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... วิ่งแลก “คนเก่า” (Run With My Ex)นามปากกา : Plaifah “คนไทยเป็นอะไรกับคนเก่า ?” ก็คงเป็น…คนที่รู้ทั้งรู้ว่าเลิกกันแล้ว แต่พอมีแคมเปญชวนแฟนเก่ามาวิ่ง ก็ดันชวนจริง ๆ เมื่อ บอนนี่ ลากแฟนเก่าอย่าง เอมี่ เข้าร่วมแคมเปญ“วิ่งแลกคนเก่า” กิจกรรมที่ชวนอดีตคนรักมาวิ่งให้ครบ 11 กิโลเมตร เพื่อแลกของรางวัล ทั้งคู่ต่างคิดว่ามันก็แค่การออกกำลังกายสนุก ๆ กับคนที่เคยรู้จักดีที่สุด แต่ยิ่งวิ่ง…หัวใจกลับยิ่งวนกลับไปที่เดิม ทุกกิโลเมตรพาทั้งคู่ย้อนกลับไปหาร้านโปรด ม้านั่งตัวเดิม เพลงเพลงเดิม และเรื่องราวเล็ก ๆ ที่เคยทำให้ตกหลุมรักกัน พร้อมกับสร้างความทรงจำบทใหม่ที่ทำให้ทั้งคู่ได้รู้ว่า… คนเดิมอาจไม่ได้เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะบางครั้ง…การวิ่งกลับไปหาคนเก่า ไม่ได้ทำให้เราเจออดีต แต่ทำให้เราได้เจอคนเดิม… ในเวอร์ชันที่พร้อมรักกันมากกว่าเดิม แล้วเส้นชัยของการวิ่งครั้งนี้…จะแลกได้แค่ของรางวัล หรือแลก “คนเก่า” ให้กลับมาเป็น “คนปัจจุบัน” ได้อีกครั้งFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... Run With My ExPen Name : Plaifah It's an interesting phenomenon, isn't it, how Thai people seem to have a unique relationship with their past flames? It appears to be a case of knowing a breakup is final, yet readily participating when an opportunity arises to engage with an ex. Take Bonnie, for instance, who ropes her former partner, Emi, into the 'Run for Your Ex' event. This isn't just any race; it's an 11-kilometer challenge where ex-lovers vie for prizes. Initially, both women see it as a lighthearted way to get some exercise with someone who knows them inside out. However, as they pound the pavement, the miles seem to rewind their hearts to cherished moments. Each kilometer echoes with memories of their favorite haunts, familiar park benches, the soundtracks to their romance, and the small anecdotes that sparked their initial connection. Along this journey, they inadvertently forge new experiences, leading to a profound realization: people change, and the person they once knew might be an entirely different individual now. It turns out that sometimes, retracing your steps with an ex isn't about dwelling on the past, but about encountering that same person, transformed and perhaps more ready than ever to love. So, will this race culminate solely in the coveted prize, or will the finish line also herald the return of the 'ex' to become a cherished 'present'?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ก่อนเสียงจะเอ่ยว่ารักนามปากกา : ปากกาสีส้มม่วง คุณรู้ไหม… คำว่า รัก สามารถแสดงออกได้หลายแบบ บางคนบอกรักด้วยคำพูด บางคนบอกรักด้วยอ้อมกอด บางคนเลือกเก็บมันไว้ในสายตา แต่เราสองคนเลือกแสดงความรักด้วย “ภาษามือ” เพลงพิณ (บอนนี่) ศิลปินเดี่ยวคนดังที่มีฉายาว่าเสียงของสวรรค์ "วันนี้เหนื่อยไหม" เสียงผู้จัดการเอ่ยถาม "ไม่ค่ะ" เพลงพิณตอบและถอนหายใจเบา ๆ เธอเคยรักการร้องเพลงแต่ตอนนี้เธอไม่แน่ใจแล้วว่ากำลังร้องเพลงเพราะรักมัน หรือเพราะทุกคนอยากให้เธอร้อง แสงเหนือ (เอมี่) คุณครูสอนภาษามือกำลังสอนเด็กที่เหมือนกับเขาคนที่ไม่สามารถสื่อสารผ่านการออกเสียงได้ มีคนเคยถามว่า “ชีวิตที่ไม่มีเสียงน่าเบื่อไหม” ไม่เลย โลกใบนี้ไม่เคยเงียบ แม้เขาจะพูดไม่ได้แต่ยังได้ยินทุกอย่าง และยังสามารถส่งความรู้สึกด้วยสองมือได้ แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอุบัติเหตุในวันฝนตกทำให้พวกเธอทั้งสองคนสลับร่างกัน โชคชะตาที่จะทำให้ทั้งสองคนได้เรียนรู้ “เสียง” ได้เรียนรู้ความหมายของ “ความเงียบ” และให้ “ความเงียบ” ได้สัมผัสโลกของ “เสียง” เพื่อให้พวกเขาได้รู้ว่าบางครั้งความรักที่ดังที่สุด กลับเป็นความรักที่ไม่ต้องเอ่ยออกมาเป็นคำพูดเลย แต่แค่ใช้หัวใจเป็นตัวนำทางก็พอFANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Before the voice says "I love you".Pen Name : ปากกาสีส้มม่วง It's fascinating how love finds its voice in countless ways, isn't it? For some, it's a whispered 'I love you,' for others, a warm embrace, or perhaps a loving glance. But for these two, their unique language of affection is spoken through the graceful movements of sign language. Take Plaengpin (Bonnie), the acclaimed solo artist known as the 'Voice of Heaven.' She might ask her manager, with a gentle sigh, 'Are you feeling tired today?' It seems her passion for singing, once so vibrant, is now clouded by uncertainty – is she singing for herself, or for the expectations of others? Then there's Saengnuea (Emi), a sign language instructor, who is nurturing a child who, like her, communicates without spoken words. Someone once mused, 'Is a life without sound a dull existence?' Far from it! This world is a symphony, even for those who cannot hear it in the traditional sense. Though he may not speak, she absorbs every sound and expresses her heart through her hands. However, a sudden, unforeseen accident on a rainy day throws their lives into delightful disarray, causing them to literally swap bodies! This twist of fate sets them on a journey to truly understand the essence of 'sound,' to grasp the profound meaning of 'silence,' and to allow the world of 'silence' to experience the vibrant realm of 'sound.' Through this shared adventure, they'll discover that sometimes, the most powerful expressions of love are the ones that transcend words, guided solely by the heart.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... บอนอย่าทิ้งบี๋นามปากกา : พู่กันเบอร์11 ทุก ๆ เช้าของ "บี๋" ต้องพาควายออกไปเล็มหญ้า โลเคชันที่บี๋เลือกวันนี้เป็นริมถนนของหมู่บ้าน จู่ ๆ มีรถหรูสีขาวแปลกตาขับเข้ามา บี๋ไม่ได้ตั้งใจจะสอดรู้สอดเห็น แต่เพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน บี๋จำเป็นต้องสอดส่อง มีคุณครูคนสวยย้ายเข้ามาสอนในโรงเรียนประจำหมู่บ้านเรานี่เอง อะไรกันคุณครูตาแป๋วคนสวยคนนั้นเดินเข้ามาใกล้ ใกล้ ใกล้...ขึ้นเรื่อย ๆ "สวัสดีค่ะ บอนนี่นะคะ ฝากตัวด้วยค่ะ" หลังสิ้นเสียงนั้น บี๋เอาแต่อ้าปากค้าง หูดับไปชั่วขณะ รู้ตัวอีกทีเชือกควายก็หลุดออกจากมือแล้ว บี๋และคุณครูคนใหม่ต้องพากันวิ่งไล่จับควายราว 10 นาที เฟิดอิมเพซ่านอะไรสักอย่าง บี๋เรียกไม่ถูก นั่นแหละ อาจจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่มันทำให้บี๋และครูบอนสนิทกันไวมาก จนบี๋ไปมาหาสู่ช่วยเหลือดูแลครูบอนไม่ขาดตกบกพร่อง ก่อนออกจากบ้านพาควายไปเล็มหญ้าวันนี้ บี๋แต่งตัวดูดี ใส่เสื้อลายสก๊อตสีสวยและเซ็ตผมแบ่งปอยหวานนิดหน่อย เผื่อคุณครูคนสวยประทับใจ แต่พอไปถึงบี๋ต้องเจอกับภาพบาดตาบาดใจ มีไอหนุ่มหน้าหวาน หน้าตาไม่หล่อ ๆ เดินมาข้าง ๆ ครูบอน พร้อมกับยื่นซองสีชมพู "ถ้าสะดวกไป บอนอยากให้บี๋ไปร่วมงานแต่งของบอนนะ" บี๋แทบอยากหนีไปกอดเสาเถียง TTFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Bon, don't abandon Babe.Pen Name : พู่กันเบอร์11 Each morning, Bee herds her buffaloes out for their pasture time. Today, the village road became their grazing spot. Suddenly, a fancy white car, the kind you don't see every day, rolled to a stop. Babe, not one to pry, felt a duty to keep an eye out for the village's sake. A new teacher, quite a looker, had just arrived at the local school. What was this all about? This lovely, bright-eyed teacher was heading right towards her… 'Hi, I'm Bonnie. It's a pleasure to meet you all.' Babe was utterly floored, her ears buzzing for a moment. Before she could even react, the buffalo's lead slipped right through her fingers. A good ten minutes of frantic chasing ensued, with Babe and the new teacher hot on the heels of the escaped buffaloes. Whatever it was about a 'first impression' – Babe couldn't quite put her finger on it – but it seemed to forge an instant connection between her and Teacher Bonnie. Now, Babe finds herself visiting and lending a hand to Teacher Bonnie quite often. In fact, before heading out with the buffaloes this morning, Babe made sure to spruce herself up, donning a cute plaid shirt and styling her hair in a sweet, parted manner, all in the hopes of charming the beautiful teacher. But upon her arrival, Babe was greeted by a scene that shattered her hopes: a dashing young man… A fellow who was decidedly *not* handsome sauntered up to Teacher Bon and handed him a pink envelope. 'If you're free, Bon would love for you to come to Bon's wedding.' Babe felt an overwhelming urge to bolt and embrace the nearest lamppost. TTเข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “เอมี่-บอนนี่”ที่จะมาแจกความสดใส ขี้เล่นตามสไตล์สองสาวให้เหล่าแฟนคลับใจละลายกันไปเลย ~( ถ้าไม่ได้ชื่อเอมี่-บอนนี่จะชื่อว่าอะไร ? ) จากคราวที่แล้วที่ “เอมี่ - บอนนี่” ได้มารายการ EFM FANDOM LIVE ได้ตั้งชื่อให้กันในรายการว่า ‘หมี่หมี – หนี่หนี’ แต่หลังจากนั้นที่มี “เอนี่” ก็ได้เปลี่ยนเป็น ‘มีมี่ - นีนี่’ ไปแล้ว ในคราวนี้เลยตั้งชื่อให้กันและกันเป็น ‘ตี๋หลี - แป๋วแหวว’ มีที่มาจาก “เอมี่” เป็นตี๋ และ “บอนนี่” ตาแป๋วเลยได้ชื่อนี้ไป( ปริศนาดอกกุหลาบที่กรุงโรม ) จากงาน ‘EMIBONNIE 1st FANMEET IN EUROPE’ ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีที่ทั้งสองได้ลงรูปดอกกุหลาบ แฟน ๆ สงสัยว่าใครเป็นคนให้ดอกกุหลาบนี้ ซึ่ง “เอมี่” บอกว่ามันเป็นดอกกุหลาบที่อยู่บนโต๊ะอาหารอยู่แล้วเลยหยิบขึ้นมาถ่ายรูปเล่น แต่พอเห็น “บอนนี่” เดินมาก็เลยยัดเข้ามือไปเลย แกล้ง ๆ เอาไปให้ เลยได้เห็นออกมาเป็นรูปที่ลงใน Instagram( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ไปรับ-ส่งเอนี่ทุกวัน ) “เอมี่” พูดเลยว่า เป็น “บอนนี่” แน่นอนเพราะเขาตื่นเช้ามาก ส่วนตัวเองเป็นคนที่ตื่นเย็นสุด ๆ “บอนนี่” เลยบอกว่าเป็น “บอนนี่” ที่ส่ง “เอนี่” ตอนเช้า ส่วนตอนเย็นเป็น “เอมี่” มารับกลับบ้าน แบ่งหน้าที่ไปรับลูกอย่างเท่าเทียมกัน ตอนเช้าเดี๋ยว “บอนนี่” ดูแลจัดการให้เอง !( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครเป็นคนที่ห่อข้าวกล่องให้เอนี่เอาไปโรงเรียน ) “บอนนี่” บอกว่า “เอนี่” เอาแต่กินขนม ถ้าต้องห่อข้าวกล่องไปให้ คงต้องทำเมนูหมูกระทะปิ้งไปให้เรียบร้อยพร้อมมีน้ำจิ้ม และห้ามขาดของหวาน นั่นก็คือเค้กช็อกโกแลต เพราะ “เอนี่” ชอบกินช็อกโกแลตและอาหารที่ไม่มีผัก พออยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ กับ เอนี่ แล้วรู้เลยว่าเขาไม่ชอบกินผัก “เอนี่” เป็นเด็กที่เลือกกิน เหมือนกับ “เอมี่”( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครหวงลูกมากกว่ากัน ถ้ามีคนเข้ามาจีบเอนี่ ) “เอมี่ - บอนนี่” ต่างฝ่ายต่างคิดว่าก็คงหวงลูกเหมือนกันทั้งคู่ ถ้าเข้ามาจีบเล่น ๆ ขำ ๆ ก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าจะเข้ามาจีบจริงจังก็ขอเช็คประวัตินิดหน่อย ยิ่งตอนนี้ได้ข่าวว่า “เอนี่” ฮอตมาก เริ่มมีหลาย ๆ คนเข้ามาจีบ เพราะเขามีเพื่อนเยอะทั้งหญิงทั้งชาย ที่ได้ยินจากที่ “เอนี่” เล่ามาก็มี “LYKYOU” ลูกของวง ‘LYKN’ และมี “DOMIIA” ลูกของสองหนุ่ม ‘เพิร์ธ - แซนต้า’ ที่ชอบมาเต๊าะลูก แต่ “เอนี่” ก็เชิ่ด เพราะเขามีคนในใจอยู่แล้วที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่ออย่าง “JEWEL” ที่เป็นลูกของ ‘แจน - จิงจิง’ ซึ่งถ้าต้องดองกับบ้านนี้ก็โอเค น่ารักดี ไม่มีปัญหา( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะงอนลูก ถ้าลูกไม่เล่นด้วย ) “เอมี่” บอกว่าเป็น “บอนนี่” แน่นอน 100% เพราะ “บอนนี่” กับ “เอนี่” ชอบเล่นด้วยกันตลอดเลย ทั้งคู่ชอบคุยเล่นกันงุ้งงิ้ง ๆ เจื้อยแจ้วกันไป แล้วเราก็ฟังลูกพูด ถ้า “เอนี่” ไม่เล่นด้วยจริง ๆ ยังไง “บอนนี่” ก็งอน( เซ็ตคำถามครอบครัวสระอี้ : ใครจะร้องไห้ถ้าลูกหกล้ม ) ทั้งคู่พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า “เอมี่” แน่นอน เพราะ “เอมี่” ไม่ชอบให้ลูกเจ็บตัว “เอนี่” เขาเคยล้มแล้วตอนงาน ‘GMMTV STARLYMPICS’ ที่ผ่านมา ตอนที่เห็นลูกล้มแล้วรู้สึกเจ็บไปกับ “เอนี่” ด้วยเลย ไม่อยากให้เขาวิ่งเลย ค่อย ๆ วิ่งแทนก็ได้ “บอนนี่” เลยแซวว่ากับลูกจะยุงไม่ให้ไต่ ไรไม่ให้ตอมเลย( ยิ่งคิดยิ่งชิดที่ซ่อนความในใจเอาไว้ ) ที่มาที่ไปของ MV นี้มาจากที่ “เอมี่ - บอนนี่” เขียนบรรยายถึงกันและกัน เพราะด้วยความที่เป็นเพลงแรกที่ได้เดบิวต์เป็นศิลปินดูโอ้คู่แรกของ RISER MUSIC ทีมงานจึงอยากให้ทั้งคู่ได้มีส่วนร่วมกับเพลงนี้ โดยพี่ทีมงานถามมาว่ามีคำพูด เนื้อหา หรือคีย์เวิร์ดอะไรที่อยากใส่เข้ามาในเพลงมั้ย “เอมี่” เลยเขียนอธิบายความรู้สึกที่มีต่อ “บอนนี่” ไปเลย ตอนแรกที่เขียนก็ไม่ได้เขินอะไร แต่พอส่งให้ทีมงานดูแล้วเริ่มโดนแซวก็เขินนิดหน่อย พอ “บอนนี่” รู้ก็เลยเขียนบรรยายความรู้สึกกลับไปให้ “เอมี่” เหมือนกัน เหมือนเราเขียนความในใจให้กันและกันเลย และท่อนที่ทั้งคู่ชอบที่สุดในเพลงนี้คือ ‘ชอบเวลาเธอหันมาเรียกชื่อฉัน โลกทั้งใบก็หายเหลือแค่เราเท่านั้น’( ซีนที่ชอบใน MV ยิ่งชิดยิ่งคิด ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าชอบซีนที่ได้เจอกัน เป็นซีนแรกที่เริ่มถ่ายเลยที่อยู่ในร้านกีตาร์ จังหวะที่ “บอนนี่” จ๊ะเอ๋แล้วยิ้มให้กัน “เอมี่” หลุดยิ้มตามตลอด เขายิ้มแฮะ ๆ แล้วเราก็ยิ้มตาม เลยถ่ายไม่เสร็จสักทีซีนนี้ เพราะ “บอนนี่” ทำตาแป๋วตลอด( ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วย ) “เอมี่ - บอนนี่” บอกว่าจะเกิดฝันมาก ทำเอาไม่กล้าพูดเลย แต่ศิลปินที่อยากฟีเจอร์ริ่งด้วยก็คือ “BOKYLION” ทั้งคู่พึ่งคุยด้วยกันไปเองว่าเพลงใหม่อย่าง ‘นาฬิกาทราย’ ดีมาก ชอบพี่เขามาตั้งแต่ร้องเพลง Cover อยู่เลย และถ้าได้ร่วมงานกับ “THE TOYS” ด้วยอีกก็คงดีใจไม่น้อย( ผลงานซีรีส์คู่ที่อดใจรออีกเพียงไม่นาน ! ) ซีรีส์ ‘เงาใต้พระจันทร์’ ตอนนี้เริ่มถ่ายทำไปได้ถึงครึ่งเรื่องแล้ว และได้ยินมาว่าแฟนคลับแซวว่า “พี่จันทร์” เป็นเมะธงแดง ถ้าซีรีส์ออนแอร์แล้วจะโดนแม่ ๆ ของ “น้องคีย์” หักคะแนนฉ่ำแน่ ๆ แต่ “เอมี่” สวนกลับว่า จริง ๆ “พี่จันทร์” ไม่ได้ธงแดงขนาดนั้น “น้องคีย์” ก็ไม่เบาเหมือนกันแหละ “บอนนี่” เลยบอกว่าให้ทุกคนรอดูแล้วกัน ตัวละครมีเหตุผลในการกระทำว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น ยิ่งในซีรีส์มี “ฟิล์ม” มาเล่นด้วยตอนร่วมซีนกันก็สนุกมาก ๆ เชือดเฉือนกันสุด ๆ ให้ทุกคนรอติดตามกันด้วย เร็ว ๆ นี้มีข่าวดีมาแล้วและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “เอมี่ - บอนนี่” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Emi Bonnie MELODY - ยิ่งร้อง ยิ่งรัก”ในเกมนี้ “เอมี่ - บอนนี่” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “เอมี่ - บอนนี่”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “เอมี่ - บอนนี่” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากซิงเกิล “ยิ่งชิดยิ่งคิด (Fall For You)” เพราะ ๆ จากทั้งคู่ รับชม MV ได้ทาง Youtube : RISER MUSIC และรอติดตามซีรีส์ “เงาใต้พระจันทร์” เร็ว ๆ นี้ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

ความสัมพันธ์เกือบ 10 ปี ถึงจะห่างหายกันไป แต่สุดท้ายก็ได้กลับมาคู่กัน ค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำหนึ่ง - เนย พาคาแรคเตอร์ ไฟกับกะเพรา มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE ถึงแม้จะตีกันแค่ไหน ปลายทางก็ยังรักกันอยู่ดี

21 ก.ค. 2026

ความสัมพันธ์เกือบ 10 ปี ถึงจะห่างหายกันไป แต่สุดท้ายก็ได้กลับมาคู่กัน ค่ำคืนที่ผ่านมา น้ำหนึ่ง - เนย พาคาแรคเตอร์ ไฟกับกะเพรา มาบุกสตู EFM FANDOM LIVE ถึงแม้จะตีกันแค่ไหน ปลายทางก็ยังรักกันอยู่ดี

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 16 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “น้ำหนึ่ง-เนย” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสวยหล่อ คารมดี “ดีเจแนน” และ “ดีเจโซเซฟ”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า...โรคแพ้ความรักนามปากกา : mynameispluto. มิลิญ เติบโตมาพร้อมความเชื่อว่าตัวเองป่วยเป็นโรคหายากชื่อว่า Cupid’s Curse Syndrome หรือกลุ่มอาการแพ้ความรัก ตั้งแต่จำความได้ เธอต้องเข้ารับการตรวจร่างกายเป็นประจำ และได้ยินคำพร่ำเตือนซ้ำๆ จากคุณหมอ “ถ้าวันใดหัวใจเต้นแรงผิดปกติ รีบกลับมา” แม้หมอจะไม่เคยห้าม แต่มิลิญเชื่อว่าทางที่ปลอดภัยที่สุดคือการไม่รัก เธอจึงสร้างกฏกับตัวเอง อย่าเปิดโอกาสให้ใคร ปฏิเสธทุกความสัมพันธ์ และเมื่อไม่เคยรัก เธอจึงค่อย ๆ หมดศรัทธากับความรักในที่สุด แต่แล้วกฎเกณฑ์กลับพังทลาย เมื่อเธอได้พบ กานต์ธีรา คุณบาริสต้าสาวผู้ครอบครองรอยยิ้มที่ทำให้โลกหมุนช้าลง นับแต่นั้นมิลิญก็เริ่มมีอาการประหลาด บ่อยครั้งที่อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูง มือเย็นเฉียบ หายใจไม่ทั่วท้อง อีกทั้งยังติดกาแฟจนผิดปกติ ต้องแวะซื้อที่ร้านเดิมทุกเช้า อาการทุกอย่างเริ่มรุนแรงขึ้นจนมิลิญเชื่ออย่างสุดใจว่าโรคเริ่มแสดงอาการ และกำลังแย่ลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุด เธอจึงตัดสินใจกลับไปพบคุณหมอเจ้าของไข้ แต่ก็ต้องสับสนขึ้นอีกเมื่อผลตรวจไม่มีอะไรผิดแปลก “ผลตรวจปกติ ไม่ปรากฏรอยโรคครับ” “แล้วทำไม...” “คุณแค่กำลังตกหลุมรัก”FANFICTION #1: This FANFICTION is titled... Love AllergyPen Name : mynameispluto. Milin grew up under the shadow of a peculiar belief: she thought she was cursed with something called Cupid’s Curse Syndrome. From her earliest memories, regular doctor visits were a staple of her life, and she often heard the doctor’s stern reminder, "If your heart races unexpectedly, come back right away." Although she was never outright prohibited from seeking love, Milin concluded that steering clear of it was the smartest choice. So, she crafted a personal guideline: no chances taken, no relationships entertained. This avoidance led her to gradually lose hope in the very notion of love. That was until she crossed paths with Kantheera, a barista whose smile seemed to pause time itself. Suddenly, Milin was hit with bewildering symptoms: her heart would race, her hands turned icy, she struggled to catch her breath, and she found herself irresistibly drawn to coffee, visiting the same shop every morning. The symptoms escalated to the point where Milin was convinced her supposed affliction was spiraling out of control. Ultimately, she returned to her doctor, only to be taken aback when the results revealed nothing amiss. "Everything looks fine. No signs of illness." "Then why...?" she stammered. "You’re simply falling in love."FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... บะหมี่ไข่ใส่ใจพิเศษนามปากกา : BunBunFam น้ำหนึ่ง ขายก๋วยเตี๋ยวน้ำใสที่สานต่อมาจากปู่ย่าในชุมชนเก่าแก่ น้ำหนึ่งอยากให้ชุมชนยังอยู่ในวิถีแบบเดิม เมื่อมีใครจะนำที่ดินของชุมชนไปพัฒนา น้ำหนึ่งจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการไม่ยอม จนวันหนึ่ง เนย มาเปิดร้านขนมอยู่ฝั่งตรงข้าม เนยแวะมากินบะหมี่ไข่สูตรลับของร้าน จนทั้งสองสนิทกัน แต่แล้ววันหนึ่งตึกที่ติดกับร้านของเนยกลายเป็นพื้นที่ก่อสร้าง จึงทำให้น้ำหนึ่งคิดว่าเนยจะมาทำลายวิถีชีวิตของชุมชน จนมีปากเสียงกัน ความจริงเนยมาตั้งขายของใกล้ ๆ เพราะแม่ของเนยเป็นลูกค้าประจำมาก่อน ทำให้เนยชอบไปด้วยตั้งแต่เด็ก แต่ด้วยความที่แม่อายุมาก แต่อยากกินก๋วยเตี๋ยวเป็นประจำจึงทำให้เนยมาหาที่ขายของในตลาดนี้ และได้วางแผนปรับปรุงตึกแถวให้เอื้อต่อการใช้งานของผู้สูงอายุในชุมชนนี้ เมื่อน้ำหนึ่งเข้าใจทั้งหมด เนยก็งอนตุ๊บป่องไปแล้ว ภารกิจง้อสาวร้านขนมของสาวร้านก๋วยเตี๋ยวจะสำเร็จหรือไม่ ก๋วยเตี๋ยวน้ำใสจะเอาชนะใจได้หรือเปล่า รสชาติที่นุ่มลิ้น ความรู้สึกที่คุ้นเคย สุดท้ายสาวร้านก๋วยเตี๋ยวก็ต้องเทียวไปง้อสาวร้านขนมจนใจอ่อน หรือเพราะหายงอนตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตั้งใจกินก๋วยเตี๋ยวฟรีเฉย ๆ อิอิFANFICTION #2: This FANFICTION is titled... Special Egg NoodlesPen Name : BunBunFam In an old neighborhood, Namnueng serves up her grandmother's cherished clear noodle soup, a dish deeply rooted in tradition. She's fiercely devoted to preserving the community’s way of life and stands her ground whenever developers come knocking. One day, across the street, Noey opens a delightful dessert shop. Intrigued, she drops by to savor Namnueng's secret egg noodles, and the two quickly bond over their shared love of good food. But when construction begins on the building next to Noey's shop, Namnueng misinterprets Noey's intentions, sparking a heated disagreement. Little does Namnueng know, Ney chose that location because her mother, a longtime fan of Namnueng’s noodles, used to visit frequently. With her mom getting older and craving those familiar flavors, Noey wanted to create a space where her mother—and others in the community—could enjoy her treats, complete with renovations for accessibility. As Namnueng uncovers the truth, she discovers Noey in a sour mood. Can the noodle shop girl win back her friend with the magic of her clear soup? Will the irresistible taste and sweet memories bridge their misunderstanding? Will Namnueng’s efforts to mend their friendship be met with Noey's playful indifference, or has she simply been savoring those free noodles all along? Hehe.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... ผีไม่ต้องหลอก...เดี๋ยวบอกวิธีกลัวเอง!นามปากกา : นักรบปีลึก "เนย" ดีไซเนอร์สาวสุดมั่น ผู้ไม่เคยเชื่อเรื่องลี้ลับ ย้ายเข้าสตูดิโอทำเสื้อผ้าแห่งใหม่ตามคำแนะนำน้าของเพื่อนสนิท แม้เพื่อนจะเตือนว่าห้องนี้มีประวัติ แต่เนยก็ไม่สนเพราะทำเลดีและราคาถูก ทว่าในสตูดิโอนั้นมี "น้ำหนึ่ง" วิญญาณเจ้าถิ่นที่ชอบแกล้งคนสิงสถิตอยู่ ปฏิบัติการหลอกคน ของผีตัวป่วนจึงเริ่มขึ้น! น้ำหนึ่งพยายามทำทุกทางให้เนยกลัว ทั้งย้ายของไปมาหรือไปนั่งจ้องหน้าตอนดึก แต่เนยผู้ไร้เซนส์ดันหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาหักล้างได้หมด "สงสัยฉันจะเดินละเมอ หยิบผ้าไปวางที่อื่นเอง" ทำเอาคุณผีน้ำหนึ่งถึงกับกุมขมับที่หลอกเท่าไหร่ มนุษย์หน้ากบคนนี้ก็ไม่กลัวสักที สุดท้ายน้ำหนึ่งเลยเปลี่ยนแผนจาก หลอกให้กลัว มาเป็น โผล่มาป่วนตรงๆ ทั้งแอบช่วยดึงด้ายเวลาเย็บผ้า ชวนคุยแก้เหงา จนเนยเริ่มชินและตลกกับความเพี้ยนของคุณผีรูมเมท จากความพยายามจะไล่คนกลายเป็นความผูกพันที่ขาดกันไม่ได้ ทว่าความสุขกลับอยู่ได้ไม่นาน... เมื่อภารกิจช่วยเนยทำแฟชั่นโชว์ครั้งใหญ่สำเร็จลง ร่างของคุณผีตัวป่วนค่อยๆ เลือนหายต่อหน้าต่อตา แต่ในเช้าวันรุ่งขึ้น กลับมีคนมาเคาะประตูสตูดิโอ พร้อมใบหน้าที่คล้ายคุณผีตัวป่วนไม่มีผิด แล้วเขาเป็นมนุษย์หรือผี ?FANFICTION #3: This FANFICTION is titled... No need to scare me with ghosts... I'll tell you how to be scared myself!Pen Name : นักรบปีลึก Noey is a spirited young designer who has little faith in the supernatural. When her best friend's aunt suggests she check out a new clothing studio, Noey leaps at the chance, drawn in by its fantastic location and bargain price, despite puzzling tales about its past. Unbeknownst to her, the studio is inhabited by Namneung, a playful spirit with a knack for mischief. And so, Namneung's antics begin! From rearranging Noey’s materials to watching her from the shadows at night, the ghost leaves Noey perplexed. Each time she experiences something strange, Noey concocts a logical explanation— "I must have sleepwalked and misplaced the fabric!"—only serving to bewilder Namneung further, as this frog-faced gal seems utterly unruffled. Eventually, Namneung shifts her approach; instead of scaring Noey, she becomes a ghostly collaborator, playfully helping with sewing, chattering away, and before long, Noey finds her spectral roomie’s shenanigans rather charming. What began as a ghostly mission to frighten her evolves into an unlikely friendship. But just as their bond strengthens—after Namneung's invaluable aid during Noey's major fashion show—she begins to dissolve into the ether. The next morning, however, there's a knock on the studio door, revealing a figure who bears an uncanny resemblance to the cheeky ghost. Is she a living person or simply another spirit?FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... สเต็ปเพิ่นน่ะนามปากกา : Shinra "อ๊ะ ขอโทษค่ะ!" ท่ามกลางเสียงลำโพงดังสนั่นในงานเทศกาลดนตรี หญิงสาวคนหนึ่งตะโกน ขอโทษคนด้านหลังที่เผลอออกสเต็ปเท้าไฟ ก้าวสองถอยสามจนบังเอิญไปเหยียบเท้าอีกฝ่ายเข้าอย่างจัง "มะ ไม่เป็นไรค่ะ" เสียงเบานุ่มจนแทบไม่ได้ยิน ทำให้เธอต้องหยุดเต้นครู่หนึ่งเพื่อหันมาตั้งใจฟัง "ว่ายังไงนะคะ?!" นักเต้นสาวเท้าไฟยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพื่อจะฟังว่าผู้หญิงตัวเล็กคนนี้พูดอะไรเมื่อครู่นี้ ใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนโชยมา "บอกว่า ไม่เป็นไรค่ะ!" เสียงหวานที่พยายามตะโกนให้อีกฝ่ายได้ยินก็สำเร็จ สาวนักเต้นพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับยิ้มกว้างให้และพูดว่า "ใช้น้ำหอมอะไรคะ หอมมาก" เธอพูดด้วยความสนใจขณะที่กำลังขยับตัวเต้นไปมาตามจังหวะเพลง "ใช้ของXXXค่ะ!!" อีกฝ่ายเอียงหัวเล็กน้อยเมื่อเธอตอบกลับไปและยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีกครั้งพร้อมกับโทรศัพท์ที่ยื่นมาด้านหน้า "ขอโทษนะไม่ได้ยินเลย ขอไอจีหน่อยได้ไหม!" ด้วยรอยยิ้มกว้างสู้กับแสงไฟจากเวที มือก็เผลอดันไปรับมือถือมาและพิมพ์ไอจีของเธอลงไป "ชื่อเนยเหรอ! เราน้ำหนึ่งนะ!!" เธอพยักหน้าด้วยท่าทีเงอะงะ พร้อมกับเผลอยิ้มให้อีกฝ่ายไปโดยไม่รู้ตัวว่าใบหน้าที่โดนแสงไฟเวทีส่องนั้นกำลังขึ้นสีแดงอ่อนอยู่FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... That's her stepPen Name : Shinra "Oh, I can't believe I did that!" In the midst of the lively festival, where music pumped from the speakers, a young woman turned to the person behind her, her voice ringing with sincere regret after accidentally stepping on someone’s foot during her spirited dance routine. "It's... it's okay," a gentle voice whispered, barely cutting through the pulsating beat, prompting the dancer to halt and lean in, straining to catch the words. "What did you say?!" The lively dancer edged closer, drawn not just by the need to hear but also by the delicate, inviting fragrance that surrounded the smaller woman. "I said, it’s fine!" the sweet voice finally broke through, clear and warm. A broad smile spread across the dancer’s face as she nodded enthusiastically, exclaiming, "What’s that lovely perfume you’re wearing? It’s divine!" She continued to groove to the rhythm, her curiosity bubbling over. "Oh, it’s XXX!!" The other woman tilted her head, her voice eager as she leaned in again and extended her phone. "Sorry, I couldn’t catch that! Could I get your Instagram?" With a beaming smile that sparkled under the kaleidoscope of stage lights, the dancer took the phone instinctively and quickly typed in her username. "Your name’s Noey, right? I’m Namneung!!" The other woman nodded, a little shy, but there was a soft smile that formed on her lips. Unbeknownst to her, the stage lights cast a rosy glow on her cheeks, revealing the sweetness of the moment.FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... Twilightshipนามปากกา : ตุลย์ราห์ เมโลดี้ เนื้อเพลง ความรู้สึก สามสิ่งที่นำมารวมกันไว้แล้วกลายเป็นบทเพลงพิเศษที่สื่อถึงใครสักคนนึงได้ เราจึงมักซ่อนใครบางคนไว้ในเพลง มูน (น้ำหนึ่ง) ก็เป็นอีกคนที่หลงเหลือใครบางคนไว้ในเพลงเช่นเดียวกัน แต่ทุกเพลงของเขากลับมีเพียงแค่คนเดียวที่อยู่ในนั้น เจ้าของรอยยิ้มหวานที่สะกดให้เธอหลงรักตั้งแต่แรกพบ เธอคือ ตะวัน (เนย) เพื่อนสนิทที่เขา แอบรักมานานกว่า 10 ปี รอยยิ้มของเธอถูกจดจำไว้ด้วยหัวใจของมูนอยู่เสมอ แต่ด้วยสถานะของเพื่อนสนิท มูนจึงเลือกปฏิเสธความรู้สึกตัวเองมาโดยตลอด จนกระทั่งวันที่ตะวันมายืนอยู่ตรงหน้า ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ รอยยิ้มของตะวันยังคงสดใสเช่นเคยเหมือนวันแรกที่ได้พบกัน เธอหันมาส่งยิ้มบางให้เขา ก่อนเดินไปยังเจ้าบ่าวที่รอเธออยู่ การคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แบบ แสงตะวันของเธอกำลังถูกครอบครองโดยคนที่รักเธอไม่ต่างกับเขา เพียงแต่สิ่งที่ต่างออกไป คือเขาไม่มีความกล้ามากพอ วันนี้จึงเป็นเขาที่เดินมาส่งคนที่เขารักมากที่สุด ให้กับคนที่รักและพร้อมดูแลเธออย่างเต็มหัวใจ “ยินดีที่ได้รักเธอนะ ตะวัน” และเป็นอีกครั้งที่เขายินดีที่จะเฝ้ามองแสงตะวัน ในฐานะเพื่อนสนิทตลอดไปFANFICTION #5: This FANFICTION is titled… TwilightshipPen Name : ตุลย์ราห์ Melody, lyrics, emotions—these three elements weave together to form a unique song that resonates deeply with someone dear. Often, we tuck away our affection for someone in the notes and words of our creations. Moon (Namneung) is no different; he has encapsulated one particular person within his music—the owner of a dazzling smile that captured his heart at first glance. This person is Tawan (Noey), his closest friend, whom he has cherished silently for more than a decade. Her smile is forever impressed upon Moon's heart, yet the label of ‘best friends’ has kept him from admitting his true feelings. That was until the moment Tawan appeared before him, radiant in a pure white wedding gown. Her smile sparkled just like it had on their very first encounter. She turned, flashed him a soft smile, and then gracefully made her way toward her waiting groom. In that surreal moment, his dreams came to fruition. Her light was now shared with someone else who loved her just as fiercely—it simply took more bravery than he had to act on his feelings. Today, he played the bittersweet role of guiding the woman he adored to a man who would love and cherish her wholly. “It was an honor to love you, Tawan.” Once again, he found joy in watching Tawan’s brilliance from a distance, cherishing his role as her forever best friend.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVE ค่ำคืนนี้ต้อนรับ “น้ำหนึ่ง - เนย”ที่จะมาเล่าเรื่องราว 10 กว่าปี... ที่จะมาเป็นวันนี้ ทั้งสองคนผ่านอะไรมาบ้าง ?( สุดท้ายก็ได้วนกลับมาเจอกัน ) หลังจากจบจากการเป็นไอดอลสาวแล้ว ทั้งคู่ก็ได้แยกย้ายกันไปทำตามความฝันตัวเอง ทำในสิ่งที่อยากทำ จนกลับมาเจอกันอีกทีก็เป็นการร่วมงานกันในครั้งนี้เลย ห่างกันไปประมาณ 2-3 ปีได้เลย “น้ำหนึ่ง - เนย” พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เพราะทุกอย่างมันง่ายไปหมด ยิ่งเรารู้นิสัยใจคอของกันและกันอยู่แล้วด้วย แถมยิ่งสนิทแล้วมีเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เราก็พูดเคลียร์กันตรง ๆ ได้เลย ไม่เคยทะเลาะกันแรง ๆ เลย( ตำนานเค้กช็อกโกแลตและข้าวเหนียวมะม่วง ) คราวที่แล้วที่ “น้ำหนึ่ง - เนย” ได้มารายการ EFM FANDOM LIVE ได้เจอกับคำถามที่ว่าให้เปรียบอีกคนเป็นของหวาน แล้ว “น้ำหนึ่ง” ให้ “เนย” เป็นข้าวเหนียวมะม่วง และ “เนย” ให้ “น้ำหนึ่ง” เป็นเค้กช็อกโกแลต ครั้งนี้ทางรายการจึงถามคำถามเดิมอีกครั้งที่ว่า ‘ถ้าต้องเปรียบอีกฝ่ายเป็นของหวานจะเป็นอะไร’ แต่ทั้งคู่ก็บอกว่าพออายุเยอะขึ้น ของหวานก็กินน้อยลง เพราะเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ดังนั้นครั้งนี้จะเปลี่ยนคำตอบเป็นอะไรที่ดีกับร่างกาย “เนย” ให้ “น้ำหนึ่ง” เป็นอกไก่ เพิ่มโปรตีน เพราะโปรตีนดีกับร่างกาย ส่วน “น้ำหนึ่ง” ให้ “เนย” เป็นผักใบเขียว ที่ดีกับสุขภาพเช่นเดียวกัน เสริมธาตุเหล็กและวิตามิน( ปิดตลาดเดินโชว์ตัว ! ) ได้ยินมาว่า “น้ำหนึ่ง” ได้พูดเอาไว้ว่าถ้าได้เป็นดาราช่อง 7 จะปิดตลาดปลาที่จังหวัดสิงห์บุรี และจะฉายซีรีส์ให้ทุกคนดู แต่ “น้ำหนึ่ง” ก็รีบแย้งว่ายังไม่ได้ทำเลย แต่ไม่ได้ถึงขั้นปิดตลาด แต่แค่จะไปเดินตลาดเฉย ๆ และคิดว่าป้า ๆ ในตลาดจะต้องทักหนูแน่ ๆ แต่ตอนนี้พึ่งออนแอร์ไปแค่ EP.1 เดี๋ยวรอหลาย ๆ EP. มากกว่านี้ค่อยไปเดินตลาด มันเป็นความฝันตอนเด็ก ๆ ที่ว่าถ้าเราได้เล่นละครลงทีวี เดี๋ยวต้องไปเดินโชว์ตัวในตลาด( ถึงในซีรีส์จะตีกันแต่ชีวิตจริงรักกันน้า ) เรื่องนี้การแสดงความรู้สึกและทะเลาะกันมันตรงกันข้ามกับชีวิตจริงของ “น้ำหนึ่ง - เนย” มาก ๆ ถ้า “เนย” โดนไฟแกล้งตอนเด็ก ๆ แบบในซีรีส์ยังไงก็โกรธ เพราะแค่ตอนดูน้อง ๆ แสดง หรือดูเบื้องหลังก็ร้องไห้ตามเหมือนกัน รู้สึกสงสารมาก ๆ ถ้าเราโดนแบบนี้ก็คงรู้สึกไม่มากก็น้อย แต่ความยากของซีรีส์เรื่องนี้คือ “เนย” ทำหน้าโกรธไม่ได้เลย ตอนถ่ายฟิตติ้งก็พยายามทำหน้าให้ดูเกลียดแล้ว แต่ทีมงานก็บอกว่ายังดูเหมือนยิ้มอยู่เลย ตอนถ่ายทำเสียงตอนพูดเวลาโกรธก็ยังไม่น่ากลัว ปรับจูนเยอะมาก ๆ ในฝั่งของ “น้ำหนึ่ง” ก็บอกว่าส่วนตัวเวลาโกรธก็จะเก็บอาการ นิ่ง ๆ ไม่แสดงออก แต่สำหรับไฟต้องแสดงออกทางสีหน้าเยอะมาก ๆ สุดท้าย “น้ำหนึ่ง” แซวตัวเองขำ ๆ ว่าจบเรื่องนี้ไปหมอโบท็อกซ์ต้องเข้าแล้ว[ 4Elements ดินน้ำลมไฟ ]( ดิน ตัวแทนแห่งความมั่นคงอบอุ่น ) กับคำถามที่ว่า ‘นิสัยอะไรของอีกฝ่ายที่เขาทำให้แล้วอบอุ่น ?’ โดยเริ่มจาก “น้ำหนึ่ง” ที่บอกว่า “เนย” ใส่ใจทุกคนรอบข้าง เขาจะคอยดูเสมอว่าคนนี้รู้สึกยังไง ห่วงความรู้สึกคนอื่นตลอด ส่วน “เนย” บอกว่า “น้ำหนึ่ง” ถึงแม้จะเป็นคนที่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยแสดออกอะไรเยอะ แต่ “น้ำหนึ่ง” จะมีภาษากายที่เวลาอีกฝ่ายทำอะไร ก็จะเข้ามาปลอบ หรือจับตัวเราให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เขาจะทำให้เรารู้สึกอุ่นใจตลอดที่มีเขาอยู่ข้าง ๆ( น้ำ ตัวแทนแห่งความอ่อนโยน ) คำถามคือ ‘ส่วนไหนบนตัวของอีกฝ่ายที่อ่อนโยนน่าทะนุถนอมที่สุด ?’ โดย “เนย” มองว่าเป็นหูของ “น้ำหนึ่ง” เพราะในภาพโปรโมทของซีรีส์มียุงเกาะที่หูของ “น้ำหนึ่ง” ตัวใหญ่มาก แซวขำ ๆ ว่าน่ารักดี ส่วน “น้ำหนึ่ง” บอกว่ามือของ “เนย” นุ่มนิ่ม ท่าทางกิริยาของเขานุ่มนิ่ม อ่อนหวานอ่อนช้อยตลอดเวลา( ลม ตัวแทนแห่งความสดใสอิสระ ) โดยคำถามคือ ‘เวลาอยู่กับอีกฝ่าย หัวใจจะเต้นแรงที่สุดตอนไหน ?’ เริ่มจาก “น้ำหนึ่ง” ตอบว่ามีเหตุการณ์ที่เป็นวันเปิดตัว 4Elements และวันนั้นมีพี่ ๆ แฟนคลับหลายบ้านมาก ๆ แล้ว “น้ำหนึ่ง-เนย” ห่างหายจากสังคมไปนาน นี่เป็นงานใหญ่ในรอบหลายปีเลย วันนั้นจำได้ว่าใจเต้นแรงมาก ๆ แต่เราทั้งคู่ก็จับมือกันและตบหลังปุปุ ถึงจะหัวใจเต้นแรงแต่ก็ได้อยู่ด้วยกัน “เนย” บอกว่าเหตุการณ์นี้ดีมาก ๆ แต่ “เนย” ชอบความเป็นผู้นำของเขา อยู่ด้วยแล้วอุ่นใจ เราชอบที่จะเป็นผู้ตาม และเขาเป็นผู้นำที่ทำให้เราผ่อนคลายได้เยอะเลย( ไฟ ตัวแทนแห่งความหลงใหลร้อนแรง ) คำถามสุดท้ายคือ ‘เมนูที่แซ่บที่สุดที่ตัวเองเคยกิน ?’ โดย “น้ำหนึ่ง” เล่าว่า เธอเคยไปออกรายการที่เชฟเอียนจะทำอาหารให้แขก ซึ่ง “น้ำหนึ่ง” ชอบกินยำ เชฟเอียนเลยทำยำให้กินโดยใช้พริกที่เผ็ดที่สุดในโลกทำเป็นเมนูพล่ากุ้ง แค่เอามือไปจับก็ร้อนมือแล้ว ปกติเป็นคนที่กินเผ็ดแต่อันนี้เผ็ดมาก ๆ จนทนไม่ไหว ส่วน “เนย” ก็เล่าว่ากินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของต่างประเทศ เผ็ดมากกว่าซองสีดำที่ก็เผ็ดมาก ๆ ประมาณหนึ่งแล้วเหมือนกัน แต่ครั้งนั้นที่ซื้อมาลองกินกับเพื่อนคือหูอื้อไปเลย กินไปได้นิดเดียวก็ต้องพอเลย ตอนแรกนึกว่าตัวเองจะเป็นคนที่กินเผ็ดเก่ง แต่พอกินบะหมี่กึ่งรสนี้ไปเรื่อย ๆ เลยรู้ตัวว่ากินเผ็ดไม่เก่ง( หลังจากที่อดทนรอกันมากเกือบ 10 ปี ) ฟีดแบ็กหลังจาก EP.1 ออนแอร์แล้วพี่ ๆ แฟนคลับทุกคนมีความสุขมาก บรรยากาศวันนั้นชื่นมื่นไปหมด ยิ่ง “น้ำหนึ่ง-เนย” ได้มานั่งดูพร้อมกับทุกคน และเห็นทุกคนรีแอคกับทุก ๆ ซีนและทุกสิ่งในนั้น ยิ่งตอนที่ไปอยู่บนเวทีแล้วมองลงไปหาทุกคนรู้สึกขอบคุณทุกคนจากใจมาก เกือบ 10 ปีที่ทุกคนรอ และให้กำลังใจมาโดยตลอด ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอซีรีส์เรื่องนี้มาก ๆ “น้ำหนึ่ง” เล่าว่าสัญญากับพี่ช่างแต่งหน้าเอาไว้ว่าจะไม่ร้องไห้แน่นอน แต่สุดท้ายก็กลั้นไม่อยู่และอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “น้ำหนึ่ง - เนย” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “Love or Fight? จากคู่ปรับ...ขยับเป็นคู่ใจ”ในเกมนี้ “น้ำหนึ่ง-เนย” ก็เล่นกันออกมาได้น่ารัก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “น้ำหนึ่ง - เนย”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “น้ำหนึ่ง - เนย” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ "The Fire โซ่รักอัคนี" จาก 4 ELEMENTS บ้านวาทินวณิช ดูได้ทุกวันเสาร์ เวลา 20.30 น. ทางช่อง 7HD และเวอร์ชัน UNCUT เวลา 21.30 น. ทางแอปพลิเคชัน iQIYI และฝาก OST. ของทั้งคู่ด้วยน้าาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

หลังจากที่ได้เรียนรู้กันและกัน จนชีวิตมีสีสันเหมือนกับสีรุ้ง 2 หนุ่ม อัพ - ภูมิ ได้พกเรื่องเล่าแสนอบอุ่น และเสิร์ฟความละมุนใจที่ EFM FANDOM LIVE จนชาว ตุ๊บตั๊บ โดนตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

14 ก.ค. 2026

หลังจากที่ได้เรียนรู้กันและกัน จนชีวิตมีสีสันเหมือนกับสีรุ้ง 2 หนุ่ม อัพ - ภูมิ ได้พกเรื่องเล่าแสนอบอุ่น และเสิร์ฟความละมุนใจที่ EFM FANDOM LIVE จนชาว ตุ๊บตั๊บ โดนตกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

รายการ EFM FANDOM LIVE [ 9 กรกฎาคม 2569 ] ค่ำคืนนี้เตรียมพบกับ “อัพ-ภูมิ” ที่จะมามอบรอยยิ้ม และเสิร์ฟความฟินให้แฟน ๆ ไปกับ 2 ดีเจสุดสวย “ดีเจแนน” และ “ดีเจดาว”ในช่วงแรกของรายการ พี่ ๆ ดีเจอ่าน 5 พล็อตเรื่อง “EFM FANDOM FANFICTION”ที่ถูกเลือกมาจากแฟน ๆ พร้อมชวนท่องดินแดนแห่งจินตนาการที่ไร้ขอบเขตไปด้วยกันFANFICTION เรื่องที่ 1 มีชื่อว่า... หมอดูคนนี้เป็นของคุณครับนามปากกา : Deal666 'กรฤต' (ภูมิ) ปู่ทิ้งตำราดูดวงไว้ให้ อ่านไปก็ไม่เข้าใจ แต่ความจนบังคับเลยเปิดสำนักดูดวงปลอม ถือคติ "เปิดไปก่อนแม่นทีหลัง" 'ธารณ์' (อัพ) ประธานบริษัทร้อยล้านสายมูตัวพ่อที่ทำทุกอย่างตามฤกษ์ยาม โดนทักว่า "คนสนิทจะหักหลัง" ปรากฏว่าเพิ่งโดนโกงมา ธารณ์ก้มคุกเข่ากราบสามครั้งทุ่มเงินเดือนสามแสนจ้างมาเป็นที่ปรึกษาด้านญาณวิเศษ ย้ายมาอยู่บ้านเดียวกันเพื่อสะกดฮวงจุ้ย! อ.กรฤตไม่มีวิชาแต่มี Google เนียน ๆ ตามไปไซต์งาน อ.กลัวผีจนตกท่อ ฝ้าถล่มทับรังหนูยักษ์ บอก "ทลายสิ่งอัปมงคลแล้ว" อยู่ไปอยู่มาอาจารย์ชักติดใจ อยากศึกษาใจท่านประธานมากกว่าเรื่องดวง ความลับไม่มีในโลกคู่อริสืบรู้ว่ากรฤตเป็นสิบแปดมงกุฎจึงแฉกลางงานเลี้ยง กรฤตหน้าเสียยอมรับความจริงและกำลังจะเดินจากไป ทว่าโคมไฟระย้ายักษ์ดันจะร่วงใส่หัวธารณ์ กรฤตหันไปเห็น (จริง ๆ จะวิ่งไปหยิบขนมแต่สะดุดขาตัวเอง) พุ่งหลาวตะครุบ กลิ้งหลบเฉียดตาย ธารณ์ร้องไห้โฮประกาศลั่น "อาจารย์คือเทวดาประจำตัวผม" คู่อริหน้าแตก แขกสับสน หลังเคลียร์ใจเจอไดอารี่ของปู่ บันทึกไว้ว่าทั้งคู่ถ้าอยู่ด้วยกันจะพบแต่เรื่องโชคดี คว้าเสื้อสีมงคลย้ายไปอยู่กับผู้ชายซิครับ รอไร happy endingFANFICTION #1: This FANFICTION is titled... This fortune teller is yours.Pen Name : Deal666 Krit (Poom) inherited an astrology book from his grandfather, but it might as well have been written in another language—he just couldn’t grasp it. Strapped for cash, he resorted to launching a bogus fortune-telling business, following the cheeky philosophy, “Open first, figure it out later.” Meanwhile, Tharn (Up), the president of a thriving multimillion-dollar firm and a staunch believer in lucky timings, received the alarming news that “a trusted companion would betray him.” Little did he know he had already fallen victim to a scam. In desperation, Tharn knelt and pleaded three times before deciding to bring Krit on board as a psychic consultant, even moving in with him to fix their company’s feng shui! Krit, who didn’t possess any genuine clairvoyant skills and relied on Google for his insights, secretly trailed Tharn to a construction site. Overcome with fear of the supernatural, he stumbled and tumbled into a drain, triggering a ceiling collapse that released a swarm of rats. With a triumphant grin, he proclaimed, “I’ve vanquished the bad omens!” Yet, as time passed, Krit found himself more captivated by Tharn’s mind than his supposed gift of foresight. However, secrets have a way of surfacing, and soon, rivals uncovered Krit’s deception and exposed him at a swanky party. Faced with the truth, Krit was about to leave in shame when a massive chandelier nearly knocked Tharn out! In a twist of fate, Krit—who was really just dashing to grab a snack—dodged disaster just in time. Tharn, overwhelmed with emotion, cried out, “Your teacher is my guardian angel!” This left his rival feeling humiliated, while party guests could only look on in confusion. Once the fog of disbelief cleared, they stumbled upon their grandfather’s diary, revealing that living together would bring them nothing but good fortune. So, they donned their best lucky outfits and moved in with the man. What were they waiting for? A delightful ending awaited them!FANFICTION เรื่องที่ 2 มีชื่อว่า... หนังสือหน้าที่หายไป…และเธอผู้ถูกลืม (The Missing Pages)นามปากกา : ฮันนี่ที่มีวายสองตัว Honeyy~ อัพ อ่านหนังสืออย่างหนักเพราะเชื่อว่าต้านอัลไซเมอร์ที่เขากลัวที่สุดได้ แต่ความทรงจำกลับค่อย ๆ จาง เขาเดินทางมายังห้องสมุดสุดลี้ลับที่แม่กลองเพื่อขอยืมความทรงจำเกี่ยวกับคนรักที่เลือนลางจนจำหน้าไม่ได้ เขาเจอบรรณารักษ์หนุ่มชื่อ ภูมิ ยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้ เมื่อเปิดอ่านภาพวันวานก็พรั่งพรู จนอัพรู้ว่าคนรักที่เขากลัวจะลืมที่สุดก็คือภูมิ แต่หน้าท้าย ๆ กลับว่างเปล่า “หน้าที่หายไปคือตอนที่สมองคุณกลายเป็นสีขาวโพลน” ภูมิตาเศร้า “กฎคือถ้าก้าวออกไป คุณจะลืมความทรงจำทั้งหมดเพื่อแลกกับการมีชีวิตต่อ ยอมปล่อยให้มันว่างเปล่าเถอะครับ” “ไม่ ผมยอมลืมคนทั้งโลกได้ แต่ทำใจไม่ได้ถ้าต้องลืมคุณ” อัพกอดหนังสือร้องไห้โฮ “ขอบคุณที่อ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อยื้อเวลาจำผมนะ” เสียงกระดิ่งดังกังวาน พร้อมเสียงชีพจรเครื่องช่วยหายใจในห้อง ICU กลับมาเต้นปกติ อัพลืมตาตื่นจากโคม่าราวปาฏิหาริย์ ข้างเตียงมีชายคิ้วหนายืนยิ้มอ่อนโยนให้ “คุณเป็นใครครับ” อัพถาม ชายหนุ่มกุมมืออัพไว้สัมผัสอบอุ่นนั้นทำให้ภาพความทรงจำแล่นกลับมาในหัวอีกครั้ง อัพสบตาคนตรงหน้าและรู้ว่าเขาไม่มีวันลืมคน ๆ นี้อีกตลอดไป “ภูมิ” “ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับพี่อัพ”FANFICTION #2: This FANFICTION is titled... The Missing PagesPen Name : ฮันนี่ที่มีวายสองตัว Honeyy~ Up was deeply immersed in his studies, convinced that his relentless effort would protect him from his greatest terror: Alzheimer's. Yet, bit by bit, his memories slipped away. In search of solace, he ventured to a mysterious library in Mae Klong, hoping to reclaim the memories of his beloved, a face that had become a distant blur. There, he encountered a young librarian named Poom, who handed him a book that seemed to glow with promise. As he cracked it open, a whirlwind of memories surged back, and Up suddenly understood that the person he was most afraid to forget was Poom. But his heart sank as he noticed that the final pages lay empty. “The blank pages represent the moments when your mind goes completely blank,” Poom shared with a hint of sorrow. “The rule states that if you walk away, you’ll lose all your memories for the chance to keep living. Just let those pages remain unwritten.” “No,” Up cried, clutching the book tightly. “I might forget the rest of the world, but I cannot forget you. Thank you for working so hard to give me a little more time.” At that moment, a bell chimed, and the steady rhythm of the ventilator in the ICU resumed its normal cadence. Miraculously, Up awoke from his coma. There, beside him, stood a man with expressive brows, a gentle smile gracing his lips. "Who are you?" Up asked, bewildered. The man took his hand, and warmth flooded back, igniting a cascade of memories. Gazing into the familiar face, Up knew he would never lose this connection again. “Poom.” “It’s wonderful to see you again, P'Up,” he replied, his smile radiating warmth like sunlight breaking through the clouds.FANFICTION เรื่องที่ 3 มีชื่อว่า... คุณทนายสุดโหดกับมาเฟียโหมดขนมหวานนามปากกา : พอว์ลอ ภูมิเรียกแม่สิลูก เมื่อ ‘อัพ’ คุณทนายความรุ่นใหม่ไฟแรง ต้องมาเป็นทนายส่วนตัวให้กับ ‘ภูมิ’ มาเฟียสุดโหดที่อยู่ในโหมดเลิฟของหวานเป็นชีวิตจิตใจ การว่าความอันแสนปวดหัวพร้อมกับระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ดก็เกิดขึ้น จากเรื่องเล็ก มาเฟียภูมิก็สามารถทำให้เป็นเรื่องใหญ่ได้ ไม่ว่าจะวิวาทเพราะโดนแย่งคิวซื้อชานม สั่งปิดร้านขนมเพราะของที่ชอบหมด สารพันปัญหาจนคุณทนายประจำตัวอยากจะหนีให้ไกล หวั่นความดันจะพุ่งจนเส้นเลือดในสมองแตกดังปุ้ง แต่คุณอัพคงไม่ได้สังเกต ระดับลูกมาเฟียที่สามารถสั่งได้ทุกอย่างแค่ดีดนิ้วเปาะ จะเรียกหาทนายทำไมทั้งวันทั้งคืนเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว ถ้าเหตุผลไม่ใช่เพราะมาเฟียขนมหวานคนนี้ตกหลุมรักคุณทนายมาดขรึมเข้าอย่างจัง อาจจะเพราะความไม่ปกติ เอ้ย ความไม่ธรรมดาของคุณภูมิ ทำให้ทนายส่วนตัวสถานะอัพเกรด เปลี่ยนแมพไวกลายไปเป็นคนรู้ใจกันซะงั้น กอด หอม จนลูกน้องพากันเลิ่กลั่กเหมือนเป็นสาววายด้อมตุ้บตั้บ มีความสุขอ่าาา แต่เรื่องราวมันจะแฮปปี้เอนดิ้งได้ยังไง เมื่อวันหนึ่งลูกน้องคนสนิทของมาเฟียหนุ่มถูกฆ่าตาย ทิ้งเพียงข้อความสำคัญไว้ว่า เกลือกลายเป็นหนอน งานนี้คงต้องจับมือกันสู้กับศัตรูที่ยังไม่รู้ว่าใครซะแล้วFANFICTION #3: This FANFICTION is titled... The heartless attorney and the candy-loving crime lord.Pen Name : พอว์ลอ ภูมิเรียกแม่สิลูก When 'Up,' a spirited young lawyer with dreams of grandeur, finds himself serving as the personal attorney for 'Poom,' a sweet-toothed mafia kingpin with a penchant for chaos, a whirlwind of witty misadventures and sugar-fueled legal skirmishes unfolds. Seemingly trivial issues take on a life of their own under Poom’s zealous eye—whether it’s a spat over someone cutting the line at a bubble tea shop or the dramatic closure of a dessert café because his beloved sweets have vanished. Up yearns to escape this sugar-fueled insanity, worried his blood pressure might skyrocket to catastrophic levels. However, he remains blissfully unaware that a mafia heir, who can summon anything with a mere snap, wouldn't normally bother a lawyer with such petty grievances. The twist? This confection-loving crime lord is utterly smitten with the serious-minded lawyer. Poom’s quirky charm turns Up from mere legal adviser into his trusted confidant, and their frequent embraces and kisses leave their associates spinning, akin to fujoshi fans lost in a captivating fantasy tale. But how can their story reach a joyous conclusion when disaster strikes—a trusted lieutenant is murdered, leaving behind a cryptic warning: "The salt has turned into a worm"? It seems our heroes will need to unite against an unseen adversary.FANFICTION เรื่องที่ 4 มีชื่อว่า... ภาพวาดที่มีเสียงนามปากกา : zornor “สวัสดีครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ inside up ผมน่านนะครับ” น่าน เป็นผู้จัดรายการ podcast เขาไม่ใช่คนดังที่ชอบออกสื่อ ไม่มีวิดีโอ มีเพียงเสียงของเขาที่สื่อสารผ่านรายการเท่านั้น “ทุกคนเคยมีสถานที่ที่แค่คิดถึง ก็รู้สึกปลอดภัยไหมครับ อาจจะเป็นบ้านที่เราเติบโตมา ร้านกาแฟที่ไปประจำ หรือแม้กระทั่งม้านั่งที่สวนสาธารณะ” “มีสิ ก็ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้” เสียงตอบเบาๆ หลุดออกมาโดยไม่ทันคิด ทั้งที่รู้ดีว่าคนในหูฟังคงไม่มีทางได้ยิน เจ้าของเสียงหัวเราะเบา ๆ กับตัวเองก่อนยกแก้วโกโก้ขึ้นมาจิบ พลางมองกระดาษวาดรูปแผ่นใหม่ และมีเสียงรายการโปรดที่อยู่เป็นเพื่อนเขาทุกคืน “สำหรับผม สถานที่ปลอดภัยเป็นห้องเล็กๆห้องหนึ่ง มีโต๊ะ มีเก้าอี้ มีเปียโน ไมโครโฟนและหูฟังทุกครั้งที่ผมเดินเข้าไป ผมสามารถเป็นตัวเองได้เต็มที่” “มีเปียโนด้วยหรอเนี่ย แสดงว่าคุณน่านต้องเล่นเปียโนเป็นแน่ๆ” เขาพึมพำกับตัวเอง พลางร่างภาพตามสิ่งที่ได้ยิน ปลายดินสอเลื่อนลงไปมุมขวาล่าง เซ็นชื่อ Poom ลงไป พร้อมกับเสียงในหูฟังกล่าวทิ้งท้าย “ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันจนจบนะครับ หวังว่า Inside up จะเป็นพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้คุณได้พักใจในคืนนี้ แล้วพบกันใหม่ครับ”FANFICTION #4: This FANFICTION is titled... Artwork that resonates with melodiesPen Name : zornor Hey there, welcome to Inside Up! I’m Nan," the host began. Unlike many in the spotlight, Nan isn’t one to chase the limelight. His podcast is a purely auditory experience—no videos, just the warmth of his voice. "Has anyone ever thought of a place that instantly gives them a sense of security? Perhaps it’s the home we grew up in, our favorite coffee shop, or even a solitary bench in the park?" "Yeah, just like right here," he mumbled softly, fully aware that the listener through the headphones couldn't hear him. A chuckle escaped him as he sipped his cocoa, his eyes drifting to a new sketch on the paper beside him. Each night, his beloved podcast was his faithful companion. "For me, my sanctuary is a cozy little room with a table, a chair, a piano, a microphone, and headphones. Whenever I walk in there, I feel free to be my true self." "Is there really a piano? You must be quite the musician, Nan," he whispered to himself, drawing inspiration from his thoughts. The tip of his pencil danced its way to the bottom right corner, where he signed his name, Poom. Just then, the voice in the headphones concluded with a warm farewell, "Thanks for sticking around with me until the end. I hope Inside Up offers you a little refuge tonight. Until next time!FANFICTION เรื่องที่ 5 มีชื่อว่า... คืนเดือนดับ (Dark Moon Night)นามปากกา : 289Love "คทา" เด็ก​หนุ่ม​นักเลงหัวไม้​ ท้ายก้นซอย​ เขาไม่ชอบการชกต่อย​ ไม่ชอบหาเรื่อง​ใครก่อน​ ไม่ชอบมีปัญหา​กับใคร​ เป็น​คนนิ่งๆ​ คนทั่วไปอาจจะ​มองว่าเขา หยิ่ง เขามักจะ​โดนหมั่นไส้​โดนหาเรื่องทุกวัน​จากพวกเด็กสลัม​หางแถว​ ที่​ชอบระรานและ​เกเรคนอื่นไปทั่ว แต่แท้ที่จริง​นั้นมันคือเปลือก​นอกที่ทุกคนเห็น เขาต้องปิดซ่อนตัวตนที่แท้​จริง​ เพื่อปกปิดบางอย่าง​ บางอย่างที่​ถูกพันธนาการด้วยคำว่า หนี้รัก "อาเจี้ยน" หัวหน้ามาเฟีย​ เบื้องหน้าเป็น​นักการเมือง​สุภาพ สุขุม​ หล่อ​ ผู้​ดีเก่าตระกูล​ดัง​ มีผู้​หญิง​มากมายมาพัวพัน​ ​เขาไม่เคยคิดจริงจังกับใครสักคน แต่​เบื้องหลัง​ทำธุรกิจ​สีเทา ​เขาเฝ้ารอคอยบางอย่าง​ จากเจ้าของแหวนนิ้วก้อยข้างซ้าย​ของเขา เมื่อถึงเวลา​ เขาจะเอาสิ่งนั้นกลับมาอยู่ในกรงใจ​ ต่อให้หนีไปอยู่ที่แห่งหนใด​ เขาจะตามสิ่งนั้นให้​เจอ​เธอหนีฉันไม่รอดหรอก​ "คทา" เมื่อ หนี้​รัก ถูกพันธนาการ​ในคืนเดือนดับ​ พอถึง​เวลาปลดล็อค​ (ประตู​ฟ้าเปิด)​ เขาสองคนจะเจอกันอีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม​​ หนี้รัก ครั้งนี้ต้องถูก​ชำระด้วย ความรัก เท่านั้น​ ถึงจะลบคำสาปได้FANFICTION #5: This FANFICTION is titled… Dark Moon NightPen Name : 289Love "Katha," a restless youth from the street's edge, has a strong aversion to brawls, troublemaking, and entanglements. He tends to keep to himself, which can lead others to misinterpret him as aloof or arrogant. Yet, beneath this calm exterior lies a deeper struggle—he’s constantly tormented by the rascally children of the slums who take pleasure in bullying him. This behavior is merely a cover for his true self, concealing a profound secret entwined with a love-bound debt. On the other hand, "Ah Jian," a polished mafia leader, presents himself as an affable, elegant, and attractive politician hailing from a prestigious lineage. Though surrounded by admirers, he views their affections lightly, never engaging deeply with anyone. In secret, he operates an underworld business and is patiently biding his time, waiting to reclaim a distinctive ring that graces his left pinky—an emblem of his past. When fate decides to intervene, he will retrieve it, no matter how far it wanders, for “Katha” is not destined to elude him. When the debt of love surfaces under the cloak of a moonless night, the gates of destiny will swing open, allowing their paths to intertwine once more. The only way to break this curse is through love itself, a payment destined to restore what was lost.เข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ EFM FANDOM LIVEค่ำคืนนี้ต้อนรับ “อัพ - ภูมิ” ที่จะมาแจกความน่ารักสดใสให้เหล่าแฟนคลับได้ยิ้มตาม !( ระดับความสนิทที่ค่อยเป็นค่อยไป ) สองหนุ่ม “อัพ - ภูมิ” เคยมารายการ EFM FANDOM LIVE ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว และหลังจากนั้นก็มีหลากหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น “ภูมิ” เลยเล่าว่า หลังจากซีรีส์เรื่องเก่าจบไป ก็ได้มีไปเวิล์ดทัวร์หลากหลายประเทศ หลายเมือง เรียกได้ว่าได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ มาเพิ่มเยอะแยะเลย และ “อัพ” ก็เสริมอีกว่า ตั้งแต่ตอนนั้นก็สนิทกันมากขึ้นไปอีก เพราะอยู่ด้วยกันตลอด ทำงานและไปสถานที่ต่าง ๆ ด้วยกันตลอด เพราะตอนที่ผู้ใหญ่จับให้มาอยู่ด้วยกันก็ยังไม่ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันสักเท่าไหร่ แต่พอได้ทำงานด้วยกันเยอะ ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันก็ทำให้ทั้งคู่ค่อย ๆ สนิทกันมากขึ้น( ผู้ติดตามครึ่งล้าน… ) “ภูมิ” เล่าว่า ด้วยความที่ “อัพ” เป็นคนที่ Active มาก ๆ ชอบเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ หากิจกรรมทำเยอะแยะ จนล่าสุดก็ได้เรียนปริญญาเอกมาครึ่งทางแล้ว แต่ว่าตอนนี้ “อัพ” ก็ได้หยุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาโฟกัสกับการทำงานตอนนี้ให้ดีที่สุด และในตอนนี้ “อัพ - ภูมิ” ก็กำลังปั้นช่อง TikTok ด้วยกัน จนเดินทางมาถึง 500,000 ผู้ติดตามแล้ว เรียกได้ว่าขายหล่อ ขายแปลกกันเต็มที่จนตกแฟนคลับเพิ่มได้มากมายเลยทีเดียว( เรื่องเล่าน่ารัก ๆ ของทั้งคู่ที่อยากแชร์ ! ) “ภูมิ” มาแชร์เรื่องราวที่เซอร์ไพรส์ของ “อัพ” ให้ฟังว่า “อัพ” เป็นคนที่รักครอบครัวมาก ๆ รักอาม่าสุด ๆ และเล่นลอตเตอรี่กับอาม่าด้วย อีกทั้งยังเป็นคนที่แนะนำที่กินที่เที่ยวให้ “ภูมิ” ตลอด เขาเป็นผู้นำ และเราก็ยินดีเป็นผู้ตาม ส่วน “อัพ” ก็เล่าว่า “ภูมิ” เป็นคนที่ทำงานแบบเต็มที่ เขาประทับใจมาก ๆ เพราะทุกงาน “ภูมิ” พร้อมที่จะทำให้มันเต็มที่ และมาตรฐานแบบนี้ทำให้ทำงานด้วยแล้วรู้สึกดี( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : มองอีกฝ่ายเป็นสีอะไร ? ) เริ่มที่ “อัพ” ก่อนว่า เขามองเห็น “ภูมิ” เป็นสีน้ำเงินเข้ม เพราะเห็น “ภูมิ” กำลังเติบโต เริ่มนิ่งขึ้น น่าค้นหา ส่วน “ภูมิ” ก็มองว่า “อัพ” เป็นสีน้ำเงินเข้มเช่นเดียวกัน เพราะรู้สึกว่า “อัพ” สุขุม เป็นคนโต ๆ ที่คิดไตร่ตรองเยอะ( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : การที่มีอีกฝ่ายเข้ามาอยู่ในชีวิต ทำให้ชีวิตเป็นสีอะไร ? ) คำถามนี้ “ภูมิ” ชิงตอบก่อนเลยว่า “อัพ” เป็นสีรุ้ง เพราะเขาทำให้เรารู้สึกหลากหลายอารมณ์ มีอะไรให้ทำเยอะแยะ และยังได้ผ่านอะไรด้วยกันมาหลากหลายเหมือนกับสีรุ้ง ส่วน “อัพ” มองว่า “ภูมิ” เป็นสีเขียวเข้ม เพราะนอกจากจะเป็นสีที่เจ้าตัวชอบเองอยู่แล้ว แต่เพราะเราได้เติบโตไปพร้อมกันเลยได้รู้ว่าอีกฝ่ายเริ่มโต และตกผลึกกับชีวิตกันมากขึ้น( เซ็ตคำถามพิเศษ Shade of Love สีแห่งรัก : แล้วชาวตุ๊บตั๊บเป็นสีอะไร ? ) สำหรับ “ภูมิ” มองว่าชาวตุ๊บตั๊บเป็นสีชมพู เพราะมันคือความรักที่แฟน ๆ มอบให้กับ “อัพ - ภูมิ” แฟนคลับทุกคนอยากให้เราได้ดี และอยากเห็นพวกเรามีความสุข คอยซัพพอร์ตกันตลอดไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ส่วน “อัพ” บอกว่าเห็นเป็นสีเหลือง และต้องเป็นสีเหลืองสีแชมเปญที่ให้ความอบอุ่น เพราะทุกครั้งที่เจอกับชาวตุ๊บตั๊บ ทุกคนทำให้ “อัพ - ภูมิ” รู้สึกอบอุ่น ไม่ว่าจะในประเทศและนอกประเทศ ก็ต้อนรับด้วยความอบอุ่นเสมอ( รักแห่งสีลมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้อัพภูมิ ) ด้วยความที่ซีรีส์พึ่งจบไปหมาด ๆ “อัพ - ภูมิ” ก็รู้สึกใจหายปนคิดถึง เพราะอยู่กับซีรีส์เรื่องนี้มานานมาก ๆ แถมครั้งแรกที่ได้ยินเกี่ยวกับโปรเจกต์นี้คือเมื่อปลายปี 2024 ซึ่งมันนานมาก ๆ จนมีช่วงหนึ่งที่โปรเจกต์ก็เงียบหายไปจนคิดว่ามันจะไม่เกิดขึ้นแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้เกิดขึ้นจริง ๆ “อัพ” ตื่นเต้นมากในตอนนี้ได้อ่านบทครั้งแรก และเรื่องนี้ทำให้ทั้งคู่ได้เรียนรู้สกิลอะไรใหม่ ๆ มาเพิ่ม อย่าง “ภูมิ” ก็ได้เรียน ‘โพลแดนซ์’ เพื่อที่จะใช้ขึ้นโชว์จริง ๆ ในซีรีส์ ถึงแม้จะมีเวลาเรียนน้อยมาก ๆ เพียงแค่ 5 ครั้ง แต่ “ภูมิ” ก็สามารถทำออกมาได้ดีจนครูน้ำตาคลอ และเอ่ยปากชมอย่างหนัก เพราะว่า “ภูมิ” ไม่มีสกิลการเต้นอะไรเลย ต้องเริ่มต้นใหม่จากศูนย์เพื่อซีรีส์เรื่องนี้เลย และในฝั่งของ “อัพ” ก็ได้เรียนรู้ศิลปะการต่อสู้อย่าง ‘ยูยิตซู’ ที่ได้นำมาใช้ผสมผสานในซีนแอ็กชันของซีรีส์เรื่องนี้ด้วย เป็นประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ท้าทายมาก( เบื้องหลังซีรีส์ที่มีเด็กเล็กในกอง ) ใน Final EP. ได้มีช่วงที่ “อัพ - ภูมิ” อยู่บนเวทีและอุ้ม “น้องสิงโต” อยู่ด้วยจนแฟน ๆ แซวว่าเหมือนครอบครัวเลย ทั้งคู่เลยเล่าเบื้องหลังสนุก ๆ เกี่ยวกับน้องอย่าง “ภูมิ” เล่าว่า ช่วงที่กำลังถ่ายซีนหนึ่งอยู่และอุ้มน้อง น้องก็เห็นว่า “ภูมิ” ใส่ต่างหูเป็นห่วงกลม ๆ อยู่ ช่วงแรก ๆ น้องก็แค่เอานิ้วเขี่ย แต่สักพักน้องก็เอานิ้วมาเกี่ยวจนหัวโยกเลย เรียกเสียงหัวเราะจากคนในกองไปเลย และ “ภูมิ” ก็แวะชมน้องว่าน้องเขาอายุเพียงแค่ 2-3 ขวบ แต่ไม่ค่อยงอแงและแสดงได้ดีมาก ๆ( ถ้าหากอัพภูมิเป็นพ่อคนจริง ๆ ) ด้วยความที่ “อัพ - ภูมิ” เวลาอุ้มน้องก็เหมือนว่าเป็นพ่อของน้องจริง ๆ เลยอยากรู้ว่าถ้าทั้งสองได้เป็นพ่อจริง ๆ จะเป็นพ่อสายไหน สำหรับ “อัพ” จะเป็นพ่อสายสปอยล์ สายเปย์ ซื้อของเล่นให้ ถึงจะตามใจแต่ก็จะให้ลูกมีวินัย มีระเบียบ และให้อ่านหนังสือบ้างเป็นครั้งคราว ส่วน “ภูมิ” ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังนึกภาพตัวเองมีลูกไม่ออก แต่ก็คิดว่าจะเป็นพ่อที่ชอบสอนลูก สปอยล์นิดหน่อยแต่ก็จะสอนเขาด้วย แต่ทั้งคู่ก็ปิดท้ายเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากเลี้ยงหมามาก ๆ อาจจะต้องเริ่มจากซ้อมเลี้ยงหมาก่อนว่าลำบากมากมั้ย เพราะเมื่อถึงเวลาที่เรามีลูกจริง ๆ เราจะได้รู้ว่าตอนนี้เราพร้อมแล้วหรือยัง เขาจะได้รับความรัก และเติบโตมาอย่างดีและอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญ ที่จะเติมเต็มให้ไลฟ์นี้มีแต่ความสุข และรอยยิ้ม จนกลายเป็นค่ำคืนสุดพิเศษทางรายการ EFM FANDOM LIVE มีเกมสุดพิเศษมาให้ “อัพ - ภูมิ” ได้เล่นสนุกกันแบบจัดเต็มกับเกมชื่อว่า “ภารกิจรัก MISSION LOVE OF …”ซึ่งเกมนี้ทั้งคู่ก็เล่นกันออกมาได้น่ารักมากกก ชวนแฟน ๆ เขินน้วยตัวบิดกันแบบสุด ๆ !สามารถไปติดตามรับชมความน่ารักของทั้งคู่ได้เลยยย!(เข้าไปชมได้ใน YouTube : ATIME)ยังคงเติมเต็มความฟินให้ค่ำคืนนี้แบบต่อเนื่อง กับโมเมนต์สุดพิเศษ ด้วยการให้ “อัพ - ภูมิ”โทรกลับไปพูดคุย และสร้างรอยยิ้ม เติมกำลังใจให้กับแฟน ๆ ได้อิ่มฟินไปตาม ๆ กันนน สุดท้ายนี้ ทางรายการ EFM FANDOM LIVE ขอขอบคุณ “อัพ - ภูมิ” สำหรับโมเมนต์สุดพิเศษตลอดค่ำคืนนี้ และขอบคุณที่มามอบรอยยิ้มฮีลใจ ให้แฟน ๆ และทีมงานในสตูได้ใจฟูจนหุบยิ้มกันไม่อยู่ ฝากทุกคนติดตามซีรีส์ “Love of Silom รักแห่งสีลม” ดูย้อนหลังได้ทาง WeTV ที่เดียวเท่านั้น! ฝาก Boxset ของซีรีส์ และรอติดตามผลงานอื่น ๆ ในอนาคตของทั้งสองหนุ่มด้วยน้าาาสามารถเข้าไปรับชมความเคมีเคใจของทั้งคู่ได้ทางแล้วมาท่องโลกความฟินพร้อมกันใหม่ใน Chapter ต่อไปน้า~

EVENTS

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

13 ส.ค. 2026

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

EFM ON TOUR 2026 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย! รุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยก เตรียมตัวให้พร้อม!!เพราะ EFM กำลังยกขบวนความสนุกไปเจอกับชาวมหาลัยแบบจัดเต็ม! เจอกันกับ ดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน 21 สิงหาคม | มหาวิทยาลัยกรุงเทพเจอกับ GOODMOOD • PARADOX • KLEAR 3 กันยายน | มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเจอกับ FOOL STEP • INK WARUNTORN • KLEAR 25 กันยายน | มหาวิทยาลัยรังสิตเจอกับ GOODMOOD • FOOL STEP • BOWKYLION #EFMONTour2026 #EFM94

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

31 พ.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธทัวร์ 2026

มัธยมไม่ง่าย… แต่ไม่ต้องหาทางออกคนเดียว !!“พุธทอล์ค พุธทัวร์” พร้อมยกสตูสู่เสตจ ไปหาน้อง ๆ ถึงโรงเรียน!กับ 3 ดีเจไอดอล ดีเจเผือก ดีเจต้นหอม ดีเจเติ้ลพร้อมพลังบวก รอยยิ้ม เสียงหัวเราะเปิดสเปซความปลอดภัยของวัยมัธยม ที่พร้อมรับฟังทุกเรื่องในใจแบบไม่ตัดสินไม่ว่าจะเรื่องเรียน เพื่อน ความรัก ครอบครัว หรือความกดดันที่เก็บไว้คนเดียวครั้งนี้… เราพร้อมนั่งฟังไปด้วยกัน12 มิถุนายน 2569โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ บดินทรเดชา19 มิถุนายน 2569โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ26 มิถุนายน 2569โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์แล้วเจอกันนะวัยมัธยม#พุธทอล์คพุธทัวร์ #EFM94

อังคารคลุมโปง Horror Story

19 มี.ค. 2026

อังคารคลุมโปง Horror Story

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ร่วมส่งเรื่องหลอน เรื่องผี หรือเรื่องลี้ลับที่ไม่เคยถูกเล่า เผยแพร่ หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อนและไม่เป็นเรื่องที่สร้างมาจาก AI Generator ทุกโปรแกรมเพื่อค้นหาเรื่องเล่าคุณภาพ ที่พร้อมต่อยอดสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับภาพยนตร์ไทยระดับ Box Office ปรัชญา ปิ่นแก้วกติกา การร่วมประกวดอังคารคลุมโปง Horror Storyรูปแบบและรางวัลการประกวดคัดเลือก 2 เรื่องหลอนที่โดนใจคณะกรรมการเพื่อนำไปพัฒนาและสร้างเป็นภาพยนตร์พร้อมรับเงินรางวัล เรื่องละ 50,000 บาทวิธีการส่งผลงานถ่ายคลิปหรือโพสต์คลิปเล่าเรื่องหลอนลง TIKTOK ไม่จำกัดรูปแบบการนำเสนอติดแฮชแท็ก #อังคารคลุมโปงHorrorStoryความยาวคลิปไม่เกิน 10 นาทีการส่งผลงานเข้าประกวด สงวนสิทธิ์ 1 คนต่อ 1 เรื่องเท่านั้น**การพิจารณาผลงานยึดจากพล็อตเรื่องเป็นหลัก ยอดวิวหรือยอดการเข้าชม ไม่มีผลต่อการตัดสินของคณะกรรมการ**เกณฑ์การพิจารณา– เรื่องใหม่ ไม่เคยเผยแพร่หรือออกอากาศในสื่อใดมาก่อน– พล็อตเรื่องน่ากลัว มีจุดพีคหรือจุดหักมุมที่ชัดเจน– สอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ “จากเรื่องเล่าที่ไม่เคยเล่า…”ระยะเวลารับสมัครเปิดรับผลงานตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569เงื่อนไขการส่งผลงานเข้าประกวด

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

15 ต.ค. 2025

‘นะโมเฟส’ ครั้งแรกของงานมูระดับชาติ Atime และ Thairath รวมทุกความศรัทธา ให้คุณได้มาเสริมดวงให้ปัง มูให้สุด 4 วันเต็ม!

‘นะโมเฟส’งานนี้มีถึง 9 โซนด้วยกันมางานเดียว ทั้งมู ทั้งกิน รวมร้านเด็ดร้านดัง ครบจบทุกด้านโซน 1 เติมแต้มบุญรับพลังดีๆตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยกิจกรรม ลอดท้องช้าง รับน้ำมนต์จากบ่อน้ำพระพุทธมนต์วัดอินทรวิหาร บางขุนพรหมและจาก 381 แห่งทั่วประเทศ พร้อมทำบุญเสริมมงคลชีวิตร่วมกับมูลนิธิต่างๆโซน 2 นะโมมิชชั่นขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระดับประเทศจากวัดดังทั่วไทย ไหว้ครบจบ มางานเดียวขอพรได้ครบทุกด้าน การงาน การเงิน ความรัก โชคลาภ รวมไว้แล้วครบทุกศาสตร์การมูสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) จากวัดอินทรวิหาร จ.กรุงเทพฯหลวงพ่อโสธร จากวัดโสธรวรารามวรวิหาร จ.ฉะเชิงเทราแม่ชีบุญเรือน โตงบุญเติม จากวัดสัมพันธวงศ์ จ.กรุงเทพฯท้าวเวสสุวรรณ จากวัดจุฬามณี จ.สมุทรสงครามช้างเอราวัณ จากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ จ.สมุทรปราการไอ้ไข่ จากวัดเขากรวด จ.ราชบุรีพระพิฆเนศ จากพิพิธภัณฑ์พระพิเนศ จ.เชียงใหม่เจ้าปู่ศรีสุทโธ เจ้าย่าศรีปทุมมา จากคําชะโนด วังนาคินทร์ จ.อุดรธานีโซน 3 นะโม StageTalk ลึกทุกศาสตร์ จากกูรูเสริมมงคลที่จะมาช่วยบอกทริคดวงดี ไหว้ที่ไหน ไหว้ยังไง ไหว้แบบไหนชีวิตถึงจะปัง!17 ต.ค. 68 : 11.30 – 12.30 น. Talk จาก อ.เอ้ ศศิพร ผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาเสริมดวงด้วยหินนำโชค 18 ต.ค. 68 : 14.30 – 15.30 น. Talk จาก อ.เป็นหนึ่ง เทรนด์ฮวงจุ้ย 2026 จัดบ้าน,โต๊ะทำงาน,สีมงคล 19 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก อ.คฑา ชินบัญชร หมอดูไพ่ยิปซีเบอร์ 1 ของไทย20 ต.ค. 68 : 12.30 – 13.30 น. Talk จาก หมอไก่ พาทินี พยากรณ์ดวงรายวันหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและ 14.30 -15.30 น. ซินแสไช้ พลังฮวงจุ้ยแห่งฟ้าดินโซน 4 มาเช็กดวง-สิดูดวงครบทุกแขนงจากหลายสำนัก ทั้งไทย-เทศ สายไหนก็มี หมอดู นักพยากรณ์คิวทอง มารวมที่นี่ อาทิ ซินแสไช้ / หมอแอ้ เดอะเมจิกแมน / อ. เก่ง พลิกดวงชะตา เป็นต้นโซน 5 เจ้าสำนักซัพพอร์ตร่วมสนุกกับบูธจากผู้สนับสนุนใจดี ลุ้นรวยไม่รู้ตัว ตะลุยเก็บแต้มบุญจากบูธผู้สนับสนุนให้ครบ รับสิทธิ์ ตักไข่ลุ้นดวง ลุ้นรางวัลอีกมากมาย ถ้าดวงดี ดวงเฮง อาจได้รับโชคใหญ่กลับบ้านแบบไม่รู้ตัวโซน 6 Super มูเก็ทอัพเลเวลความปัง ช้อปสินค้าเสริมมงคล ตั้งแต่เครื่องราง เสื้อผ้า เครื่องประดับ ARTTOY ของตกแต่งบ้าน ต้นไม้เสริมมงคล อาทิ คุ้มนะหน้าทอง (น้ำหอมสายมู) – ดีเจมะตูม / UZI COSMETIC - (ลิปสติกสายมู) - ขวัญ อุษามณี / อวตาร ไทยแลนด์ / TWINSTUDIO (อาจารย์เอก ARTTOY) เป็นต้นโซน 7 กินได้ กินดีรวมร้านดัง ร้านเด็ดข้างวัดดัง ร้านดารา คัดมาแล้วว่า อร่อยชัวร์ร้านเด็ดข้างวัด“กุยช่ายเจ๊มล” เจ้าดังวัดศาลเจ้าเซียนแปะกุยช่ายนึ่ง แป้งบางๆ ไส้แน่นๆ น้ำจิ้มเด็ด ร้านนี้คิวยาวมากกกก“เจ๊นี เผือกหิมะ” ร้านเด็ดใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือเผือกหิมะ กรอบนอก นุ่มใน ตำนานเผือกหิมะขายมานานหลาย 10 ปี“หมูปิ้งเฮียอ้วน” วัดแขก สีลม - หมูปิ้งโบราณ นุ่มฉ่ำ ตำนานกว่า 35 ปี“ฮ่องกงซิง่วนฮะ” วัดมังกร เยาวราช - ขนมเปี๊ยะแป้งบาง สูตรฮ่องกงกว่า 40 ปีร้านเด็ด ร้านดังอาทิ ขาหมูบ้านไร่ - ขาหมูกระแสแรง คิวยาวที่สุด / เจ๊นก กระท้อนซิ่ง - อร่อยถึงเครื่อง ถึงใจ / เต้าหู้ดํา ราชบุรี - เต้าหู้ดำโพธาราม ซ้อสุ - เต้าหู้นุ่มละมุนเจ้าดังราชบุรี / หมูทอดฅนเมือง บรรทัดทอง / ข้าวหลามจิ๋วสูตรบางคนที / เจริญไทยสุกี้ 江龍泰 / / ขนมฟินฟิน (ขนมเปี๊ยะไส้ช็อกโกแลต) / Ricco ลาซานญ่า / นายเกาะข้าวเกรียบเห็ดหอม / แซ่บตำ ยำนัว / ฉ่ำ ข้าวแต๋นน้ำแตงโม / พั๊ฟสติ๊กคุณต๋อย (PUFF STICK KHUN TOY)เอกอร่อย พริกแกงใต้ เป็นต้นร้านดาราอาทิ ตูมสนิท (หมูฝอย หมูสวรรค์) – ดีเจมะตูม เตชินท์ / ทอยต้มตุ๋น - ทอย ปฐมพงศ์ /ก็ปลาดิคร้าบ (ลูกชิ้นปลาซอสทะเลเดือด) - ตั๊ก บริบูรณ์ / ส้มตำแม่น้อย - แม่น้อยโพธิ์งาม / OVER PROOF CRISPY DONUT (โดนัทสไตล์ไต้หวัน) - ว่าน ธนกฤต / น้ำพริกปุยแสบปาก - ปุยฝ้าย AF / Nina by Monster หมี่คลุก - ฮาน่า หนิง ปณิตา / JOY SIRILAK’s HEAVEN (ขนม เครื่องดื่ม) - จอย ศิริลักษณ์ / KITCHEN’s NOTT ครัวนี้มีแต่ของอร่อย (ก๋วยเตี๋ยว ฮังเล เนื้อ-หมู) - น็อต วรฤทธิ์ / แพทพาเพลิน (น้ำพริกนรก) - แพท พาวเวอร์แพท / WhiBe ไวบี (ขนมปังสุขภาพ) - แอมป์ พีรวัศ / เปรี้ยวซ่าปลาระเบิด (ลูกชิ้นปลาระเบิด) – เปรี้ยว AF / FOX LA LEMON (น้ำเลมอน) – พิมพรรณ เป็นต้นโซน 8 สะเดาะเคราะห์สะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์ ลอยโศก ผ่อนทุกข์หนักให้เป็นเบา แบบใจฟู อาทิ ใส่บาตรพระประจำวันเกิด / ทำบุญโลงศพ / ทำบุญโถ่ชีวิต โค - กระบือ / บริจาคดวงตา-ร่างกาย จาก สภากาชาดไทย เป็นต้นโซน 9 แต้มบุญลุ้นโชคเติมแต้มบุญลุ้นโชคได้ถึง 2 ชั้น เพียงรับใบสะสมแต้มบุญได้ที่บูธ ATIME และ THAIRATHลุ้นโชคชั้น 1 ลุ้นรับของรางวัลเครื่องรางและของขลังเสริมมงคล และลุ้นโชคชั้น 2 ลุ้นเป็นผู้โชคดีร่วมทริป “คชาภาพาไปมู To ไต้หวัน” จำนวน 2 ที่นั่งของรายการคชาภาพาไปมู พร้อมกับ มดดำ คชาภา , อ.คฑา ชินบัญชร , ดีเจบุ๊คโกะธนัชพันธ์และใบตอง รัชตวรรณ (เดินทางวันที่ 22 - 24 พฤศจิกายน 2568)และพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง16 ต.ค. 68 : 13.30 น. - ก้านตอง ทุ่งเงิน และ 17.30 น. - กัน นภัทร17 ต.ค 68 : 17.00 น. - กานต์ ทศน18 ต.ค.68 : 17.00 น. - ไอซ์ ศรัณยู19 ต.ค. 68 : 17.00 น. - จ๊ะ นงผณีมาเจอกัน “นะโมเฟส” งานบุญที่สนุกที่สุดแห่งปีวันที่ 16 - 19 ตุลาคม 2568ที่ MCC HALL ชั้น 3 เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

23 ม.ค. 2026

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา

PAWER MAHRATHON งานวิ่งของคนรักหมา ที่จะเปลี่ยนจะทุกก้าว..ให้มีพาวเวอร์" เสาร์ที่ 8 พฤศจิกายนนี้ ที่สวนสาธารณะบึงหนองบอนกระทบไหล่กับเหล่าเซเลป 4 ขา ชื่อดัง และไฮไลท์กิจกรรมความสนุกมากมายอาทิ Hero talk Woof on Stage ทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 / Pawground สนามหมาวัดใจ / Playground สนามนุด โชว์พลัง และ Photo WOOF! บูธถ่ายภาพนุดกับน้อนโดยช่างภาพงานเดียวที่ สายฟิตต้องมา สายหมาต้องโดน!” วิ่งกันเพลินๆ แต่พลังใจล้นสนามกับ 3 ระยะทาง ได้แก่MAHRATHON ระยะทาง 2 กม. สำหรับ นุด และ น้องหมา ราคา 750 บาท [คน และ สุนัข 1 ตัว]FUN RUN ระยะทาง 5 กม. ฟีลวิ่งชิลล์ วิวดี หมาน่ารัก ราคา 650 บาทMINI MARATHON ระยะทาง 10 กม. สำหรับสายวิ่งตัวจริง ราคา 750 บาทเปิดรับสมัคร ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคมนี้ ทาง www.runlah.com/th/pwm2025สมัครแล้วรับเลย! Race Kit สุดน่ารัก ประกอบด้วย:เสื้อวิ่งลายสุดพิเศษ, BIB, เหรียญรางวัลสำหรับทั้งนักวิ่งและน้องหมา และผ้าพันคอสุดน่ารักสำหรับน้อนๆโปรโมชั่น พิเศษ* 100 คนแรก ที่ซื้อบัตรวิ่ง MAHRATHON 2 KM.รับสิทธิ์ Clay Painting Workshop เพ้นท์ลายแผ่นดินเหนียวรูปน้องหมาแมวภายในวันงาน* 1,000 คนแรก ที่ซื้อบัตรทุกระยะทางรับฟรีถุงเท้า Collection พิเศษลายสุดโฮ่ง!นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมสำหรับนุด และ น้อนหมา ให้ร่วมสนุกอีกมากมายDog Pawground สนามหมาเล่น ประลองสกิลสุดท้าทายพลังข้อขาPlayground สนามนุดเล่น วัดพลังความแข็งแกร่งของนักวิ่งPhoto WOOF! โซนถ่ายรูปครอบครัว โดยช่างภาพมืออาชีพTalk on Stage : Hero Talk Woof on Stageทอล์กกับฮีโร่หมา UNITED SAR K9 เจาะลึกถึงที่มา ส่งต่อแรงบันดาลใจ โชว์ความสามารถพิเศษ พูดคุยเรื่องการฝึกสุนัข ติวเข้มก่อนออก Start ฝึกเข้าสังคม และฝึกเข้าสายจูง ฯลฯโดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนค่ารักษาพยาบาลสัตว์จรมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog Foundation)#PawerMahrathon #ATIME #EFM94

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

21 ส.ค. 2025

EFM ON TOUR 2025 ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัย

EFM ON TOUR 2025ยกความสนุก บุกมหาวิทยาลัยรุ่นพี่เตรียมร้อง รุ่นน้องเตรียมโยกไปด้วยกันแบบสุดพลังเตรียมตัวให้พร้อม เพราะ EFM94 ขนทัพศิลปินสุดฮอตและดีเจสายมันส์ บุกแคมปัสแบบจัดเต็มพร้อมกิจกรรมสนุกๆ และ ของแจกจากผู้สนับสนุนตลอดทั้งงาน12 กันยายน — มหาวิทยาลัยศิลปากร (สนามจันทร์)LIPTA + jaeiPARADOXD GERRARD + ICEACE13 กันยายน — มหาวิทยาลัยสยามRetrospectgetsunovaD GERRARD + KJ19 กันยายน — มหาวิทยาลัยรังสิตPROXIEPERSESWhal Dolph#EFMONTour2025 #EFM94

EFM Fandom Live

EFM FANDOM LIVE 13 สิงหาคม 69 - Miephat-Aya

14 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 13 สิงหาคม 69 - Miephat-Aya

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 6 สิงหาคม 69 - Maxky Bas

06 ส.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 6 สิงหาคม 69 - Maxky Bas

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 30 กรกฎาคม 69 - Inn Ongsa

30 ก.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 30 กรกฎาคม 69 - Inn Ongsa

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 23 กรกฎาคม 69 - Emi Bonnie

23 ก.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 23 กรกฎาคม 69 - Emi Bonnie

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 16 กรกฎาคม 69 - Namneung Noey

16 ก.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 16 กรกฎาคม 69 - Namneung Noey

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

EFM FANDOM LIVE 9 กรกฎาคม 69 - Up Poom

09 ก.ค. 2026

EFM FANDOM LIVE 9 กรกฎาคม 69 - Up Poom

พบกับ #EFMFandomlive ได้ทุกคืนวันพฤหัสบดี เวลา 20.30 - 22.00 น. #EFMFandomlive รวม Game ฟินๆ ในรายการ EFM Fandom Live EFM FANDOM LIVE ด้อมไหนก็ฟินได้!! ช่วงเวลาที่จะพาคุณมาฟิน มาส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ถึงศิลปิน เปิดอาณาจักรต้อนรับทุกด้อมที่ #EFM94 ฟินไปพร้อม กับสองดีเจสาวสวย #ดีเจดาว และ #ดีเจแนน

แฉข่าวเช้า

แฉข่าวเช้า 24 สิงหาคม 2569

24 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 24 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 21 สิงหาคม 2569

21 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 21 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 20 สิงหาคม 2569

20 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 20 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 19 สิงหาคม 2569

19 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 19 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 18 สิงหาคม 2569

18 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 18 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

แฉข่าวเช้า 17 สิงหาคม 2569

17 ส.ค. 2026

แฉข่าวเช้า 17 สิงหาคม 2569

พบกับ #แฉข่าวเช้า ได้ทุกเช้าวันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.00 - 10.00 น. ทันทุกกระแส แฉทุกข่าว กับ 'แฉข่าวเช้า’ ที่นี่ #EFM94 ทอล์คอารมณ์ดี เพลงดีทุกแนว

ใต้โต๊ะทำงาน

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

29 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครีเอทีฟ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 29 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

22 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : Chief Marketing Officer | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 22 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

15 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกายภาพบำบัด | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 15 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

08 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : นักกีฬามอเตอร์สปอร์ต | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 8 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

01 ก.ย. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้|ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร:10 ทักษะชีวิตที่เด็กจบใหม่ต้องเรียนรู้ |ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ[ 1 กันยายน 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

25 ส.ค. 2025

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ]

ใต้โต๊ะทำงาน เทิร์นโปร : ครูสอนบุคลิกภาพ | ดีเจ เผือก-อาร์ต-โบ [ 25 สิงหาคม 2568 ] พบกับ ใต้โต๊ะทำงาน..เทิร์นโปร ทุกคืนวันจันทร์ เวลา 20.15 - 22.00 น. . สนับสนุนคนทำงานโดย • Match คนที่ใช่ Match งานที่ชอบด้วย AI จาก Jobsdb by SEEK : bit.ly/4eWapaC • อาหารแมวเน็กโกะ หาซื้อของอร่อย เอาใจเจ้าเหมียวได้ที่นี่เลย : bit.ly/LZFoodinnova

พุธทอล์ค พุธโทร

พุธทอล์ค พุธโทร "วันแม่ปีนี้ คุณอยากทำอะไรให้แม่" [12 ส.ค.69]

12 ส.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "วันแม่ปีนี้ คุณอยากทำอะไรให้แม่" [12 ส.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "พฤติกรรมแบบไหน บนรถไฟฟ้าที่คุณรับไม่ได้ที่สุด?" [29 ก.ค.69]

29 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "พฤติกรรมแบบไหน บนรถไฟฟ้าที่คุณรับไม่ได้ที่สุด?" [29 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าเพื่อนถามว่าถึงไหนแล้ว คุณจะตอบเป็นเวลาหรือระยะทาง" [22 ก.ค.69]

22 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าเพื่อนถามว่าถึงไหนแล้ว คุณจะตอบเป็นเวลาหรือระยะทาง" [22 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก คุณจะลดด้วยวิธีการไหน??" [15 ก.ค.69]

15 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "ถ้าคุณอยากลดน้ำหนัก คุณจะลดด้วยวิธีการไหน??" [15 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "คุณซักผ้าปูที่นอนของคุณ บ่อยแค่ไหน" [8 ก.ค.69]

08 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "คุณซักผ้าปูที่นอนของคุณ บ่อยแค่ไหน" [8 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

พุธทอล์ค พุธโทร "เรื่องพุธทอล์ค พุธโทรแบบไหน ที่ชาวพุธโทรเรี่ยนชอบฟังมากที่สุด" [1 ก.ค.69]

01 ก.ค. 2026

พุธทอล์ค พุธโทร "เรื่องพุธทอล์ค พุธโทรแบบไหน ที่ชาวพุธโทรเรี่ยนชอบฟังมากที่สุด" [1 ก.ค.69]

พบกับ #พุธทอล์ค พุธโทร ได้ทุกคืนวันพุธ เวลา 21.00 - 23.00 น. คุยกันได้ทุกรุ่น คุยกันได้ทุกเรื่องที่ #EFM94 กับ #ดีเจเผือก #ดีเจต้นหอม #ดีเจเติ้ล

อังคาร คลุมโปง

อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

18 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจ - น้ำหวาน [18 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

11 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจน - สาวแอน The Ghost [11 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

04 ส.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ครูตรีมีเรื่องเล่า [4 ส.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

28 ก.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ตุ๊กติ๊ก คืนลอยอังคาร [28 ก.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

21 ก.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X เจน - เนย The Ghost [21 ก.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

14 ก.ค. 2026

อังคารคลุมโปง X ต้นกล้า คืนพุธมุดผ้าห่ม [14 ก.ค.69]

พบกับ #อังคารคลุมโปงX ได้ทุกคืนวันอังคาร เวลา 20.00 - 22.00 น. Talk เรื่องลี้ลับ หลอน จนกรามค้าง! พร้อมชวนเซเลบคนดัง คลุมโปงด้วยกันที่ #EFM94 กับ #ดีเจมดดำ #ดีเจแนน #ดีเจเจ็ม #อังคารคลุมโปงX #อังคารคลุมโปง #คลื่นวิทยุอีเอฟเอ็ม94

NEW RELEASE

KLEAR ส่ง ‘ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me)’ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND เพื่อย้ำว่าถึงเวลารักตัวเองแล้ว

04 มิ.ย. 2026

KLEAR ส่ง ‘ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me)’ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND เพื่อย้ำว่าถึงเวลารักตัวเองแล้ว

หลังจากปล่อยให้แฟนเพลงรอคอย วง KLEAR กลับมาพร้อมอัลบั้มใหม่ FORGOTTEN AND FOUND โดยเปิดตัวด้วยซิงเกิลแรก ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) เพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวของการหันกลับมารับฟังเสียงหัวใจของตัวเอง หลังจากใช้เวลาพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อใครบางคนมานานเนื้อหาของเพลงพูดถึงการเลือกกลับมารักและเห็นคุณค่าในตัวเอง แม้จะต้องผ่านความผิดหวัง น้ำตา และความเจ็บปวด แต่สุดท้ายแล้วคนที่อยู่เคียงข้างเราและไม่เคยทำร้ายหัวใจของเรามากที่สุด ก็คือตัวเราเอง โดย KLEAR หวังว่าบทเพลงนี้จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้ฟังได้กลับมาทบทวนความรู้สึกและความต้องการที่อาจหลงลืมไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาในส่วนของดนตรีมาพร้อมซาวด์ร็อกที่ชัดเจนขึ้น ผสานความอบอุ่นจากเสียงซินธิไซเซอร์และพลังดนตรีในแบบฉบับของ KLEAR ที่ช่วยเติมความฮึกเหิมให้กับเพลง จนกลายเป็นบทเพลงที่ทั้งปลอบโยนและส่งต่อพลังบวกไปพร้อมกัน อีกทั้งยังสะท้อนแนวคิดหลักของอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ที่พูดถึงการกลับมาค้นพบตัวตนและความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองอีกครั้งขณะที่มิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ เลือกเล่าเรื่องผ่านอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าการดำเนินเรื่องแบบตรงไปตรงมา เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ตีความในมุมมองของตัวเอง พร้อมซ่อนรายละเอียดและ Easter Egg ไว้ให้แฟนเพลงได้ร่วมค้นหาติดตามรับชมมิวสิกวิดีโอ ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) ซิงเกิลแรกจากอัลบั้ม FORGOTTEN AND FOUND ของ KLEAR ได้แล้ววันนี้ทาง Genierock

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

04 พ.ค. 2026

PERSES ปล่อยซิงเกิล Turn Me On feat.Tobii ที่ร้อนแรงทั้งภาพลักษณ์หนุ่มเซ็กซี่ และทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้น

เปิดรับแรงกระแทกความเซ็กซี่จาก 5 หนุ่ม PERSES บอยกรุ๊ปจากค่าย G’NEST ที่กลับมาทวงบัลลังก์ความร้อนแรงอีกครั้งในซิงเกิลล่าสุด TURN ME ON feat. Tobii ที่ครั้งนี้ไม่ได้มาแค่เต้น แต่มาเพื่อปลุกให้โซเชียลต้องลุกเป็นไฟ ด้วยลุคที่โตขึ้นและเสน่ห์ที่เย้ายวนกว่าเดิมการกลับมาครั้งนี้ PERSES ฉีกภาพจำเดิม ๆ สู่ทิศทางดนตรีที่อินเตอร์ขึ้นด้วยสไตล์ Reggaeton ผสมผสานกลิ่นอาย Afrobeat ที่มาพร้อมกรูฟสนุก ๆ ชวนขยับตามได้ไม่ยาก เพิ่มความพิเศษด้วยเสียงร้องเอกลักษณ์จาก Tobii และเนื้อร้องติดหูจากปลายปากกาของ OZEEOO ที่ช่วยอัปเกรดให้ท่อนฮุกของเพลงนี้กลายเป็นไวรัลได้ในเวลาอันรวดเร็วในส่วนของมิวสิกวิดีโอ PERSES ถ่ายทอดภาพลักษณ์ ‘ผู้ชายเซ็กซี่’ ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยทำมา เล่าเรื่องราวของการกลับมาพบกันของคนในความทรงจำ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์น่าลุ่มหลง จนอยากจะรั้งช่วงเวลาแห่งความสุขนี้ไว้ให้นานที่สุดซิกเนเจอร์เรื่องการเต้นยังคงเป็นลายเซ็นที่แข็งแกร่ง โดยครั้งนี้พวกเขามาพร้อมทักษะที่ดุดันแต่พริ้วไหว ไฮไลต์อยู่ที่ช่วง Dance Break และการแบ่งยูนิตโชว์ศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็น จั๋ง-เน และ กฤติน-ปาล์ม-ปลั๊กกี้ ด้วยท่าเต้นที่มีจริตความเซ็กซี่แบบผู้ชายขี้เล่น ทำให้เพลงนี้ถูกขนานนามว่าเป็น ‘เพลงสะโพกแห่งชาติ’ ที่สายเต้นทั่วโซเชียลต้องออกมาสับสะโพกตามกันอย่างแน่นอนความเดือดไม่ได้หยุดอยู่แค่ 5 หนุ่ม เพราะงานนี้พี่น้องร่วมค่ายอย่าง 3 สาววง VIIS รวมถึงน้องใหม่อย่าง FAVIQ และ CHERIS ก็ตบเท้าเข้าร่วมประชันสเต็ปในมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ด้วย แม้จะมีเวลาซ้อมร่วมกันเพียงครั้งเดียว แต่เพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ออกมากลับเป๊ะปัง สมกับที่เป็นศิลปินคุณภาพจากบ้าน G’NEST ทุกคนและเพื่อให้สมกับการคัมแบ็กสุดยิ่งใหญ่ PERSES ได้จัดงาน PERSES Comeback Stage ‘Turn Me On’ Party เพื่อเปิดตัวซิงเกิลอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศปาร์ตี้ที่ร้อนระอุ โดยมี Tobii ขึ้นมาร่วมโชว์บนเวที สร้างโมเมนต์ที่ทำให้เวทีลุกเป็นไฟ และตกหัวใจแฟนคลับไปได้อย่างราบคาบรับชมมิวสิกวิดีโอเพลง TURN ME ON feat. TOBII ได้ที่ YouTube: gnest_official แล้วคุณจะรู้ว่าคำว่า ‘ฮอต’ ที่แท้จริงเป็นยังไง

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

11 มี.ค. 2026

‘เหตุผล’ เพลงรักบทใหม่จาก Three Man Down ที่เต็มไปด้วยความโรแมนติก และชวนให้นึกถึงการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ

หลังสร้างความประทับใจครั้งใหญ่บนเวทีคอนเสิร์ต Three Man Down Live at สนามศุภชลาศัย วง Three Man Down ก็ไม่ปล่อยให้โมเมนต์ระหว่างวงและแฟนเพลงจบลงง่าย ๆ เมื่อพวกเขาเซอร์ไพรส์ด้วยการปล่อยซิงเกิลใหม่ล่าสุดอย่าง เหตุผล เพลงรักบทใหม่ที่ยังคงเต็มไปด้วยความโรแมนติกและกลิ่นอายเฉพาะตัวของวงสำหรับเพลง เหตุผล เป็นเพลงรักที่สะท้อนพัฒนาการของ Three Man Down ทั้งในด้านดนตรีและการเขียนเนื้อเพลง โดยเนื้อหาพูดถึงเหตุผลของการที่คนสองคนได้พบและตกหลุมรักกัน ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนนับล้าน ราวกับว่าการได้พบกันนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกในซิงเกิลนี้ยังได้ whateve ศิลปินหญิงที่เคยฝากเสียงร้องไว้ในเพลงฮิตอย่าง เพลงรัก กลับมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงอีกครั้งเคียงข้าง กิต Three Man Down เพิ่มมิติของความอบอุ่นและความละมุนให้กับเพลง ขณะเดียวกันยังมีเสียงแซ็กโซโฟนจาก โอม ASIA7 สมาชิกวง ASIA7 มาช่วยเติมบรรยากาศโรแมนติกให้เพลงมีเสน่ห์ยิ่งขึ้นด้านมิวสิกวิดีโอของเพลงนี้ยังคงได้ผู้กำกับคู่ใจของวงอย่าง กิ๊ม-ธนรัมร์ เปรมบุญ มารับหน้าที่กำกับอีกครั้ง หลังเคยร่วมงานกันมาแล้วในหลายผลงานก่อนหน้าอย่าง ยอมถอย, รักใครไม่ไหว และ เพื่อนสนิท โดยเรื่องราวในเอ็มวีเล่าถึงคู่รักที่ต้องเอาตัวรอดในโลกหลังอารยธรรมล่มสลาย และสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองยังคงก้าวเดินไปด้วยกันคือความรักด้วยเมโลดี้ที่อบอุ่น เนื้อหาที่โรแมนติก และบรรยากาศดนตรีที่ละมุน เหตุผล จึงกลายเป็นเพลงรักเพลงล่าสุดของ Three Man Down ที่สะท้อนเสน่ห์ของวงได้อย่างชัดเจน และเป็นอีกบทเพลงที่แฟน ๆ น่าจะหยิบมาเปิดฟังซ้ำในช่วงเวลาที่อยากนึกถึงเหตุผลของการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆภาพ : GeneLab

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

11 ก.ย. 2025

‘ยอมอยู่แล้ว’ ซิงเกิลใหม่จาก Only Monday feat. ปั๊บ POTATO กับกลิ่นอายป็อปร็อกยุค 90–2000

หลังจากปิดฉากคอนเสิร์ตใหญ่ไปอย่างงดงาม Only Monday กลับมาส่งซิงเกิลใหม่ให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอีกครั้งกับ ยอมอยู่แล้ว เพลงที่เคยถูกหยิบขึ้นไปโชว์บนเวที และได้รับเสียงเชียร์อย่างล้นหลามให้ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการ ความพิเศษของเพลงนี้อยู่ที่การได้ร่วมงานกับรุ่นพี่ร่วมบ้าน GMM Music อย่าง ปั๊บ POTATO ถ่ายทอดซาวด์ป็อปร็อกที่หวนให้นึกถึงบรรยากาศดนตรียุค 90–2000 อย่างลงตัวเนื้อหาใน ยอมอยู่แล้ว ว่าด้วยความรักที่แม้รู้ว่าต้องเจ็บ แต่ก็ยังเลือกจะยอมด้วยความเต็มใจ ถ่ายทอดอย่างเข้มข้นตามสไตล์หัวจ่ายเพลงเศร้า และเมื่อเสียงร้องของ ปั๊บ เข้ามาเติมเต็ม ก็ยิ่งพาให้ผู้ฟังหวนคิดถึงความทรงจำในวันวานของวัยรุ่นยุคนั้นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นนอกจากดนตรีที่หนักแน่น มิวสิกวิดีโอยังถ่ายทอดเรื่องราวความรักวุ่น ๆ ของชายหนุ่มที่ยอมจนเกินต้าน จนกลายเป็นความปั่นป่วนสุดขั้ว โดยมีผู้กำกับชื่อดัง ต้อง เต มาร่วมปรากฏตัว เติมสีสันและอารมณ์ขันให้เรื่องราวเข้มข้นยิ่งกว่าเดิมการร่วมงานครั้งนี้คือการผสานพลังดนตรีข้ามเจเนอเรชัน ที่ทั้งสดใหม่และเต็มไปด้วยเสน่ห์ของแต่ละยุค Only Monday และ ปั๊บ POTATO ได้สร้างสรรค์บทเพลงที่ทั้งแปลกใหม่และคุ้นเคยในคราวเดียวกัน แฟนเพลงสามารถรับชมมิวสิกวิดีโอ ยอมอยู่แล้ว ได้แล้ววันนี้ทาง YouTube : GeneLabภาพ : GeneLab

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

10 ก.ย. 2025

‘Too Perfect For You’ ซิงเกิลใหม่จาก 4EVE ขอเชิดใส่รักที่ทำร้าย เพราะฉันสวยเริ่ดและมีคุณค่ามากพอ

เกิร์ลกรุ๊ปแห่งยุค 4EVE กลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งกับซิงเกิลล่าสุด Too Perfect For You (สวย เริ่ด เชิด) ที่ปล่อยออกมาไม่นานก็กลายเป็นกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย จากลุคสดใสและเนื้อหาที่สะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ ที่เลือกเดินออกจากความรักที่ทำให้เจ็บช้ำ และหันมาภูมิใจในคุณค่าของตัวเองแทนToo Perfect For You ได้ 2 โปรดิวเซอร์ฝีมือจัดจ้าน Galchanie หรือ แป้ง–ธนัญญา อินวงษ์) และ Mayojames หรือ เจมส์–อมร สำเร็จรุ่งโรจน์ มาร่วมกันสร้างสรรค์ ด้วยการหยิบเอาซาวด์โมเดิร์นป๊อป มาผสมเข้ากับกลิ่นอาย RB ช่วยเน้นการร้องอันมีเอกลักษณ์ของทั้ง 7 สมาชิกถ่ายทอดอารมณ์อย่างเฉียบคมและทรงพลังเนื้อหาของเพลงคือเสียงบอกเล่าของผู้หญิงที่เลือกจะ move on อย่างสง่างาม ยกให้ ‘ความรักตัวเอง’ สำคัญกว่าการย้อนกลับไปหาคนที่ไม่เห็นค่า เพลงประกาศความมั่นใจและพลังของการเชิดใส่รักที่ไม่ดี ผ่านท่อนฮุคที่ติดหูทันที “Cuz I’m too perfect for your love, way too perfect for you now รู้ยังคะว่าเธอน่ะพลาด มาตอนนี้ก็สายไปแล้ว” ประโยคที่พร้อมจะกลายเป็นวลีฮิตบนอินเตอร์เน็ตอีกหนึ่งไฮไลต์คือการแบ่งพาร์ทร้องที่ดึงเสน่ห์เฉพาะของแต่ละสมาชิกออกมาอย่างชัดเจน การใช้ภาษาอังกฤษผสมไทยที่ทันสมัย ฟังสนุก อินเตอร์ และเต็มไปด้วยความ Empowering ตอกย้ำว่าไม่มีใครควรต้องหันกลับไปหาความสัมพันธ์ที่ไม่เห็นค่าเราอีกต่อไป รวมถึงในพาร์ตมิวสิกวิดีโอก็ได้ผู้กำกับมากฝีมือ หลิน รินรดา มาร่วมเล่าเรื่องในมุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ ถ่ายทอดความสวย ความมั่นใจ และอิสระของการเลือกชีวิตที่ดีให้กับตัวเองนี่ไม่ใช่เพียงแค่เพลงใหม่จาก 4EVE แต่คือบทประกาศที่บอกกับทุกคนว่า อย่ากลัวที่จะ move on และอย่าลืมว่าคุณมีคุณค่ามากพอที่จะไม่กลับไปหาความรักที่ทำร้ายใจอีกแล้ว ตามไปสัมผัสพลังที่ถูกยกให้เป็นอีกหนึ่งยุคทองของ 4EVE ได้แล้ววันนี้ทุกมิวสิกสตรีมมิงและ YouTube : 4EVEภาพ : 4EVE

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

11 ส.ค. 2025

‘ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House)’ ซิงเกิลใหม่จาก เอิ๊ต ภัทรวี ความรู้สึกของผู้ที่เลือกกอดความเจ็บปวด เพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำ

เอิ๊ต ภัทรวี (EARTH PATRAVEE) กลับมาครองใจแฟนเพลงเศร้าด้วยซิงเกิลใหม่ล่าสุด ดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) จากอัลบั้มเต็ม Heart is Home ถ่ายทอดมุมมองของผู้ที่เลือกโอบกอดความเจ็บปวดไว้ เพียงเพื่อเก็บใครสักคนไว้ในความทรงจำตลอดไป แม้จะต้องแลกมาด้วยหยดน้ำตา แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้เวลาลบเลือนเขาไปจากหัวใจ“ให้ฉันนั้นจดจำทุกหยดน้ำตา ให้ฉันได้วนเวียนกับความเสียใจอย่าห่วง ฉันไม่เป็นไร ยังดีกว่าต้องลืมเธอไป”เพลงนี้พาทุกคนกลับสู่บรรยากาศอบอุ่นและคุ้นเคย เสมือนหัวใจได้กลับบ้านอีกครั้ง ด้วยเสียงกีตาร์โปร่งอันเป็นเอกลักษณ์ และเนื้อเพลงที่เอิ๊ตเขียนจากประสบการณ์จริง ขณะโลกหมุนไปอย่างรวดเร็ว ดีกว่าต้องลืมเธอไป ชวนให้เวลาช้าลง ให้เราได้ซึมซับความรู้สึกที่ไม่อยากลืมเอิ๊ต เล่าว่าแรงบันดาลใจเกิดจากการสูญเสียคุณยายไป ในช่วงแรกเธอไม่กล้ามองภาพถ่ายหรือความทรงจำ เพราะความเศร้าหนักหน่วง แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับพบว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าความเศร้า คือการที่เราลืมรอยยิ้มและรายละเอียดเล็ก ๆ ของคนสำคัญไปจริง ๆ คำว่า Wooden House จึงเกิดขึ้นภายหลังจากฝันเห็นคุณยายนั่งอยู่ในบ้านไม้ไทยหลังเก่า ภาพนั้นอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่เก็บไว้ในหัวใจ และกลายเป็นภาพแทนความหมายของเพลงนี้ซิงเกิลนี้อัดด้วยเครื่องดนตรีจริงทั้งหมด โดยมี บุ้ง-กวิน สิริภัทรกุล มือเปียโนที่เลือกใช้เปียโนไม้ upright ให้ซาวด์อบอุ่น, ยี่-ชยปัญญ์ จันทรานุสนธิ์ อดีตสมาชิก Safeplanet ในบทบาทมือเบส และ แจม-ธนัท เลาหระวี มือกีตาร์และครีเอทีฟของโปรเจกต์ ที่สร้างซาวด์กีตาร์ไฟฟ้าให้เหมือนเอฟเฟกต์เสียงฟ้าผ่า เพิ่มความแปลกใหม่ให้เพลง ส่วนเอิ๊ตเองยังรับหน้าที่อัดเครื่องสายด้วยตัวเอง แต่คราวนี้เป็นการสีไวโอลินด้วยโบว์ ซึ่งเป็นความท้าทายมากกว่าการดีดแบบ pizzicato ที่เคยทำในส่วนของมิวสิกวิดีโอ เอิ๊ต กลับมาแสดงด้วยตัวเองอีกครั้ง ภายใต้การกำกับของ นราธิป ไชยณรงค์ เล่าเรื่องการเดินทางครั้งสุดท้ายระหว่างหญิงสาวและอดีตคนรัก (รับบทโดย เมืองไทย จิรวงศ์นิรันดร) ที่ตัดสินใจออกทริปญี่ปุ่นร่วมกัน พร้อมกล้องฟิล์มจากนักท่องเที่ยวปริศนา เพื่อบันทึกภาพความทรงจำก่อนจะจากกันจริง ๆ ฉากอารมณ์เข้มข้นทำให้เอิ๊ตร้องไห้ออกมาจริง ๆ จนรู้สึกว่าต้องบอกลาตัวละครหลังการถ่ายทำ เป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธออยากให้ทุกคนได้สัมผัสผ่านมิวสิกวิดีโอนี้ความพิเศษของการเปิดตัวซิงเกิลนี้ คือการจัดอีเวนต์ Welcome to Wooden House เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่ Yellow Lane BKK เชิญแฟนคลับผู้โชคดีมาชมมิวสิกวิดีโอพร้อมกันครั้งแรก และได้ฟัง เอิ๊ต ร้องสดในบรรยากาศใกล้ชิด แฟน ๆ ต่างชื่นชมว่าร้องสดได้เพราะจับใจเหมือนฟังจากแผ่น ภายในงานยังมีกิจกรรมให้แฟน ๆ เขียนเรื่องราวที่ไม่อยากลืมลงกระดาษเพื่อส่งต่อให้นักร้องอ่าน ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกันเก็บไว้เป็นความทรงจำดีกว่าต้องลืมเธอไป (Wooden House) คือบทเพลงที่อบอุ่นแต่แฝงรสขม สำหรับใครที่คิดถึงเพลงเศร้าแบบมีความหมายจาก เอิ๊ต สามารถรับฟังและรับชมได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางสตรีมมิ่งภาพ : Muzikmove

ENTERTAINMENT NEWS

ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ปลื้ม ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ คว้า Thai SELECT Award 2026 ตอกย้ำความตั้งใจในฐานะผู้ประกอบการ

13 ส.ค. 2026

ดีเจพีเค ปิยะวัฒน์ ปลื้ม ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ คว้า Thai SELECT Award 2026 ตอกย้ำความตั้งใจในฐานะผู้ประกอบการ

นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ ดีเจพีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร พิธีกร แฉข่าวเช้า กับบทบาทผู้ประกอบการ หลังร้านอาหารไทย ‘เขียวหวาน The Thai Heritage’ ได้รับรางวัล Thai SELECT Award 2026 รางวัลที่สะท้อนถึงคุณภาพ รสชาติ และมาตรฐานของอาหารไทยสำหรับดีเจพีเค รางวัลครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความภาคภูมิใจ แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าความตั้งใจและรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทุ่มเทให้กับร้านมาตลอดมีความหมาย โดยเจ้าตัวตั้งใจให้ ‘เขียวหวาน’ เป็นพื้นที่ที่ถ่ายทอดเสน่ห์ของอาหารไทย โดยเฉพาะรสชาติและตำรับอาหารไทยโบราณจากพระนครศรีอยุธยา ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบและกรรมวิธีการปรุงอย่างพิถีพิถัน“วันนี้ไม่ใช่แค่วันที่ได้รับรางวัล แต่เป็นอีกหนึ่งวันที่ทำให้รู้ว่า ทุกความตั้งใจเล็ก ๆ ที่เราใส่ลงไปในร้าน มีความหมายเสมอ” ดีเจพีเคกล่าว พร้อมขอบคุณทีมงาน ลูกค้า ครอบครัว เพื่อน ๆ และทุกคนที่คอยสนับสนุนเขียวหวานมาตลอดเจ้าตัวยังมองว่ารางวัล Thai SELECT Award 2026 เป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวของร้าน และพร้อมเดินหน้าพัฒนา ‘เขียวหวาน’ ให้ดียิ่งขึ้น เพื่อส่งต่อรสชาติและเสน่ห์ของอาหารไทยในแบบที่ตั้งใจต่อไปภาพ : Merian Axelgaard

อะตอม ชนกันต์ ประกาศปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ‘exit’ ทางออกสู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในใจจะพาไป

13 ส.ค. 2026

อะตอม ชนกันต์ ประกาศปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ‘exit’ ทางออกสู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในใจจะพาไป

หลังปล่อยให้แฟนเพลงรอติดตามผลงานใหม่ ล่าสุด อะตอม–ชนกันต์ รัตนอุดม ศิลปินมากความสามารถจากค่าย White Music ประกาศเตรียมปล่อยสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ในชื่อ ‘exit’ ผลงานที่เกิดขึ้นจากการตกตะกอนความคิดและการกลับมารับฟังเสียงข้างในของตัวเอง หลังผ่านช่วงเวลาของการหลงทางและการค้นพบเส้นทางใหม่ในชีวิตอัลบั้ม ‘exit’ ถ่ายทอดแนวคิดของการก้าวออกจากตัวตนเดิม ความคิดเดิม รวมถึงความคาดหวังและข้อจำกัดที่เคยฉุดรั้งเราไว้ โดยอะตอมมองว่า บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถเดินหน้าต่ออาจไม่ใช่สิ่งรอบตัว แต่เป็นตัวเราเองที่ยังหวาดกลัวต่อความไม่แน่นอนของสิ่งที่อยู่หลังประตูบานนั้น การตัดสินใจก้าวออกมาจึงเปรียบเสมือน Leap of Faith การยอมก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แม้ยังไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็นอย่างไร ก่อนปล่อยให้ตัวเองได้เรียนรู้ผ่านความสับสนและความเจ็บปวด จนค้นพบ ‘ทางออก’ สู่สิ่งใหม่ที่เสียงข้างในหัวใจเป็นผู้พาไปสำหรับ ‘exit’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของอะตอม ชนกันต์ มีกำหนดปล่อยให้แฟนเพลงได้ฟังพร้อมกันในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 โดยจะเริ่มต้นบทใหม่ด้วยซิงเกิลแรกจากอัลบั้มซึ่งมีกำหนดปล่อยในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ก่อนพาไปทำความรู้จักกับเรื่องราวและบทเพลงอื่น ๆ ที่อะตอมเตรียมถ่ายทอดผ่านอัลบั้มชุดนี้ต่อไปภาพ : atom chanakan

มาลัยกะ คาร จะเป็นตัวแทนประเทศไทยประกวด Miss Cosmo หลังได้รับแต่งตั้งเป็น Miss Cosmo Thailand 2026

13 ส.ค. 2026

มาลัยกะ คาร จะเป็นตัวแทนประเทศไทยประกวด Miss Cosmo หลังได้รับแต่งตั้งเป็น Miss Cosmo Thailand 2026

วงการนางงามไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด TPN GLOBAL ประกาศแต่งตั้ง มาลัย–มาลัยกะ คาร ขึ้นดำรงตำแหน่ง Miss Cosmo Thailand 2026 พร้อมรับหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวด Miss Cosmo บนเวทีระดับนานาชาติการแต่งตั้งครั้งนี้มาพร้อมการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะราชินีคนใหม่ของเวที Miss Cosmo Thailand ภายใต้คอนเซ็ปต์ A new queen. A new era. โดยมาลัยกะจะเป็นผู้ทำหน้าที่นำเสนอความภาคภูมิใจ พลัง และความงดงามของผู้หญิงไทยสู่เวที COSMOสำหรับมาลัยกะ เธอเพิ่งสร้างผลงานบนเวที Miss World Thailand 2026 ด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 ก่อนจะได้รับโอกาสก้าวต่อบนเส้นทางนางงามระดับนานาชาติในฐานะตัวแทนสาวไทยบนเวที Miss Cosmoภาพ : Malaika Khan

น้ำผึ้ง กานต์ธีรา ตัวแทนสาวไทยปรากฏโฉมในชุดไทยจักรี บนเวที Miss World 2026 รอบ Opening Ceremony

13 ส.ค. 2026

น้ำผึ้ง กานต์ธีรา ตัวแทนสาวไทยปรากฏโฉมในชุดไทยจักรี บนเวที Miss World 2026 รอบ Opening Ceremony

น้ำผึ้ง–กานต์ธีรา เตชะภัทรธนากุล Miss World Thailand 2026 ปรากฏโฉมอย่างสง่างามในฐานะตัวแทนสาวไทย บนเวที Miss World 2026 ในรอบ Opening Ceremony ซึ่งเป็นการเปิดตัวผู้เข้าประกวดจากทั่วโลกอย่างเป็นทางการของปีนี้ ท่ามกลางสายตาของแฟนนางงามจากนานาประเทศสำหรับการปรากฏตัวครั้งนี้ น้ำผึ้งมาในชุดไทยจักรี หนึ่งใน 8 แบบของชุดไทยพระราชนิยม ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยผ่านผ้าไหมสีแดงเบอร์กันดี จับคู่กับผ้าถุงผ้ายกดอกลำพูนที่ทอสอดดิ้นลายพุ่มข้าวบิณฑ์แบบโบราณ พร้อมเติมรายละเอียดด้วยเครื่องประดับที่ผสมผสานกลิ่นอายวัฒนธรรมล้านนาอย่างลงตัวอีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือการนำดอกบัวมาผสมผสานไว้ในองค์ประกอบของชุด เพื่อสื่อถึงสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของไทยและเวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านเครื่องแต่งกายบนเวทีระดับนานาชาติการปรากฏตัวในรอบ Opening Ceremony จึงถือเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของน้ำผึ้งในฐานะตัวแทนสาวไทยบนเวที Miss World 2026 ที่ได้พาความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยไปสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก และเริ่มต้นเก็บตัวทำกิจกรรมการประกวดเพื่อเป้าหมายพิชิตมงฟ้ากลับไทยอีกครั้งภาพ : Miss World Thailand

บอม อนุรักษ์ น้ำตาไหลตัดสินใจย้ายไปอยู่น่านถาวร ตั้งเป้าเติบโตตามแผนชีวิต พร้อมเปิดโฮมคาเฟ่เล็ก ๆ กับแฟนหนุ่ม

11 ส.ค. 2026

บอม อนุรักษ์ น้ำตาไหลตัดสินใจย้ายไปอยู่น่านถาวร ตั้งเป้าเติบโตตามแผนชีวิต พร้อมเปิดโฮมคาเฟ่เล็ก ๆ กับแฟนหนุ่ม

บอม-อนุรักษ์ บุญเพิ่มพูล หรือ บอม KPN ศิลปินและนักแสดงมากความสามารถ เผยโมเมนต์ที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผ่านโซเชียลมีเดีย หลังตัดสินใจครั้งสำคัญร่วมกับ มีน-จิรัฏฐ์ เกตุภู่ แฟนหนุ่ม ด้วยการย้ายไปใช้ชีวิตที่จังหวัดน่านอย่างถาวร ตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2569 เพื่อเริ่มต้นเติบโตไปด้วยกันตามแผนชีวิตที่ทั้งคู่เคยวางไว้ แม้ยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าจะต้องเจอกับอะไร แต่ทั้งคู่เชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกเดินทางครั้งใหม่บอมเล่าว่า ระหว่างการเดินทางทั้งคู่เปิดเพลง ‘พื้นที่เล็ก ๆ’ ของบอย ตรัย และ ‘แล้วเจอกันใหม่’ ของบิวกิ้น จนกลายเป็นช่วงเวลาที่ทำให้กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยเฉพาะความรู้สึกที่สะท้อนผ่านเรื่องราวของการเติบโตและการเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งทำให้บอมย้อนถามตัวเองว่า “ถึงเวลาที่ต้องเติบโตแล้วจริง ๆ หรือยัง” ก่อนจะยอมรับว่าการตัดสินใจครั้งนี้คือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเป็นการพาตัวเองออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นสร้างชีวิตคู่ร่วมกันอย่างจริงจังสำหรับก้าวต่อไปของทั้งคู่ คือการเริ่มต้นจากสิ่งที่รักที่สุด ด้วยการทำ Pop-up Cafe เล็ก ๆ ที่จังหวัดน่าน ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน บนพื้นที่กว้างที่ให้อารมณ์เหมือนลานเด็กเล่น โดยบอมฝากให้ทุกคนร่วมติดตามการเดินทางครั้งใหม่นี้ พร้อมส่งกำลังใจให้กับทั้งคู่ และขอให้น่านใจดีกับพวกเขาในบทใหม่ของชีวิตภาพ : bomkpn / 29.09.1991m

แฟนคลับปกป้อง ซาน แห่งวง ATEEZ หลังได้รับคอมเมนต์ไม่ให้เกียรติ จากโมเมนต์เตะบอลเปิดเกม Manchester City พบ Atlético de Madrid

11 ส.ค. 2026

แฟนคลับปกป้อง ซาน แห่งวง ATEEZ หลังได้รับคอมเมนต์ไม่ให้เกียรติ จากโมเมนต์เตะบอลเปิดเกม Manchester City พบ Atlético de Madrid

กลายเป็นอีกหนึ่งโมเมนต์ที่ได้รับความสนใจจากแฟน ๆ เมื่อ ซาน (SAN) สมาชิกวง ATEEZ ได้รับเชิญให้ทำหน้าที่เตะบอลเปิดเกมก่อนการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องระหว่าง Manchester City และ Atlético de Madrid ที่ Seoul World Cup Stadium ประเทศเกาหลีใต้ โดยนอกจากโมเมนต์คิกออฟแล้ว ซานยังเรียกเสียงเชียร์จากแฟน ๆ ด้วยการโชว์ท่า Chest Pop จากเพลง BAD ของ ATEEZ ซึ่งกำลังได้รับความสนใจบนโซเชียลมีเดียอย่างไรก็ตาม หลังจากโมเมนต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป กลับมีความคิดเห็นบางส่วนบนโลกออนไลน์ที่วิพากษ์วิจารณ์ซานด้วยถ้อยคำรุนแรง ทั้งคอมเมนต์ด้อยค่า เหยียดเพศ และข้อความที่ไม่สร้างสรรค์ จนแฟนคลับจำนวนหนึ่งรวมถึงแฟน ๆ ของศิลปินจากวงอื่น ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความไม่เหมาะสมของการใช้ถ้อยคำเหล่านั้น โดยมองว่าซานเข้าร่วมงานในฐานะศิลปินรับเชิญพิเศษ และควรได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพเช่นเดียวกับผู้เข้าร่วมงานทุกคนเหตุการณ์นี้จึงชวนกลับมามองถึงวัฒนธรรมการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์อีกครั้ง เพราะการมีพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นไม่ได้หมายความว่าเราจำเป็นต้องใช้พื้นที่นั้นเพื่อทำร้ายหรือลดทอนคุณค่าของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน บุคคลสาธารณะ หรือคนธรรมดาที่เราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาสามารถเกิดขึ้นได้ แต่การเลือกใช้ถ้อยคำที่สร้างสรรค์และให้เกียรติกันคือสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยกันสร้างให้เกิดขึ้นได้ เพื่อให้โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถเห็นต่าง แสดงความคิดเห็น และสนุกไปกับสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบได้ โดยไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นภาพ : ATEEZ

album
efm
-

-